Thursday, October 23, 2008,10/23/2008 11:55:00 PM
Queens of Langkasuka : ปืนใหญ่จอมสลัด
ได้ตั๋วฟรีมาจาก Visa Wave ให้ไปดูหนังที่ SF ได้ฟรี เราสู้อุตส่าห์เก็บบัตรนี้เอาไว้จนถึงวันนี้ที่รอคอย 555 วันที่ 23 ตุลาคม วันที่เราจะได้ดู ปืใหญ่จอมสลัด ที่เรารอมาตั้งสองปีแน่ะ หลังจากที่เรารู้ว่าจะเอามาสร้างโดย นนทรีย์ นิมิบุตร โห ตอนนั้น เราก็เห็นประโคมข่าวใหญ่เลยว่า เป็นหนังฟอร์มยักษ์ ในที่สุดก็ได้ดูซะที
ตั้งแต่ดูหนัง( แบบเสียเงิน) ที่โรงนี้มา ยังไม่เคยเห็นหนังรอบไหน คนเยอะขนาดนี้มาก่อน คนเยอะมากๆ พอเข้าไปนั่งในโรงถึงได้รู้ว่า คนมันเยอะขนาดไหน มองไปทางไหนมีแต่หัวคนนั่งเต็มทุกเก้าอี้เลย นี่ขนาดโรง ดิจิตอล ซึ่งตั๋ว 140 บาทนะเนี่ย จะรำคาญหน่อยก็อีตรง คนนั่งข้างๆนี่แหละ ที่แซวหนังตลอดเรื่อง คงนึกว่าเราจะสนุกไปด้วยมั๊ง ขอโทษที รำคาญสุดๆ
หนังเปิดฉากมาก็ถ่ายให้เห็นปืนใหญ่กำมะลอกระบอกนึง ค่อยๆจมลงใต้ทะเล คือเราว่า ปืนใหญ่ขนาดนั้น มันน่าจะมีน้ำหนักมากๆๆ มันไม่น่าจะเด้งไปมาได้ขนาดนั้นนะ แต่เอาเหอะ นิดๆหน่อยๆ ก็ถือว่าทำใช้ได้นะ มีลวดลายบนกระบอกปืนใหญ่เป็นลายไทย ไม่รู้เรียกว่าลายตาอ้อย หรือเปล่า เนื้อเรื่องดูสนุกเลยแหละ เราว่าเค้ามีการพูดถึง เจ้าแม่ ลิ้มกอเหนี่ยว ด้วยนะ แต่เวอชั่นภาพยนต์นี่ไม่ตรงกับที่เราเคยได้ยินมานะ ที่เราได้ยินได้อ่านมาเนี่ย พูดถึง พี่ชาย ลิ้มเคี่ยม ที่มารักกับสาวใต้ แล้วมีการสร้างมัสยิด เจ้าแม่พยายาม ขอร้องให้พี่ชายกลับจีน จนสุดท้ายรู้ว่าไม่มีทางทำให้กลับได้แล้วแน่ๆ เลยขอลาตาย ก่อนตายได้สาบแช่งไม่ให้มัสยิดที่ต้องการสร้างนี้สำเร็จ ก็ปรากฎว่า สร้างไม่สำเร็จจริงๆ จะต้องมีเหตุอาเพทเกิดขึ้นเสมอ ถึง 3 ครั้ง 3 ครา คนใต้เลยนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมากๆๆ ( ปัตตานี ) แต่เรื่องนี้ พี่ชายมาสร้างปืนใหญ่แทน เลยไม่รู้อันไหนถูกไม่ถูก เอาเป็นว่า ดูหนุกๆก็แล้วกัน ( แต่ส่วนตัวเราเชื่ออันที่เราอ่านมามากกว่านะ )
ดูๆไปหนังมันมีเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์เยอะเลย มีการหายตัว มีเข้าทรง มีการฝึกมนต์เรียกปลาด้วย ส่วนนี้ทำให้หนังดูสนุกขึ้น แต่ก็ทำให้หนังดูลดความน่าเชื่อถือไปนิดนึง ยังไงก็ตามเราก็ให้อภัยนะ เพราะแค่มาดูชุดที่จารรุณีใส่ กับ ฉาก ก็คุ้มแล้ว (ส่วนใหญ่ที่เห็นในเรื่อง เป็น CG เกือบ 80 % นะ เราว่า ไม่ว่าจะเป็น ปลาวาฬเอย ปลากระเบนเอย กำแพงเมืองเอย CG ล้วนๆ อย่างที่บอกแหละว่าให้อภัย ดูก็รู้ว่าตั้งใจทำเต็มที่แล้ว ไม่เหมือนกับหนังหลายๆเรื่องที่ทำแบบตั้งใจมาหลอกเอาตังเราเหมือนที่ผ่านๆมา
สรุป รวมๆแล้ว เราชอบมาก ๆ ทำได้ดีสมที่รอคอย เนื้อเรื่องก็สนุก เสียอย่างเดียวไม่ตรงกับที่เราอ่านมา 5555 แต่เอาเหอะ เนื่องจากความดีมีเยอะ มันก็เลยกลบความเลวซะมิดเลย อีกอย่างที่ชอบคือ ความตั้งใจในการทำ คือ ดูออกเลยอะ ว่าตั้งใจมากๆ ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษที่พูดในเรื่อง ตัวแสดงพูดได้ดีมากๆๆ เครื่องแต่งกายก็โอเค ฉากก็ดี ตัวแสดงก็เยี่ยม ถ้าจะชมตัวแสดงก็ต้องชม สรพงษ์ จารุณี กับ อนันดา ที่เหลือก็พอไปได้ ถ้าจะพยายามหาที่ติให้เจอก็ตรง CG บางทีดูไม่เนียนเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าสอบผ่าน อย่างฉากที่แพลอยในทะเลนี่ แพนิ่งเกินเหตุ เป็นต้น รวมๆแล้ว ชอบหนังไทยเรื่องนี้ที่สุดในบรรดาหนังไทยที่ดูมาปีนี้ เราให้ไปเลย 9.1
เรื่องย่อ
400 ปีที่แล้ว ลังกาสุกะ รัฐอิสระต้องสูญเสีย รายาบาฮาดูร์ ชาห์ จากการถูกลอบปลงพระชนม์ ราชวงศ์ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการสถาปนา องค์หญิงฮีเจา (จารุณี สุขสวัสดิ์) ธิดาคนโตขึ้นเป็นรายาสตรีองค์แรกแห่งลังกาสุกะ แม้รายาฮีเจาจะปกป้องบ้านเมืองอย่างเข้มแข็ง แต่เหล่าแคว้นรอบด้าน รวมทั้งกลุ่มกบฏและโจรสลัดต่างๆ ล้วนหมายจะยึดครองดินแดนอันมั่งคั่งแห่งนี้
จนกระทั่งปราชญ์แห่งอาวุธชาวดัชท์ เดินทางมาพร้อมกับศิษย์เอกนักประดิษฐ์ชาวจีนนาม ลิ่มเคี่ยม (จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม) เพื่อนำมหาปืนใหญ่ อาวุธที่ดีที่สุดไปถวายรายาฮีเจาใช้ป้องกันบ้านเมือง แต่กลับถูกกลุ่มโจรสลัดที่นำโดย เจ้าชายราไว (เอก โอรี) และ อีกาดำ (วินัย ไกรบุตร) ผู้มีวิชาดูหลำอันแก่กล้า ซุ่มโจมตีเพื่อชิงมหาปืนใหญ่ จนทำให้เรือฮอลันดาระเบิด กระบอกปืนใหญ่จมลงสู่ก้นทะเล เหลือเพียงแต่ ลิ่มเคี่ยม ที่รอดชีวิต
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นเวลากำเนิดของ ปารี (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) เด็กชายชาวเลผู้มีคุณสมบัติพิเศษในตัวที่จะสามารถฝึกวิชาดูหลำขั้นสูงได้ ปารี เติบโตเป็นหนุ่ม พร้อมกับสั่งสมทั้งความสามารถและความแค้นในการสะสาง อีกาดำ ที่ทำให้พ่อและแม่ของตนต้องตาย ลิ่มเคี่ยม ซึ่งช่วยชีวิต ปารี ในครั้งนั้นไว้ได้ หลบมาใช้ชีวิตอยู่กับหมู่บ้านชาวเล พร้อมประดิษฐ์อาวุธพิสดารมากมาย และตั้งกลุ่มก่อกวนตัดกำลังโจรสลัดขึ้น
ในอีกด้าน แม้ลังกาสุกะจะมีทหารเอกฝีมือเยี่ยมอย่าง ยะรัง (ชูพงษ์ ช่างปรุง) แต่ ฮีเจา ก็ยังจำเป็นต้องให้ อูงู (แอนนา แฮมบาวรีส) น้องสาวคนเล็กของตนอภิเษกกับ เจ้าชายปาหัง (เจษฎาภรณ์ ผลดี) เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ลังกาสุกะ แม้ อูงู จะไม่เต็มใจก็ตาม ขณะที่ ยะรัง นั้นกลับตกหลุมรัก บิรู (แจ๊คคลิน อภิชนานนท์) องค์หญิงคนรอง แต่กลับไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกนั้นได้
การต่อสู้ของหลายฝ่ายก่อตัวขึ้น ปารี ได้มาพบกับ อูงู ทั้งคู่หลงไปติดเกาะร้างแห่งหนึ่ง ทำให้ ปารี ได้ฝึกวิชาดูหลำชั้นสูงจาก อาจารย์กระเบนขาว (สรพงษ์ ชาตรี) ปรมาจารย์ทางดูหลำ และพบว่าดูหลำคือวิชาที่มีทั้งด้านสว่างที่ทรงพลังและด้านมืดที่น่ากลัว ยากจะควบคุมจิตใจเอาไว้ได้ พร้อมกับที่ความรักของทั้ง ปารี และ อูงู ได้งอกงามขึ้น ขณะเดียวกัน ลิ่มเคี่ยม กลับถูกกลุ่มสลัดจับตัวเป็นเชลยไว้ได้ และถูกบังคับให้ต้องสร้างปืนใหญ่ที่จะนำมาใช้ทำลายล้างรัฐลังกาสุกะ
สงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น โดยลังกาสุกะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะกองทัพโจรสลัดกลับสามารถกู้มหาปืนใหญ่ในตำนานนั้นจากก้นทะเลไว้ได้ ลังกาสุกะเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง มีเพียง ยะรัง นักรบผู้กล้า ปัญญาของ ลิ่มเคี่ยม และ อูงู ผู้พร้อมสละทั้งชีวิตกับความรักเพื่อแผ่นดิน รวมถึงพลังดูหลำอันลึกลับของ ปารี เท่านั้น ที่จะต่อกรกับแสนยานุภาพจากกองทัพโจรสลัดได้
Synopsis
In 1600 A.D. Queen Hijau of Langkasuka felt the heat of internal conflict when a rogue prince conspired with a abnd of ruthless pirates to incite a rebellion. They plotted a schene to high-jack a number of high callber cannons from a Dutch vessel. The secret plot falls spectacularly as the ship, along with its crew and weapons sink into the abyss after an almighty explosion. The fateful incident happens on the same day as the birth of "Pan", born with a hereditary gift that enables him to communicate with creatures of the sea. In years to come and after much training Pan's uncanny ability would be used to help the reigning monarchy defeat the merciless pirates that threaten their shores. Pan will call upon whales, sirens, dolphins and serpents to aide him in a historic sea battle that be recalled for centuries.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/23/2008 11:45:00 PM
Doraemon the Movie/Nobita's New Great Adventure Into the Underworld - The Seven Magic Users :โดเรมอน ตอน โนบิตะตะลุยแดนปีศาจ 7 ผู้วิเศษ
ได้ตั๋วฟรีจาก CitiMvisa ไปดูหนังเรื่งอนี่เอสเอฟบางกะปิรอบทุ่ม เราไม่พลาดอยู่แล้วเพราะว่าเรากะโดเรมอนเป็นเพื่อนซี้กัน เราดูทุกภาคเลย 55555
คนล้นหลาม ไม่รู้มาจากไหนมองไปทิศไหนก็เจอแต่เด็กๆเต็มไปหมด น่ารักดี เราไปกิน Swensen เพื่อรอเวลาฉายรอบทุ่ม แต่ไม่กล้ากินเยอั เพราะเดี๋ยวจะกิน ข้าวโพดคั่วกับน้ำอัดลมที่เค้าแจกฟรีไม่ลง 555 พอใกล้จะทุ่มเราก็เอาคูปองไปแลก ปรากฎว่าวางแผนผิด เพราะมีคนเข้าคิวรอแลกเกือบสิบแถว แต่ไม่เป็นไร ด้วยความงก ทำให้หน้ามืด เราก็แลกมาจนสำเร็จ
หนังเข้าโรงตรงเวลาดี แม้จะดวุ่นวายไปหน่อย คราวนี้ไม่ยักมีให้เล่นเกมส์แฮะ แหมเสียดาบเราเลยอดเล่นเกมส์ได้ของฟรีเลย 5555 ไม่ป็นไรหรอก เราพูดเล่น แหมใครมันจะมีปัญญาเอาของฟรีมาแจกได้ทุกบ่อยๆ
หนังฉายแล้ว คนแน่นโรงเลย เราไม่เห็นภาพแบบนี้มานานแล้ว คนนั่งจนถึงแถวหน้าสุดของโรงหนังเลย เราอดจินตนการไม่ได้ว่า ถ้าเราโดนให้นั่งแถวหน้านี่เราจะทำไงเนี่ย คงดูไม่รู้เรื่องแน่ๆ เพราะภาพมันคงใหญ่มากๆ
หนังเปิดตัวปุ๊บ เราก็รู้สึกถึงความไม่คุ้นเคยกับตัวละคร คือเราว่ามันวาดแปลกๆอ่ะ วาดไม่สวยเหมือนในโทรทัศน์ หรือในหนังสือเลย เราพูดตรงๆว่าเราชอบแบบเดิมมากว่า โนบิตะ หน้าตาตลกมาก ที่สวยสุดน่าจะเป็นชิสึกะ
เนื้อเรื่องก็สนุกดีนะ แต่เชื่อมั๊ยตอนนี้เป็นตอนที่ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยดูมาเลยนะ เพราะว่าเราเข้าโรงตอนทุ่มนึง แต่หนังเลิกตอนทุ่มสิบ ปกติแล้ว หนังการ์ตูนจะประมาณ ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง เนื้อเรื่งยาว มุขตลกเยอะ แต่แปลกอีกอย่างที่ภาคนี้ไม่ยักจะมี ฉากเศร้าหรือซึ้ง ไม่เหมือนภาคอื่นๆที่เคยดูมาจะต้องมีฉากพรากจากกันมาเป็นยาดำให้น้ำตาซึมเสมอๆ
เอาล่ะ ก็ของฟรี ดูเพลินๆไม่ต้องคิดมาก สรุปว่า ธรรมดา ไม่ดีมาก แต่ก็ไม่ถึงกับมาสนุก สังเกตจากเสียงหัวเราะของเด็กๆที่มีแทรกเป็นระยะๆ ก็ถิอว่าสอบผ่านไปได้อีกครั้ง แต่ไม่ใช่ตอนที่เราชอบที่สุด อาจเป็นเพราะภาคนี้ จบห้วนไปหน่อย สรุปเลยไม่รู้ว่าตอนจบๆยังไงจบไปเฉยๆ ไม่รู้ว่า สุดท้ายได้กลับมาเปลี่ยนโลกมนุษย์อีกหรือเปล่า เราให้ 7 นะ ก็ถือว่าไม่เลว เท่าไหร่นะ หนังช่วงนี้หาดียากส์
เรื่องย่อ
วันหนึ่ง โนบิตะ (เมงุมิ โอโอฮาระ) ใช้ตู้โทรศัพท์ติ๊ต่างซึ่งเป็นของวิเศษของ โดราเอมอน (วาซาบิ มิซุตะ) เปลี่ยนโลกให้เป็นโลกแห่งเวทมนตร์ ทุกคนจึงสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่โนบิตะกลับใช้เวทมนตร์ไม่ได้สักอย่าง โนบิตะต้องการให้โลกกลับเป็นเหมือนเดิม ทว่าแม่ของเขาเอาตู้โทรศัพท์ติ๊ต่างไปทิ้งเสียแล้ว ต่อมา โดราเอมอน โนบิตะ และเพื่อนๆ ได้พบกับ มิโยโกะ (ซากิ ไอบุ) และได้รู้เกี่ยวกับแผนคุกคามโลกของเหล่าปีศาจ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับรูปปั้นประหลาดที่โดเรเอมอนและโนบิตะเคยเก็บได้ ตามที่ระบุในบันทึกโบราณ พวกเขาต้องเดินทางไปยังแดนปีศาจ เพื่อกำจัดราชาปีศาจที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวาย โดยใช้ลูกดอกเงินแทงที่หัวใจ แต่แล้วมิโยโกะถูกฝ่ายศัตรูจับตัวไป โดราเอมอน โนบิตะ และเพื่อนๆ คิดจะใช้เครื่องย้อนเวลาพาพวกตนกลับไปยังอดีต แล้วใช้ตู้โทรศัพท์ติ๊ต่างของ โดเรมี (จิอากิ ฟูจิโมโตะ) เปลี่ยนให้โลกเป็นเหมือนเดิม ทว่าหากทำเช่นนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมิโยโกะก็ยังจะดำเนินต่อไปในโลกคู่ขนานอยู่ดี พวกเขาจึงไม่มีทางเลือก ต้องมุ่งหน้าต่อสู้กับเหล่าปีศาจ ในฐานะ 7 ผู้วิเศษ
Synopsis
Nobita (Megumi Oohara) uses Doraemon's (Wasabi Mizuta) Moshimo-box to change the world to a place where the use of magic is possible. Everyone makes use of it on their daily lives, except for Nobita who isn't very good at conjuring spells. Frustrated, he plans on returning things to their past state, but his mother threw the Moshimo-box away. One day, Doraemon and his friends meet Professor Mangetsu (Jun'ichi Komoto), who studies magic and magical beings such as goblins, and his daughter Miyoko (Saki Aibu), and are warned of the dangerous approximation of the "star of the Underworld" to the Earth's orbit. With the future of the planet at stake, the group must travel to the Underworld and pierce the heart of the Underworld King with a silver dart, as detailed in the ancient texts of "The Chronicles of the Underworld". Their attempts are, however, thwarted and Miyoko captured.
Doraemon and his friends then decided to use the Time Machine to return to the past, and use Dorami's (Chiaki Fujimoto) Moshimo-box to restore the Earth. The events on the Underworld continue, however, to take place in a Parallel Universe, where Miyoko is still captive. The group is once again forced to travel to the Underworld and defeat its tyrannical ruler once and for all.

Labels: , , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/23/2008 11:32:00 PM
City of Ember : กู้วิกฤตมหานครใต้พิภพ
พอดี ช่วงนี้มีโปรโมชั่นพิเศา จากบัตร His and Her Club ของค่าย ICC โดยสามารถบัตรสมาชิกไปดูหนังในเครือ EGV , Major ได้ลด 50 บาท ต่อที่นั่ง เราเลยเลือกที่จะไปใช้ส่วนลดที่ EGV ลาดพร้าว เพราะใกล้บ้าน ค่าตั๋วลดเหลือแค่ 30บาทเองจากราคา 80 บาท แต่สิทธิ์นี้เค้าให้ใช้แค่เดือนละครั้งเดียวเอง แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะเดี๋ยวตั๋วฟรีที่รามีจะไม่ได้ใช้พอดี 5555
เราไม่ได้ดูเรื่องนี้ ตั้งแต่วันแรกเข้าหรอกเพราะมัวแต่ไปดู Max Payne มาดูตอนนี้ก็ยังไม่สายหรอกเนอะ เชื่อมั๊ย ทั้งโรงมีคนดูแค่ 5 คนเอง ไม่รู้โรงหนังจะอยู่ได้ไง น่าสงสาร
เปิดตัวออกมาก็รู้สึกเลยว่า หนังคงมาค่อยน่าสนุก เราไม่รู้จักดาราซักกะตัว นอกจาก บิล เมอเร่ย์ ( ซึ่งเป็นตัวแสดงที่เราไม่ชอบที่สุดในโลก ) นอกนั้นโนเนม เทคนิกในการตัดต่อก็ไม่เนี๊ยบ ดุก็รู้ อ้อ โทษทีต้องเรียกว่า CG สิเนอะ เพราะระบบตัดต่อนี่น่าจะซัก 20-30 ปีที่แล้ว ไม่เนี๊ยบเลย โดยเฉพาะฉากที่พยายามจะหนีออกจากเมืองของตัวเอกนี่ เห่ยมากๆ แต่ก็พอดูได้ ฝีมือเราไม่ได้ดูถูกคนไทยนะ แต่เรากลับมองว่า ถ้าเรื่องนี้เป็ฯหนังมาตรฐานสากล มาตรฐานฮอลลีวู๊ด เราว่าหนังไทยก็ทำได้ประมาณนี้แล้วล่ะ จงภูมิในเถอะ ว่าเราทำได้แล้ว
เนื้อเรื่องเหมือนหนังแนว ครอบครัว ของวอลดีสนีย์ ไม่มีอะไรซับซ้อน ดูไปได้เรื่อยๆ เดาได้ตลอดเรื่อง ไม่ต้องคิดมาก ตรงนี้แหละที่ทำให้หนังขาดสเน่ห์ ขาดความน่าสนใจ เฮ้อ พุดแล้วก็เสียดาย เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่น่าจะทำให้ดีกว่านี้
สรุป ไม่ประทับใจเท่าไหร่นะ เราให้ได้แค่ 6 เพราะหนังขาดความลึก ชอื่เรื่องและการประชาสัมพันธ์ดูเหมือนเป็นหนังผู้ใหญ่ แต่พอเข้าไปดู ถึงได้รู้ว่าน่าจะเหมาะกับเด็กมากกว่า ดาราห่วย ( ในสายตาเรา ) เล่นไม่เก่งเลย เนื่อเรื่อง โอเค เหมาะกับเด็กๆ CG พอใช้ได้ รวมๆ ก็ งั้นๆ
เนื้อเรื่องย่อ
เอ็มเบอร์ เป็นมหานครที่ไม่มีใครเคยเห็นดวงตะวัน แสงสว่างเดียวที่ใช้แบ่งเวลากลางวันและกลางคืน คือแสงสว่างจากหลอดไฟ นครแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นพร้อมคำทำนายที่ว่า เมื่อเมืองมีอายุครบ 200 ปี หายนะจะบังเกิด ผู้กล้าจะต้องตามหากล่องแห่งปริศนา ที่ภายในบรรจุแผนที่คำทำนายที่จะปกป้องเมืองจากหายนะครั้งสำคัญ แต่ไม่เคยมีพลเมืองคนใดใส่ใจกับคำทำนายนี้ วันหนึ่ง เมื่อแสงไฟในเมืองเอ็มเบอร์เริ่มกระพริบไม่เป็นจังหวะ ดวงไฟที่เคยกำหนดความหวังของผู้คนเริ่มดับลงทีละดวง ลีนา (เซียร์ชา โรแนน) เด็กส่งสารของเมือง และ ดูน (แฮร์รี่ เทร็ดอเวย์) ผู้ดูแลพลังงานในเหมืองถ่านหิน เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงออกตามหากล่องในตำนาน เพื่อตามแผนที่ปริศนาที่จะนำมาซึ่งการปลดปล่อยชาวเมืองเอ็มเบอร์ ให้พ้นจากความมืดมิดไปตลอดกาล
Synopsis
Oscar-winning Monster House director Gil Kenan takes the helm for this children's fantasy about two young heroes who attempt to solve an ancient mystery in time to prevent their underground city from being swallowed by darkness. The City of Ember was built over 200 year ago, deep below the Earth, where the destruction of a mass-scale disaster couldn't reach it. Equipped with a massive generator and vast supplies, the people of Ember have thrived happily for generations -- but the city wasn't meant to be lived in forever. The generator is breaking down and the supplies are running out, but two centuries in isolation have robbed the Emberites of their knowledge - nobody knows how the electric lights work anymore, and nobody understands that there's something beyond the city besides darkness. Nobody, that is, besides Lina (Saoirse Ronan) and Doon (Harry Treadaway), two teenagers who still have the hope that everyone else has lost to ignorance and apathy -- not to mention a sheet of instructions left by the Builders themselves explaining how to leave the city. But the 200 year old paper is falling apart, and pieces are missing. So with the lights threatening to flicker for the last time and leave Ember in darkness forever, Lina and Doon set out on an adventure through the streets, sewers, and dark caverns of Ember to put the pieces back together. To solve the mystery, they'll have to get inside the Builders' heads, and avoid the grasp of corrupt Mayor Cole (Bill Murray), who wants to keep Ember the way it is - no matter what the cost. ~ Jason Buchanan

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/23/2008 11:18:00 PM
Max Payn : แม็กซ์ เพย์น ฅนมหากาฬถอนรากทรชน
SF บางกะปิ คือ เป้าหมายของเราในการมาดูหนังเรื่องนี้ ฮั่นแน่ รู้แล้วใช่มั๊ย ว่าเหตุผลก็คือที่นี่ฉายระบบ ดิจิตอล เราอยากดูระบบนี้เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดูก็แค่นั้น วันนี้เป็นวันธรรมดา หนังเข้าไปแล้ว สองสามวัน แต่คนในโรงมีประมาณ 50 คน สำหรับเราๆถือว่า ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ ถือว่าดีด้วยซ้ำไป ชั่วโมงนี้ มีคนแบบนี้ก็โอแล้ว
ได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้ สร้างมาจากเกมส์คอม เอาอีกแล้ว เราได้ยินแค่นี้เราก็กลัวแล้ว เพราะว่า จากประสพการณ์ของเรา หนังที่สร้างจากเกมส์จะรุนแรงมากแล้วก็ไม่ค่อยสนุกเลย เน้นแต่ฉากบู๊ จริงๆเราก็ชอบนะ แต่รู้สึกว่า เราดูแล้วม่ได้อะไรนอกจากความะใจอย่างเดียว มันส์ตอนนั้นออกจากโรงแล้วไม่มีอะไรติดตัวเราไปบ้างเลย
แต่เรื่องนี้ แปลกไปนิดนึงตรงที่ว่า มีพล็อตเกี่ยวข้องกับบริษัทยา มีเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ และการตามล่า เออ แบบนี้ ค่อยมีที่มาที่ไปหน่อย อีกอย่างมีตา มาร๕ก วอลเบิร์ก ราวที่แล้วที่เล่นเรื่อง The Happening ก็ทำให้เราผิดหวังกับเนื้อเรื่องมาทีละ ( ไม่ใช่ฝีมือนะ ฝีมือ โอเค แต่อีตา เอ็ม ไนท์ อ่ะดิ เอาเนื้อเรื่องบ้าบออะไรก็ไม่รู้มาให้แสดง )
เรื่องนี้ ถ้าจะให้ชม ก็ต้องชมเรื่อง ภาพสโลโมชั่น ที่สวยโคตรๆ ตอนที่พระเอกยิงปืน แล้วโดนกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ สวยมากๆ อีกฉากคือตอนที่ถ่ายวิถีกระสุนแหวกน้ำเป็นลำ นี่ก็สวยเหมือนกัน พวกปีศาจในจินตนาการที่มีปีก ก็ทำได้ดี ตอนแรกที่เราจะมาดูก็เพราะเราคิดว่าเป็นหนังผีนี่แหละ แต่จริงๆไม่ใช่ เลยผิดหวังนิดหน่อย
สรุป เรื่องนี้ ดีสุดในรอบเดือนเลยก็ว่าได้ ได้ทั้งควาสะใจ ได้สาระนิดหน่อย ไม้ดูภาพสวยๆ เบ็ดเสร็จเอาไป 7.8 ก็แล้วกัน จะได้สมกับที่รอคอยที่จะดูซักนิด
เนื้อเรื่องย่อ
แม็กซ์ เพย์น (มาร์ก วอห์ลเบิร์ก) เป็นตำรวจเดนตายที่มุ่งมั่นไล่ล่ากลุ่มฆาตกรโหด ที่สังหารครอบครัวและคู่หูของเขา เพื่อนำตัวมาลงโทษให้สาสม เขาเดินหน้าสืบสวนอย่างหามรุ่งหามค่ำด้วยความคับแค้นแน่นอก ซึ่งนำเขาเดินทางถลำลึกเข้าสู่โลกใต้ดินสุดสะพรึง ยิ่งเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนค่อยๆ เผยปมทีละน้อย แม็กซ์ ต้องจำใจเผชิญหน้ากับเหล่าวายร้ายชนิดตัวต่อตัวครั้งแล้วครั้งเล่า และยังต้องรับมือกับการถูกหักหลังที่ไม่คาดคิดมาก่อน
Synopsis
Rockstar Games' double-gunned action franchise comes to the big screen thanks to director John Moore (The Omen) and Mark Wahlberg, who embodies the title character of Max Payne, a widowed cop hell-bent on delivering justice no matter what the cost as he investigates a string of killings in his city. Mila Kunis and Chris O'Donnell head up the supporting cast, with Beau Thorne adapting the screenplay for the 20th Century Fox production. ~ Jeremy Wheeler, All Movie Guide

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Sunday, October 12, 2008,10/12/2008 04:15:00 PM
Body of Lies : บอดี้ ออฟ ลายส์ แผนบงการยอดจารชนสะท้านโลก
นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ดีดี เพื่อนก็ขอให้เล่าเรื่อง Body of lies ให้ฟัง เลยบอกไปตามตรงว่า เฮ้ย ยังไม่ได้ดูเลย แต่ว่า อยู่ในรายการหนังที่อยากไปดูอยู่แล้ว ก็เลยรีบไปดูดีกว่า แถวนี้มันก็มีแค่โรงเดียว ที่ฉายระบบดิจิตอล เราก็เลยไปดูที่ SF บางกะปิเหมือนเดิม ตอนเราไปตีตั๋วก็เย็นมากแล้ว แต่คนก็ค่อนข้างเยอะนะทั้งๆที่สภาพภายนอกที่เห็น แทบไม่มีคนมาตีตั๋วเลย คนขายตั๋วนั่งตบยุงกันเป็นแถว แต่ในโรงสิ เราถือว่าแน่น นะ เพราะคนดูเป็นร้อยเลย
วันนี้ มาดูหนังด้วยอารมณืบ่จอย เพราะคู่ที่นั่งข้างหลังนั่งคุยกันตลอด น่ารำคาญมาก เราหันไปมองหน้าสองสามครั้ง แต่ความเป็นผู้ดีของเราก็ไม่สามารถทำให้หนังหน้าของทั้งสองมีปฏิกิริยาแต่อย่างใด เราเลยต้องใช้ธรรมะเข้าข่ม ตั้งสมาธิไม่สนใจอีกต่อไป ปรากฎว่า ได้ผลแฮะ รู้งี้เราทำสมาธิแต่แรกก็ดี แต่ก็อย่างว่าแหละ มันก็ไม่ได้ทำใจกันได้ง่ายๆ แต่พอลงมือทำ เออ มันก็ไม่ยากแฮะ ( แต่ระหว่างเรื่อง พอ แวบมาคิดเรื่องนี้ ก็หงุดหงิดเป็นบางครั้งเหมือนกันนะ เกิดความคิดว่า แหม ตอนจบขอดูหน้าหน่อยเหอะ 5555 )
หนังเริ่มต้นฉาย เราก็เริ่มร็สึกไม่ค่อยดีละ ข้อหนึ่ง เป็นแนวสงครามที่ต้องถือกล้องถ่าย เพื่อให้คนดูเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ซึ่งวิธีการถ่ายทำแบบนี้ ภาพจะสั่นมาก อย่างที่เราเคยดูมา ซึ่งเราดูหนังแบบนี้แล้วเราจะมีอาการคลื่นไส้เหมือนเมารถทุกครั้ง เลยกลัวมาก อย่างที่สอง เป็นหนังแนว สหรัฐ กับพวก ตะวันออกกลาง อีกแล้ว ซึ่งแนวนี้เราดูจนเอียน แถม มันทำได้สมจริงจนเราดูแล้วเครียดมากๆ เรื่องที่ทำให้เราเข็ดหนังประเภทนี้ คือ the kingdom แค่พูดก็กลัวแล้ว คือมีครบสิ่งที่เรากลัวทั้งสองอย่างเลย ดูเสร็จ อ๊วกแตกอ๊วกแตน ไม่กล้าดูไปอีกนาน
อ้าวดันมาเจอเรื่องนี้อีกจนได้ เราเองไม่ได้เป็นสาวกของอีตา ลีโอนาโด เลย ค่าที่ว่า เป็นดาราที่หน้าตาไม่เห็นจะดูดีมนสายตาเราเลย แถมเรื่องนี้ไว้หนวดเคราเพื่อให้กลมกลืนกับคนตะวันออกกลางตามเนื้อเรื่อง เลยไปกันใหญ่เลย แต่โอเคล่ะ ฝีมือการแสดงเค้าเล่นได้ดีขึ้นมาก ถ้าเปรียบกับสมัย ไททานิก คนที่เราอยากมาดู คือ รัสเซล ครอ ต่างหาก คนนี้สิ แสดงดีจริงๆ เล่นเรื่องไหน เราก็คิดไปเลยว่า เป็นคนๆนั้นจริงๆ ตีบทแตกกระจุย
เนื้อเรี่องก็เกี่ยวกับ หน่วยสืบราชการลับของอเมริกา ที่ไปทำงานในตะวันออกกลาง ทำให้เราได้เห็นคนประเภทนี้ทำงานแบบถวายหัว หลอกลวงคนสารพัด เพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้ทางการทหาร ดูแล้วก็เหลือเชื่อ แต่ก็ได้ไอเดียว่าเค้าทำกันอย่างนี้เอง ต้องโกหกหน้าตา ดูแล้วอนาถใจเป็นพักๆ
ไม่รู้ว่าเราฉลาดน้อย หรือยังไง เราดูบางตอนไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะ หนังมันเดินเรื่องเร็วมากๆ พุดก็เร็ว เลยไปกันใหญ่เลย แถม เปาะเปี๊ยะทอดกับทองหยิบของเอสแอนด์พีที่กินเข้าไปก่อนดูหนังก็เริ่มออกฤทธิ์ หนังตาก็เริ่มหนักเข้าทุกที เราไม่เป็นแบบนี้มานานมากแล้ว เราโทษหนัง ที่ไม่สามารถทำให้เราเอาชนะความอยากหลับได้ 5555 แต่ก็แป๊บเดียวแหละ เราลืมตาอีกทีก็ตอนที่ พระเอก โดนทรมานแล้ว ( นึกในใจ ตายซะได้ก็ดี เหม็นขี้หน้า 5555 )
ยังไงซะ ด้วยความที่เป็นหนังที่เข้าข่ายที่เราไม่ชอบสองข้อ แต่ว่า กล้องไม่สั่นมากก็เลยดูได้จนจบเรื่องโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ แต่มาติดข้อสอง ที่มันสมจริงมาก ระเบิดพลีชีพกันเป็นระยะ แถมเหมือนจริง มีเลือดกระจายแทบทั้งเรื่อง ก็เลยเครียดมากกกกก ในที่สุด
สรุป เราว่าเนื้อเรื่องน่าสนใจนะ ดาราก็แสดงดีทั้สองคน ( ตัวนำ ) ส่วนตัวประกอบอื่นๆก็แสดงดีทุกตัว ผู้กำกับก็เก่ง ภาพที่ออกมาดีทุกฉากเลย พูดแล้วก็ซ้ำไปซ้ำมา คือ ส่วนตัวเราเอง เราไม่ชอบ ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้ว ภาพสั่น และ ตะวันออกกลาง ดูแล้วโคตรเครียด เลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ซาดิสกระหายเลือดมากกว่า ส่วนเราขอบ๊ายบาย คราวหน้า เราจะพยายามไม่ดูแล้ว จริงๆแล้ว ตามสภาพเศรษฐกิจ และ ตามความต้องการลดกิเลสของเราเอง แผนในห้าปีหน้าของเราจะค่อยๆ ลดการดูหนังลงปีละ 20% นั่นก็แปลว่าปีที่หกหรือปี 2014 เราน่าจะดูหนังต่อปีลดลงมากจนเหลือแทบ ไม่ได้ดูเลย เฮ้ย พูดไปถึงไหนเนี่น เออกลับมาเข้าประเด็นก่อน เรื่องนี้เราให้ 6.0 นะ
เนื้อเรื่องย่อ
โรเจอร์ เฟอร์ริส (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) เป็นยอดฝีมือที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ มีอยู่ในมือบนแนวรบ ในพื้นที่ซึ่งชีวิตมนุษย์ไม่มีค่ามากไปกว่าข้อมูลที่จะได้มาถึงมือ ในปฏิบัติการที่นำพาเขาไปทั่วโลก ลมหายใจเฮือกต่อไปของเฟอร์ริสขึ้นอยู่กับเสียงปลายสายของโทรศัพท์ที่ป้องกันการดักฟัง – ซีไอเอมือเก่า เอ็ด ฮอฟแมน (รัสเซล โครว์) กับการวางแผนยุทธศาสตร์ผ่านคอมพิวเตอร์แล็พท็อปจากห้องนั่งเล่นในบ้านชนบท ฮอฟแมนกำลังแกะรอยผู้นำขบวนการก่อการร้ายหน้าใหม่ที่สั่งการระเบิดทั่วโลกพร้อมกัน เพื่อลวงเครือข่ายหน่วยข่าวกรองที่ซับซ้อนที่สุดในโลก การล่อให้เขาปรากฏตัวออกมานั้น เฟอร์ริสต้องแทรกซึมเข้าสู่โลกมืดหม่นของเขา แต่ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายเท่าไหร่ ก็ยิ่งค้นพบว่าความเชื่อใจเป็นได้ทั้งอันตรายและสิ่งเดียวที่จะทำให้เขายังมีลมหายใจ
Synopsis
Based on Washington Post columnist David Ignatius' 2007 novel about a CIA operative, Roger Ferris (Leonardo DiCaprio), who uncovers a lead on a major terrorist leader suspected to be operating out of Jordan. When Ferris devises a plan to infiltrate his network, he must first win the backing of cunning CIA veteran Ed Hoffman (Russell Crowe) and the collegial, but perhaps suspect, head of Jordanian intelligence. Although ostensibly his allies, Ferris questions how far he can really trust these men without putting his entire operation - and his life - on the line.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Saturday, October 11, 2008,10/11/2008 07:40:00 AM
Rambo 4 : แรมโบ้ 4 นักรบพันธุ์เดือด
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่ Major Hollywood ช่วงที่มีการจัดรายการ ดูฟรี 30วัน 30เรื่อง นี่เอง ทั้งๆที่แต่เดิม ไม่เคยมีความคิดอยู่ในหัวสมองเลยว่าอยากดูเรื่องนี้
เรามีความรู้สึกเฉยๆก่อนดู เพราะคิดว่าดูไปก็เท่านั้น หนังยิงกัน นึกซะว่ามาดูฆ่าเวลาไปอย่างนั้นๆ ที่ไหนได้ หนังสนุกโคตรๆ มันส์สุดๆ ชนิดไม่อยากให้จบเลย ทั้งๆที่หนังแนวยิงกันเลือดสาดแบบนี้ ไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบดูในช่วงนี้เลย
หนังเปิดฉากมาก็พูดถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า มีนายทหาร บ้าเลือดตนนึงกับลูกนองที่ฆ่าคนเป็นผักปลา หนังพยายามทำให้คนดูเกลียดไอ้พวกนี้อย่างถึงขีดสุด เพราะคนบ้าอะไร มันทำไมถึงได้โหดเหี้ยมได้ผิดมนุษย์มนาได้ขนาดนี้ ตัดแขนตัดขาคนมั่ง ข่มขืนผู้หญิงมั่ง เอาเด็กโยนเข้ากองไฟมั่ง สารพัดความโหดที่จะสรรหามาทำกับคนด้วยกัน เป็นการปูเรื่องปสู่ความชอบธรรมที่สุดท้ายแล้วไอ้พวกนี้ก็โดนกรรมตามสนอง โดยโดนแรมโบ้ พระเอกของเรา เอาปืนที่ใช้ในสงครามมาถล่มยิงแบบไม่กลัวเปลืองกระสุน เลือดพุ่งเลือดสาดกันชนิด เอาเฮลบลูบอยมาราดไม่ทันกันเลยทีเดียว
ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้รู้ถึงความมันส์ มันส์จริงๆนะ ไม่รู้ว่าถ้าซื้อแป็นดีวีดีมาดูที่บ้านจะมันส์ได้ขนาดนี้หรือเปล่า ยิ่งพูดก็ยิ่งมันส์
สรุป ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะพลาดหนังเรื่องนี้ไปได้ เสียดายจังที่ไม่เคยได้ดู ภาค 1-3 สงสัยต้องเอามาดูใหม่ซะแล้ว ไม่น่าเลย รู้งี้ดูซะตั้งนานแล้ว ด้วยความมันส์อย่างชนิดสุดเหวี่ยงแบบนี้ เราให้ไปเลย 8.8 เสียดายหนังสั้นไปนิด แล้วก็สาระเบาไปหน่อย ไม่งั้นเราให้เกือบเต็มได้เลยนะเนี่ย แหม พูดแล้วยังมันส์ไม่หาย
เนื้อเรื่องย่อ
20 ปีให้หลัง จอห์น แรมโบ้ (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) เก็บตัวอยู่อย่างสันโดษทางภาคเหนือของประเทศไทย เขาทำงานอยู่บนเรือบดลำหนึ่งที่ล่องอยู่ในแม่น้ำสาละวิน ใกล้ๆกับชายแดนไทย-พม่า ที่ซึ่งเกิดสงครามระหว่างพม่าและชนเผ่ากะเหรี่ยง ทว่าเขากลับใช้ชีวิตอย่างไม่ยี่หระสถานการณ์รอบข้าง แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อกลุ่มมิชชันนารี่ต้องการไกด์ชาวอเมริกัน โดยการนำของซาร่าห์ (จูลี่ เบนซ์) และไมเคิล (พอล ชูลซี่) โดยติดต่อมาหาแรมโบ้ ในตอนแรกแรมโบ้ปฏิเสธที่จะเดินทางข้ามไปยังฝั่งพม่า แต่สุดท้ายเขาตกลงที่จะพาคนกลุ่มนี้ไป ต่อมาเขาได้ทราบข่าวว่ากลุ่มมิชชันนารี่ไม่ได้เดินทางกลับมา มันจึงเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องกลับไปอีกครั้ง…
Synopsis
Vietnam veteran John Rambo has survived many harrowing ordeals in his lifetime and has since withdrawn into a simple and secluded existence in Thailand, where he spends his time capturing snakes for local entertainers, and chauffeuring locals in his old PT boat. Even though he is looking to avoid trouble, trouble has a way of finding him: a group of Christian human rights missionaries, led by Michael Burnett and Sarah Miller, approach Rambo with the desire to rent his boat to travel up the river to Burma. For over fifty years, Burma has been a war zone. The Karen people of the region, who consist of peasants and farmers, have endured brutally oppressive rule from the murderous Burmese military and have been struggling for survival every single day. After some inner contemplation, Rambo accepts the offer and takes Michael, Sarah, and the rest of the missionaries up the river. When the missionaries finally arrive at the Karen village, they find themselves part of a raid by the sadistic Major Pa Tee Tint and a slew of Burmese army men. A portion of the villagers and missionaries are tortured and viciously murdered, while Tint and his men hold the remainder captive. Concerned by their disappearance, the minister in charge of the mission gathers a group of mercenaries and pleas Rambo transport them with his boat, since he knows their last exact location. But Rambo can't stay behind: he joins the team where he belongs, to liberate the survivors from the clutches of Major Tint in what may be one of his deadliest missions ever Written by stallonezone.com / Drew Lahat
In this latest Rambo installment, John Rambo has retreated to a simple life in a rural Thai village near the Burmese border, capturing snakes for local entertainers, and transporting roamers in his old PT boat. Following repeated pleas, Rambo helps ferry a group of Christian aid workers into war-torn Burma, where the local Karen villagers are regularly tortured and massacred by Major Tint's sadistic soldiers. The humanitarian mission is going well, until the village is attacked and the missionaries are kidnapped, and Rambo is once again asked to transport - but this time a group of mercenaries, assembled by the missionaries' minister on a deadly rescue mission. This time he doesn't stay behind. Written by Drew Lahat
In Thailand, John Rambo is living peacefully capturing snakes and transporting people and cargo in an old boat. When a group of Christian missionaries asks to be transported to the war zone in Burma to help the locals, the reluctant Rambo only accepts when Sarah Miller presents her point of view about their humanitarian mission. Rambo leaves the group in the requested location, but the village where they are working is attacked by the sadistic army of Major Pa Tee Tint, the locals are slaughtered and the missionaries are abducted. Later a member of their church meets Rambo and asks him to transport a group of mercenaries hired to rescue the missionaries. Written by Claudio Carvalho, Rio de Janeiro, Brazil
In Thailand, John Rambo is living peacefully capturing snakes and transporting people and cargo in an old boat. But when he joins a group of mercenaries to venture into war-torn Burma, and rescue a group of Christian aid workers who were kidnapped by the ruthless local infantry unit. Rambo refuses, but is convinced by another member, Sarah Miller, to take them up there. When the aid workers are captured by the Burmese army, Rambo decides to venture alone into the war zone to rescue them. Written by Anthony Pereyra {hypersonic91@yahoo.com

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/11/2008 06:40:00 AM
Be Kind Rewind : ใครจะว่า...หนังข้าเนี๊ยะหล่ะเจ๋ง
เรื่องนี้ เราไม่ได้ไปดูหรอก เพราะว่าไปดูไม่ทัน หนังออกก่อน แสดงว่า ยังไง คิดเอาเอง ขนาดรีบไปดูแล้วนะเนี่ยยังไม่ทันเลย
เนื้อเรื่องย่อ
เมื่อ เจอร์รี่ (แจ็ก แบล็ก) เชื่อว่าโรงไฟฟ้าทำให้เขาสมองเสื่อม จึงบุกเข้าไปหมายถล่มโรงไฟฟ้าให้พังราบ แต่ดันพลาดทำให้เขากลายเป็นมนุษย์แม่เหล็ก เรื่องยิ่งยุ่งเข้าไปอีกเมื่อสนามแม่เหล็กจากตัวของเจอร์รี่ไปลบภาพวิดีโอในร้านให้เช่าสุดโกโรโกโสของเพื่อนซี้ ไมก์ (มอส เดฟ) หมดเกลี้ยง
ทั้งสองไม่อยากให้แฟนประจำของร้านวิดีโอต้องผิดหวัง จึงลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์เลียนแบบเรื่องที่ลูกค้าต้องการเช่ากันในลานหลังบ้านของเจอร์รี่นั่นแหละ แต่กลับกลายเป็นว่าภาพยนตร์รูปแบบใหม่ที่ทั้งสองตั้งใจสร้างกันขึ้นมาแบบมั่วๆ กลับโด่งดังขึ้นมา
ในที่สุดทั้ง เจอร์รี่ ไมก์ และเพื่อนบ้านทั้งหลายก็กลายเป็นดาราจำเป็นมาถ่ายทำกันเต็มเวลา เพื่อสร้างภาพยนตร์เลียนแบบภาพยนตร์ดังที่สุดแสนประทับใจในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Ghostbusters ไปจนถึง King Kong ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ธุรกิจร้านวิดีโอกลับมาฟู่ฟ่า แต่ยังทำให้ละแวกบ้านของทั้งสองมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกด้วย
Synopsis
When a bumbling movie lover becomes magnetized while attempting to sabotage a local power plant and accidentally erases all of the videotapes in the small video store where his best friend works, the pair attempt to keep the store's loyal customer base by remaking as many of the top-renting movies as possible. Mike (Mos Def) is an employee at Be Kind Rewind, a modest mom and pop video store that is owned by Mr. Fletcher (Danny Glover). Mike's best friend Jerry (Jack Black) works in an auto garage/junkyard directly adjacent to a local power plant. Lately Jerry has become increasingly paranoid about the effects that the power plant is having on his health. Convinced that he has developed a brain tumor from working in such close proximity to the power plant, Jerry attempts to sabotage the plant. Unfortunately for Jerry, his brain is magnetized in the process. The next time Jerry goes to visit Mike at Be Kind Rewind, the powerful magnetization emanating from his brain erases every videotape in the store. Now the only way for Mike and Jerry to be sure that Be Kind Rewind stays in business is to remake every film on the shelves before the customers notice. But when word gets out that Mike and Jerry have remade such Hollywood classics as Back to the Future, Robocop, The Lion King, and Rush Hour without permission, the store is threatened with copyright violations and forced to close its doors. In the aftermath of the closing, Mr. Fletcher and his employees discover just how loyal their customers really are when the entire neighborhood pools their resources to transform the junkyard into a legitimate movie studio and produce an entirely original film detailing the incredible adventures of a local jazz legend. ~ Jason Buchanan, All Movie Guide

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/11/2008 05:43:00 AM
E-Tim Tai Nae : อีติ๋มตายแน่
ดู Amusement จบก็มาต่อเรื่องนี้เลย ตะกี๊เห็นคนต่อแถวยาว สงสัยน่าจะสนุก อ้าว ก็มีโน็สเล่นด้วยนี่นา ก็น่าจะสนุกอยู่นา
โอ้โฮ คนในโรงมีเกือบ 50 คนแน่ะ คนคงเห่อแหละ อ้าวก็หนังเพิ่งเข้าได้วันเดียว แหม ด้วยความที่เรารอมานาน ไม่รู้เรื่องนี้จะทำให้ผิดหวังเหมือนหนังไทยเรื่องก่อนๆ อีกหรือเปล่า เรื่องนี้ เราเลยตั้งใจดูเป็นพิเศษ ให้สมกับการรอคอยมานาน
หนังเปิดตัวออกมา ก็เริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ ว่าสงสัยเป็นอีกเรื่องที่มาหลอกเอาตังค์เราแหงๆ แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ เราดูหนังของ โน๊ส มาทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ห่วยที่สุด ถ้าไม่นับตัวโน๊ส นางเอก อิตามิ กับ มะเหมี่ยว แล้ว ที่เหลือ ดูไม่ได้เลย เล่นไม่ได้เรื่อง บทก็น้ำเน่า เดาได้ตลอดเรื่อง มุขเก่ามาก ตั้งแต่สมัยมิตรเพชรา ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนบท เฮ้อ ดูแล้วอยากเดิยออกจากโรง อยากให้หนังจบเร็วๆ เชื่อมั๊ยว่าพอหนังจบ คนแย่งกันเดินอกจากโรงอย่างกับว่า ถ้าอยู่นานกว่านี้จะโนเก็บเงินเพิ่ม
เราว่าทั้งเรื่อง มีแค่สามคนนี้แหละที่เล่นดี โน๊ส อิตามิ แล้วก็ เหมี่ยวปวันรัตน์ ขอบอกว่า อิตามิ น่ารักมากๆๆๆๆๆ แต่ก็อย่างว่าแหละ แค่นี้คงไม่สามารถทำให้หนังดีขึ้นมาได้
สรุป ผิดหวังอย่างรุนแรงมาก ถึง มากที่สุด ดนตรีประกอบเรื่องนอกจากเพลง ไม่เคยรักใครเท่าติ๋มแล้ว ที่เหลือเรียกได้ว่า แทบไม่ได้ยินเสียงเพลงประกอบเรื่องเลย ดูแล้วเงียบเกินไป พูดง่ายๆ ทั้งเรื่อง มีแต่เสียง น็ส คอยพูดไม่ให้เงียบอยู่คนเดียว ราวกับดู ทอล์กโชว์อยู่ แต่ยังไงก็ดูฝืนๆ เพราะถ้าเราอยากดูโน๊สพูด เราก็ไปดู ทอล์กโชว์ดีกว่า สรุปอีกที คงดูรอบเดียว แค่นี้ก็เข็ดแล้ว เอาไปแค่ 4.8 ก็พอ

เนื้อเรื่องย่อ
ไอ้ตึ๋ง หรือ ฟ้าสะท้าน ส.สะพานปลา (อุดม แต้พานิช) เป็นนักมวยที่ขึ้นแสดงประจำสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพัทยา เขาเป็นชายหนุ่มที่เข็ดขยาดในเรื่องรักจนไม่กล้าริมอบหัวใจให้กับสาวคนไหน แต่แล้วกลับไปตกหลุมรัก อิเตมิ หรือ อีติ๋ม (อาซึกะ) นักท่องเที่ยวสาวจากแดนปลาดิบที่มาหลงเสน่ห์เมืองไทยเข้าอย่างจัง ด้วยความน่ารักอ่อนหวานของอีติ๋ม ไอ้ตึ๋งจึงลุกขึ้นมารวบรวมแรงฮึดทั้งพลังกายพลังใจ พิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นลูกผู้ชายให้สาวเจ้ารู้ว่าเขานี่แหละคือ ชายหนุ่มที่คู่ควร ขณะเดียวกันนั้น มะขิ่น (ศิริน หอวัง) สาวกะเหรี่ยงจากแม่ฮ่องสอน ที่หารายได้อยู่ในพัทยา ด้วยการขายของจิปาถะสารพัดอย่าง ก็แอบชอบไอ้ตึ๋งอยู่เงียบๆ
Synopsis
Director Yuthlert Sippapak’s new film, E-Tim Tai Nai, is written by and starring a comedian, Udom Taepanich (Note). Note plays a boxer, Ei-Ting, participating in a boxing show in Pattaya. He meets a Japanese tourist named Itemi (Asuka Yanagi) or E-Tim and falls head over heels for her. At the end, Ei-Ting has to prove his love for E-Tim and to prove

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/11/2008 05:05:00 AM
Amusement : หรรษาสยอง
วันก่อนไปอ่านเรื่องย่อ ของหนังเรื่องนี้แล้วเกิดสนใจ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะดูหรอกเรื่องนี้ เพราะดูท่าทางจะเป้ฯหนังฟอร์มเล็ก โรงหนังคงเอามาฉายคั่นรายการไปงั้น แต่ด้วยความที่ช่วงนี้ไม่มีหนังใหม่เข้าเท่าไหร่เลย ตัดใจไปดูเรื่องนี้ก็ได้วะ เราก็เลยไปดูที่โรง เมเจอร์บางกะปิ เหมือนเดิม ทั้งๆที่ตอนแรกเรากะว่าออกกำลังที่ เซ็นทรัลบางนาเสร็จก็ดูที่โรงนั้นเลยก็ได้ แต่ด้วยความไม่คุ้น เยเปลี่ยนใจไปดูใกล้บ้านดีกว่า
เราเลือกใช้วิธีตีตั๋วด้วยเครื่องจำหน่ายตั๋ว สำหรับ เอ็มแคช เพราะขี้เกียจต่อคิวซื้อตั๋วจากพนักงาน สงสัยว่า วันนี้จะมีโปรโมชั่นอะไรซักอย่าง เพราะเห็นคนเข้าคิวยาวเชียว เดาว่าน่าจะเป็น เอไอเอส ซื้อตั๋วดู อีติ๋ม ราคา 60 บาทนะ
แป๊บเดียวเราก็ได้ตั๋ว ว่าแล้วก็รีบเข้าโรงไปดูหนังอย่างสบายอารมณ์ ทั้งโรงมีคนแค่ 5 คนเอง หนังเปิดเรื่องมาก็ตื่นเต้นเลย เป็นฉากที่รถแล่นตามกันสามคัน คันแรกเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ สุดท้าย ก็ลงเอยด้วยคนบ้ามาฆ่าคนตามสไตล์หนังโรคจิตแบบฮอลลีวูด
หนัแบ่งออกเป็นสามช่วง แต่ละช่วงก็พูดถึงผู้หญิงสวยๆ รวมทั้งหมดสามตอนก็สามคน ขอบอกว่า ดาราหญิงที่แสดงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่สวยสะบัด หุ่นดีโคตรๆ แต่ว่าสามคนนี้ คงเคยไปทำอะไรให้ไอ้คนบ้าฆาตกรของเรื่องเคืองขุ่น เลยออกตามล่าฆ่าทีละคน ซึ่งปนังก็ค่อยๆทะยอยเฉลยปริศนาที่คนดูสงสัยทีละเปลาะๆ
เป็นหนังฟอร์มเล็กที่ทำได้เข้าท่าดีเหมือนกัน ด้วยเอกลักษณ์ของเนื้อเรื่องที่กำหนดบุคลิกให้ฆาตกรในเรื่องมีเสียงหัวเราะที่สุดแสนจะกวนบาทาและน่ากลัวในเวลาเดียว นั่งนึกสภาพตัวเองถ้ามีใครมาหัวเราะแบบนี้ เราคงประสาทแด็กแหงๆ
สรุป ก็กลางๆนะ ฝีมือนักแสดงในเรื่องดูจากใบหน้าแต่ละคน เราว่าใหม่กับวงการมากๆ แต่ก็เล่นได้ไม่เลวทีเดียว คนเขียนเรื่องก็ผูกเรื่องได้น่าสนใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกโลเคชั่น เราว่าน่ากลัวใช้ได้เลย เราชอบไอเดียตอนที่ฆาตกรหลอกนางเอกว่าผ่าท้องเพื่อนนางเอกแล้วโดยเอาชุดที่มีลำไส้แลบออกมาให้ใส่ ดูแล้วสยองดีพิลึก เสียอย่างเดียว เรื่องสั้นไปหน่อย ประมาณ 75 นาทีเอง หนังสั้นมากๆ แต่ที่เหลือก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ตัวแสดงโอเคมากๆ ฉากก็หาที่ได้ดีเหมาะกับเนื้อเรื่อง ที่จะไม่ชอบก็คงจะมีอย่างเดียว คือตัวแสดงที่เป็นคนบ้า ดูแล้วเล่นแข็งๆ ไม่ค่อยสมบทบาทเท่าไหร่ แต่แปลกเรื่องนี้ ดูแล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เกิดความรู้สึกอยากดูซ้ำ คงยังโมโหเรื่องหนังสั้นเกินไปไม่คุ้มค่าเงินอยู่มั๊ง 555 ถ้างั้นเราก็คงให้ได้แค่ 7.1 แหละ
เนื้อเรื่องย่อ
Amusement คือ ภาพยนตร์สยองขวัญ 3 องค์ ที่นำไปสู่บทสรุปแห่งความสยองที่เหนือการคาดเดา ขบวนคาราวาน ที่แปรเปลี่ยนเป็นการนองเลือด... ปราสาทหลังใหญ่ กับคนที่หายไปอย่างลึกลับ... แขกที่ไม่ได้รับเชิญในบ้านในแถบชานเมือง... The Intruder ทาบิธาได้ยินเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมา ในขณะที่กำลังเลี้ยงหลานของเธอในบ้านแถบชานเมือง เธอไม่เพียงปวดหัวอยู่แล้วกับการรับมือเด็กซน แต่เธอก็ยังต้องเพิ่มความกลัวเข้าไปด้วย เมื่อใครบางคนเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน... The Pension เมื่อสงสัยว่า แฟนหนุ่มและเพื่อนร่วมห้องของเธอที่หายไป จะอยู่ในปราสาทชำรุดทรุดโทรมที่ชื่อว่า "Pere′s Pension" ซึ่งเธอก็ต้องพบกันความสยดสยองที่ตามมา... The Reservoir ผู้หญิงสองคนหนีเพื่อเอาชีวิตให้รอดในถ้ำ พวกเธอพบบันไดเหล็ก ที่อาจจะนำไปสู่ทางรอดที่ปลอดภัย พวกเธอไต่บันไดกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะว่ามีความรู้สึกว่า ผู้ล่านั้น อยู่ห่างจากเท้าของพวกเธอเพียงแค่ไม่กี่ฟุต... เหตุการณ์ทั้งสามเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไปเชื่อมโยงกับการถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็ก ที่ทุกคนได้ลืมไปแล้ว“เกือบ” ทุกคน... Amusement ถูกเล่าเรื่องด้วย ความความตื่นเต้นและน่าสะพรึงกลัว มันเป็นการกลับมารวมตัวกันแบบไม่ได้นัดหมาย ของเพื่อนในสมัยเด็กสามคน ที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางเขาวงกตที่ซับซ้อน โดยที่ทั้งทาบิธา (แคทเธอรีน วินนิต), เชลบี้ (ลอร่า เบร็คคินบริค) และลิซ่า (เจสสิก้า ลูคัส) ต่างก็ไม่รู้ตัวว่า พวกเธอถูกสะกดรอยตาม จนพวกเธอก็ได้ตกลงไปในหลุมพรางของผู้อยู่เบื้องหลังไปทีละคนสองคน และแปรเปลี่ยนสภาพของตัวเองให้กลายเป็นเหยื่อ มันนำมาซึ่งสถานการณ์ที่บีบบังคับ ที่แสดงให้เห็นถึงความกลัว การแก้แค้น และความสุขสนานที่เสียสติ จากความทรงจำวัยเยาว์อันแสนโหดร้าย ซึ่งถูกนำมาเชื่อมโยงกับชะตาชีวิตของผู้หญิงสามคน ที่ถูกรุกรานโดยพลังงานอันชั่วร้าย
Synopsis
When three female strangers are brought together as part of a malevolent plan, their worst fears soon become a terrifying reality in a dark thriller from writer Jake Wade Wall and director John Simpson.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Tuesday, October 7, 2008,10/07/2008 02:59:00 AM
The Fall : พลังฝัน ภวังค์รัก
แน่นอนที่สุด ว่า เราต้องไปดูหนังเรื่องนี้ที่ Houserama เพราะหนังเข้าที่นี่กับที่ ลิโด้ 2 ที่เอง แต่เราชอบที่นี่มากกว่าเพราะว่า มี Tops เวลาที่หนังยังไม่เข้าเราจะได้ไปเดินเล่น กิน ชาไข่มุก ที่แสนอร่อย แล้วก็เดินไปหาที่นั่งอ่านหนังสือที่ชั้นสอง บางทีก็ได้เจอ โนส อุดม ด้วย ไม่รู้ว่ามาทำอะไรที่นี่บ่อยๆ
หนังเรื่องนี้ เราไม่เคยได้ดูตัวอย่างหรอก แต่จากการสังเกตจำนวนคนที่มาดูในวันธรรมดา ก็ทำให้สงสัยว่าหนังน่าจะดีนะ ไม่งั้น จะมีคนมาดูในรอบวันธรรมดาถึงเกือบ ยี่สิบคนได้ยังไง สังเกตดูว่า บางแถวมากันเป็นกลุ่มเลยเกือบสิบคนก็มี
หนังเปิดฉากที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง หน้าตาน่ารักมากๆ ฟันหลอเชียว ตุ้ยนุ้ย ตอนแรกๆที่เราดูเธอแสดง เหมือนไม่ได้แสดง เพราะเป็นธรรมชาติมากๆ ดูไร้เดียงสา เวลาจะพูดจะร้องไห้ จะทำอะไร อย่างกับว่าเรากำลังดูชีวิตเด็กคนนึงอยู่จริงๆ ไม่รู้จะเล่ายังไง
เราก็ไม่รูว่า พวกฝรั่งไปเรียนการถ่ายภาพมาจากไหน แต่ก็อดเปรียบเทียบกับภาพยนต์ไทยไม่ได้ ว่าทำไม๊ ทำไม เราถึงถ่ายภาพให้สวยน่าดูเท่าชาติอื่นไม่ได้ แม้แต่หนังญี่ปุ่น ( เราเองก็ไม่เคยชอบหนังญี่ปุ่นมาก่อนเลยยย แต่เมื่อได้มีโอกาสมาดูหนังญี่ปุ่นหลังๆนี้ ถึงได้หลงรักเข้าเต็มเปา เหมือนกับหนังฝรั่งเศส ที่เราเคยเล่าไปแล้ว ) เราก็ถ่ายภาพสวยเท่าเค้าไม่ได้เลย
เรื่องนี้ ภาพโคตรสวยมากๆ ที่ว่าจะเป็นภาพวิว หรือ ภาพตึก อ้อ พูดถึงภาพตึก อยากรู้จังเลยว่า ไปเอาโลเคชั่นที่ไหนมาถ่ายทำ สวยสุดๆ บางมุมก็เหมือนทัชมาฮาล บางมุมก็เหมือนที่อิตาลี ( ไม่เคยไปหรอกนะ 555 ) แต่ดูดีมากกกก แล้วก็กลมกลืนกับเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างใช้จินตนาการสูง เรื่องนี้ ดูไปๆ เหมือนกับกำลังฟังนิทานอยู่ ( อ๋อ ก็แหงล่ะ ก็พระเอกเล่านิทานหลอกเด็กตลอดเรื่อง ) แต่เชื่อมั๊ย ดูเพลินจนไม่อยากเชื่อเลยว่า หนังจบแล้ว
ไม่รู้ว่า เราสรุปเนื้อเรื่องถูกหรือเปล่า แต่ดูตั้งแต่ต้นจนจบ เราคิดว่าหนังกำลังเล่า อัตชีวประวัติ ของ ชาลี แชปปลิ้น ในช่วงหนึ่งของชีวิต ที่เกิดตกต่ำสุดๆทางจิตใจ ทำให้อยากตายขึ้นมา เดชะบุญ ที่ไปเจอกับหนูน้อยนนี้เข้า ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ชอบนะ ทั้งภาพ ทั้งตัวแสดง และ เนื้อเรื่อง ที่ผูกได้อย่างน่าทึ่ง น่าดู และน่าติดตาม
สรุป อย่างที่บอก ยังหาที่ติไม่เจอเลยสำหรับหนังเรื่องนี้ ดูฝันๆพริ้วๆ ตลอดท้งเรื่อง คนดูก็เคลิ้มไปเลย กับเนื้อเรื่องที่แสนจะกินใจ ระหว่าง พระเอกกับเด็กน้อย แต่แปลกแฮะ ไม่ยักกะมีน้ำตา ทังๆที่หนังซึ้งจะตายไป เราให้ 9.1 อยากซื้อเก็บไว้อีกเรื่อง เอาไว้ดูภาพสวยๆในวันสบายๆ
เนื้อเรื่องย่อ
ผลงานเหนือจินตนาการเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลิน จาก ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับ The Cell เจ้าของรางวัล Grand Prix de la Pres Awards สองสาขาจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (Cannes)
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส (Los Angeles) ช่วงทศวรรษที่ 1920 อเล็กซานเดรีย ( คาทินก้า อันทารุ )เด็กผู้หญิงอพยพย้ายถิ่นวัยน่ารักน่าชังฟื้นคืนสติหลังตกจากที่สูง ระหว่างที่พักฟื้นภายใต้การดูแลของแพทย์ เธอผูกมิตรกับรอย วอล์คเกอร์ ( ลี เพซ ) ทหารหนุ่มซึ่งนอนป่วยหนักไม่อาจลุกขึ้นจากเตียงได้ เขาเล่าเรื่องชวนติดตามที่มีลุ้นตลอดให้เธอฟัง ซึ่งก็ช่วยให้สาวน้อยหลุดพ้นจากบรรยากาศหมองเศร้าของโรงพยาบาลไปสู่โลกล้ำจินตนาการสุดอลังการ เขายังแทรกสมาชิกในครอบครัว และผู้คนที่อยู่ในโรงพยาบาล ให้ เข้ามามีบทบาทในเรื่องที่กำลังเล่าอยู่ด้วยความหวังให้แม่สาวน้อยจดจ่ออยู่กับเรื่องราวของเขานั่นเอง
รายชื่อนักแสดงเรียงตามที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์ (Cast in Order of Appearance)
คาทินก้า อันทารุ (Catinca Untaru) รับบท อเล็กซานเดรีย (Alexandria)
จัสติน แวดเดล (Justine Waddell) รับบท พยาบาลและแม่ชีเอฟเวลิน (Nurse/Sister Evelyn)
ลี เพซ (Lee Pace) รับบท รอย วอล์คเกอร์ (Roy Walker)
คิม อูเลนบร็อค (Kim Uylenbroek) รับบท อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander The Great)
เอเดน ลิธกาว (Aiden Lithgow) รับบท แพทย์ฝึกหัด และผู้นำสารของอเล็กซานเดอร์
ฌอน กิลเดอร์ (Sean Gilder) รับบท วอล์ท เพอร์ดี้ (Walt Purdy)
โรนัลด์ ฟร้านซ์ (Ronald France) รับบท อ็อตโต้ (Otto)
แอนดรู รูซโซว์ (Andrew Roussouw) รับบท นายซาบาตินี่ (Mr.Sabatini)
ประวัติคณะผู้สร้างภาพยนตร์ (THE FILMMAKERS)
ทาร์เซ็ม ซิงห์ เป็น ผู้กำกับภาพยนตร์ (Tarsem Singh: Director)
ทาร์เซ็ม ซิงห์เข้าโรงเรียนประจำในหิมาลายา ประเทศอินเดีย (Himalayas, India) แล้วย้ายมาสหรัฐอเมริกา (United States) ตอนอายุ 24 ปี ก่อนจะแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างเมื่อมิวสิควิดีโอเพลง Losing My Religion ของ REM คว้ารางวัล MTV สาขา Best Video Award นับจากนั้นเขาก็กำกับชิ้นงานโฆษณาดัง ๆ อย่าง Smirnoff, Coke, Nike, Levi’s, และ Pepsi
ทาร์เซ็มกำกับภาพยนตร์เรื่อง THE CELL เหยื่อเงียบอำมหิต เป็นเรื่องแรกเมื่อปี 2000 เขาเคยคว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย รวมทั้งรางวัล Grand Prix de la Pres Awards สองสาขาที่เมืองคานส์ (Cannes), และรางวัล Lifetime Achievement Award จาก British Academy of Film, Television, and the Arts (BAFTA) เขายังมีผลงานจัดแสดงถาวรอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museum of Modern Art ในนิวยอร์ค (New York) ด้วย
ทาร์เซ็ม ซิงห์เกิดในเมืองปัญจาบ ประเทศอินเดีย (Punjab, India) และจบการศึกษาจาก Bishop Cotton School ในเมืองชิมล่า ประเทศอินเดีย (Shimla, India), กับ Art Center ในเมืองพาซาเดน่า (Pasadena) ก่อนหน้านี้เขากำกับภาพยนตร์เรื่อง THE CELL เหยื่อเงียบอำมหิตผลงานลุ้นระทึกที่นำแสดงโดยเจนนิเฟอร์ โลเฟซ (Jennifer Lopez)
Synopsis
Visually minded filmmaker Tarsem Singh returns to the director's chair for the first time since The Cell (2000) with this psychologically complex tale of a hospitalized paraplegic with a curious knack for storytelling. Unable to free himself from his sterile confines, the immobile patient's deepest fears form the basis of a dark story that he shares with his young companion -- a little girl who visits his room as she recovers from a nasty fall. As the eerie tale unfolds, reality and fantasy gradually merge to form a strange world in which anything is possible. ~ Jason Buchanan, All Movie Guide

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/07/2008 02:02:00 AM
Dive!! / 3 หนุ่มตีลังกา โดดคว้ารัก

เป็นหนังฟรีอีกเรื่องที่อยากดู เพราะเป็นหนังญี่ปุ่น รู้สึกว่าดูแล้วค่อยคุ้มค่าเงินหน่อย เนื้อเรื่อง ดารา เพลง รู้สึกว่ามันเข้าท่าไปหมด อีกอย่างปกติ หนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่เราต้องถ่อไปดูที่ House แต่เรื่องนี้ มาฉายใกล้บ้าน ยิ่งดีเลยเพราะประหยัดค่ารถ 55555
เราเลือกดูที่ เมเจอร์บางกะปิ เพราะว่าจะได้เดินโลตัสด้วย หนังมีคนดูไม่มากเลย ซัก 10 คนเห็นจะได้ เริ่มเรื่องมาก็พูดถึงเด็กที่อยากเป็นนักโดดน้ำ ตามสไตล์หนังญี่ปุ่นถ้าเป็นหนังกีฬา ก็ต้องมีท่าเว่อร์ๆ อย่างที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วแบบ ยอดหญิงชิงโอลิมปิก แต่เรื่องนี้เป็นนักโดดน้ำชายเท่านั้นเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้แอนตี้นะ เราว่าหนังแนวสร้างเสริมแรงบันดาลใจนี่ พี่ยุ่นทำได้ดีทีเดียว แน่นอนว่า หนังก็ทำให้คนดูมีความสุข โดยการสร้างให้ตัวละคนทุกตัวประสบความสำเร็จในชีวิตทุกตัว
ดาราที่แสดงส่วนใหญ่เราคุ้นตา เพราะดูหนังญี่ปุ่นมามากแล้ว เสียแต่เราไม่ค่อยจำชื่อดารา เลยจำชื่อไม่ได้ แต่พระเอกกางเกงเหลืองนี่ เล่นหนังเยอะมากๆ เราดูตั้งแต่ ยังตัวกะเปี๊ยกเดียว ตอนนี้ โตขึ้นมามากเลย เรื่องที่แล้วที่ดู ก้ว่าโตขึ้นแล้วนะ มาเรื่องนี้เป็นหนุ่มเลย ไม่น่าเชื่อว่า จะกระโดน้ำเก่งอีกต่างหาก ดูๆแล้วก็นึกในใจว่าเฮ้ย นี่ถ้าเป็นดาราไทย เราจะมีปัญญาไปหาคนที่มาแสดงบทนี้ได้หรือเปล่า เพราะทำไม๊ทำไมดาราเค้าถึงมีความสามารถรอบตัวซะขนาดนี้
ฉากต่างๆ ไม่ค่อยมีอะไรมาก ส่วนใหญ่อยู่ที่สระว่ายน้ำ แต่ถึงกระนั้น คนสร้างก็มีวิธีถ่ายจากมุมต่างๆ ทำให้ดูไม่เบื่อเลย ดาราหญิงเรื่องนี้ นอกจาก โคช ที่เป็นตัวนำแล้ว ที่เหลือแทบไม่มีบทบาทอะไรเลย ตัวโคชก็แสดงดีมากๆ เสียแต่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ขี้เหร่นะ พอไปวัดไปวาได้
สรุป ดูสนุกนะ ไม่น่าเบื่อเลย ดาราแสดงดีทุกตัว ทั้งความสามารถเฉพาะตัว และ ฝีมือในการแสดง เนื้อเรื่องน่าติดตามถึงแม้ว่าจะเดาเรื่องได้ตลอดก็เถอะ ประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจก็ทำได้ดีนะ เราเองดูแล้วยังอยากกระโดดมั่งเลย 5555 สรุป เราให้ 8.7 นะ
เนื้อเรื่องย่อ
ที่ความสูง 10 เมตร พุ่งลงมาด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง เพียง 1.8 วินาทีเท่านั้นก็จ้วงผืนน้ำ ดำดิ่งลงไปในฤดูร้อนแห่งความหาญกล้า พร้อมๆ กับหนุ่มน้อยเปี่ยมเสน่ห์จากแดนอาทิตย์อุทัย ในภาพยนตร์ซึ่งว่าด้วยเรื่องความฝันอันยิ่งใหญ่ของสามนักกระโดดน้ำ
แรกเริ่ม โทโมกิ ซากาอิ (เคนโตะ ฮายาชิ) ไม่ต่างจากนักเรียน ม.ปลาย ทั่วๆ ไปสักเท่าไร แต่ด้วยความประทับใจในลีลากระโดดน้ำของ โยอิจิ ฟูจิทานิ (โซสึเกะ อิเกะมัตสึ) ผู้เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นในครอบครัวอดีตนักกระโดดน้ำระดับโอลิมปิก โทโมกิจึงตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมนักกระโดดน้ำ มิซูกิ ไดฟ์วิง คลับ (หรือ เอ็มดีซี) ตามอย่างโยอิจิ
ทว่าสมาคมกำลังย่ำแย่ จะไปไม่รอดอยู่รอมร่อ จวบจนสาวสวย คายาโกะ อาซากิ (อาซากะ เซโตะ) บินกลับจากอเมริกามาช่วยชีวิต เข้าร่วมเป็นโค้ชคนใหม่ให้กับสมาคม โดยมีจุดมุ่งหมายคือต้องสร้างนักกีฬาสักคนเข้าไปชิงชัยในโอลิมปิกให้ได้ รวมทั้งยังชักนำนักกระโดดน้ำทักษะเยี่ยมแต่แสนจะดิบเถื่อน ชิบูกิ โอกิสึ (จุนเป่ย มิโซบาตะ) จากเมืองสึงารุมาเป็นสมาชิกใหม่
หลังจากนั้น บรรยากาศสดใสภายในสมาคมก็เปลี่ยนไปโดยพลันเพราะความมุทะลุดุดันและการชอบเอาชนะของชิบูกิ ในขณะที่คายาโกะได้ค้นพบว่าโทโมกิมีความสามารถพิเศษซึ่งเรียกกันว่า “ดวงตาเพชร” และเริ่มผลักดันเขาเข้าสู่การฝึกฝนอย่างเข้มข้น
โทโมกิ โยอิจิ และชิบูกิ ต่างต้องเอาชนะข้อบกพร่องของตัวเอง ฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานา และผ่านความพ่ายแพ้ในเกมกีฬาไปให้ได้เพื่อก้าวต่อไปให้ถึงฝัน พวกเขาจะก้าวไปถึงโอลิมปิกได้หรือไม่? ปริศนาแห่ง “ดวงตาเพชร” คืออะไรกันแน่? พวกเขาจะเห็นสิ่งใดบ้างเมื่อได้มายืนอยู่บนขอบแห่งข้อจำกัดทางร่างกาย?
ฤดูที่ร้อนแสนร้อนของสามเด็กหนุ่มผู้ไม่เคยหวาดหวั่นต่อการกระโดดน้ำจากแพลตฟอร์มสูงลิบเริ่มต้นขึ้นแล้ว!!!
แรกเริ่ม
-สมาคมนักกระโดดน้ำที่ไม่เคยมีผลงานโดดเด่นจะไปรอดได้ยังไง? ก็ต้องพัฒนาคุณภาพไปอีกขั้น สร้างนักกีฬาไปแข่งขันในโอลิมปิกให้ได้น่ะสิ
เตรียมดิ่งลงสู่การผจญภัยเหนือคำบรรยายในช่วงฤดูร้อนกันได้แล้ว กับเหล่านักแสดงหนุ่มเจเนอเรชั่นใหม่แห่งโลกบันเทิงญี่ปุ่น ซึ่งจะมาประชันลีลากันกลางเวหาเหนือสระน้ำสีเทอร์ควอยซ์ปริ่มความฝัน เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อสมาคมนักกระโดดน้ำซึ่งอยู่นอกสายตาของใครต่อใครตระหนักได้ว่า มีทางรอดเพียงทางเดียวเท่านั้น คือต้องสร้างนักกีฬาเข้าไปชิงชัยในโอลิมปิกให้ได้ ก่อนจะพาไปเรียนรู้ความหมายของความรัก มิตรภาพ และการเสียสละ ท้ายที่สุด ก็ถึงช่วงเวลาที่บรรดาตัวละครเอกจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขาเสียที
นี่เป็นหนังวัยรุ่นอันแสนตื่นเต้นเร้าใจ และโดดเด่นด้วยทีมนักแสดงหนุ่มวัยขบเผาะเสน่ห์ร้อน เริ่มที่ เคนโตะ ฮายาชิ ซึ่งฝากฝีมือการแสดงครั้งแรกไว้กับ The Battery – Future in Our Hands – (ปี 2007) รวมถึงคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่แห่งปีจากเวที Japan Academy Prize ครั้งที่ 31 มาครองได้ ส่วน โซสึเกะ อิเกะมัตสึ ก็เริ่มอาชีพทางการแสดงมาตั้งแต่เด็ก เคยเห็นหน้าค่าตากันมาแล้วในผลงานทั้งทางจอเงินและจอแก้วมากมาย เช่น ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสุดฮิต The Last Samurai (ปี 2003) และซีรี่ส์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ของช่อง NHK เรื่อง Furinkazan (ปี 2007) อีกหนึ่งหนุ่มคือ จุนเป่ย มิโซบาตะ ผู้ชนะรางวัลกรังปรีซ์จากเวที Junon Super Boy Contest ในปี 2006 ซึ่งมีเอเจนซี่ต่างๆ ยื่นข้อเสนอดีๆ ให้กว่า 40 เอเจนซี่ อันเป็นการสร้างสถิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมบันเทิงญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทั้งสามจะมารวมกันเป็นแก๊งนักกระโดดน้ำสุดคูลในภาพยนตร์เรื่องนี้ และกลายเป็นตัวแทนของทีนไอดอลยุคใหม่จากแดนอาทิตย์อุทัยต่อไป
มีหนังสือแปลภาษาไทยด้วย ของ Bliss publishing นะ
การดัดแปลงผลงานขายดีจากปลายปากกาของ อิโตะ โมริ นักเขียนผู้ชนะรางวัล Naoki Prize สู่ภาพยนตร์ที่รอคอยกันมานาน
ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายวัยรุ่นติดอันดับขายดีเรื่อง DIVE!! ของ อิโตะ โมริ ผู้ชนะรางวัล Naoki Prize และเป็นหนึ่งในนักเขียนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ฮอตที่สุด นิยายนั้นนำเสนอเรื่องราวการแข่งขันในช่วงฤดูร้อนอันแสนประทับใจ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงในวงกว้างตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 ในขณะเดียวกัน แฟนๆ ต่างก็ใจจดใจจ่อเฝ้ารอให้มันกลายเป็นภาพยนตร์เสียที งานนี้ อิโตะ โมริ จึงรับหน้าที่เขียนบทด้วยตัวเอง เพื่อนำแก่นแท้ของเรื่องราวมาตีแผ่บนจอเงิน ในส่วนของนักแสดงอื่นๆ ซึ่งจะมาประชันบทบาทกับสามหนุ่มนักกระโดดน้ำ ก็มีทั้งดาราดังอย่าง อาซากะ เซโตะ, มิซาโกะ เร็นบุตสึ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากบทบาทการแสดงใน Switching – Goodbye Me – นอกจากนี้ยังมี เคน มิตซูอิชิ ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากบทสมทบในภาพยนตร์มากมาย รวมถึงนักแสดงมากประสบการณ์อย่าง โทรุ อิโมริ มาร่วมสร้างความประทับใจ ภาพยนตร์กำกับโดย นาโอโตะ คุมาซาวา (จาก Niji no Megami Rainbow Song ในปี 2006) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการถ่ายทอดความซับซ้อนและอารมณ์ลึกซึ้งของวัยรุ่นออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้นเมื่อมากำกับทีมนักแสดงมืออาชีพตัวจริงในภาพยนตร์เรื่องนี้
การถ่ายภาพอันแสนตื่นเต้นเร้าใจด้วยเทคโนโลยีระดับฮอลลีวู้ด
เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเคลื่อนไหวในขณะกระโดดลงสู่ผิวน้ำซึ่งใช้เวลาต่ำกว่า 1.8 วินาที โดยมีเวลาสำหรับจับภาพแห่งชัยชนะแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทีมผู้สร้างจึงเลือกใช้ Spidercam ซึ่งใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Spiderman ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสุดมหัศจรรย์ของกล้องตัวนี้เป็นอย่างมาก เพราะมันจะช่วยให้คนดูซึมซับความตื่นเต้นของการกระโดดจากพื้นสูง 10 เมตรแล้วม้วนตัวกลางอากาศได้ไม่ต่างจากอยู่ในสถานที่จริง ซึ่งแม้แต่นักกระโดดน้ำมืออาชีพก็ยังต้องประทับใจ
รับรองว่า “Dive!!” จะต้องดังกระหึ่มไปทั่วญี่ปุ่นช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน
Synopsis
Dive takes you to falling over adventure in summer with new-coming young actors of Japan's Entertainment who rival beneath the swimming pool of dream.
When an outsider diving league struggling to survive, new generation of divers are challenged and intensively compete to be the best of the divers. Their only goal is to be the one who partakes in Olympic Games. The competition brings them the meaning of love, friendship, devotion and a big challenge of their life in the final.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/07/2008 12:48:00 AM
Disaster Movie: ขบวนการฮีรั่วป่วนโลก

ขอบอกว่า เป็นหนังล้อเลียนที่ห่วยแตกที่สุดประจำปีนี้ คาดคะเนจากการดูหนังบ่อยๆ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะลงทุนไม่ถึงล้านนึง ( บาท ) ทั้งเรื่องพยายามจะล้อเลียน หนังดังในปีนี้ อย่าง ไอรอนแมน ฮัลค์ แฮนคอก ซึ่งแต่ละเรื่องเป็นหนังแอ็คชั่น มีเอฟเฟ็ค เยอะแยะตาแป๊ะไก๋ จริงอยู่แหละ ว่าเค้าไม่ได้สร้างให้มันส์เก่งเท่าของจริง แต่ว่า ที่เห็นในจอเนี่ย มันอุบาทว์มากๆ ไอรอนแมนก็เอาคนมาใส่ชุดก็องแก็งอะไรก็ไม่รู้ ฮัลค์ก็เอาคนมาทาสีเขียว ดูแล้วเน่ามากๆ
มุขต่างๆในเรื่อง เราดูแล้วรับไม่ได้เลย เหมือนพยายามยัดทุกเรื่องที่คิดออกเข้าไปในหนังโดยไม่สนใจคนดูเลยว่า จะเข้าใจหรือเปล่า มั่วสุดๆ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ดูแล้วงง เด็กที่มากับแม่ที่นั่งข้างหลังเรา ต้องคอยถามแม่ตลอดเวลา เราเองถ้าแม่เรามาดูด้วย เราเองก็คงต้องถามเหมือนกันๆว่า แม่ มันเล่นอะไรของมัน
มีหลายฉากที่เด็กไม่ควรดู อย่างตอนเห็นเต้า จริงๆ น่าจะมีป้ายอะไรบอกว่า เป็นหนังผู้ใหญ่ ไม่ใช่หนังเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทพูดต่างๆ ส่อไปทางเรื่องเพศอย่างชัดเจน คิดว่าผูใหญ่ที่ไปดูกับเด็กด้วยก็คงอึดอัดเหมือนกัน
สรุป ไม่ชอบเลย แต่ดาราที่แสดงเราเดาว่าคงเป็นดาราหน้าใหม่ เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็แสดงพอใช้ได้ คิดว่าน่าจะได้เล่นอีกหลายเรื่องในอนาคตนะ ส่วนเนื้อเรื่อง บอกได้คำเดียวว่าแย่ มุขตลกหยาบคาย เด็กควรให้พ่อแม่คอยแนะนำ หนังลงทุนต่ำแต่เดาว่าอยากได้กำไรเยอะๆ เอาเปรียบคนดูมากเกินไป เอาไปแค่ 3.3 ก็เกินพอ
เนือ้เรื่องย่อ จาก http://www.movieseer.com/
Disaster Movie ภาพยนตร์มหันตภัยแบบฮาๆของกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังมีความสุขกันในค่ำคืนหนึ่งและพยายามรักษาชีวิตของตัวเองเมื่อทุกๆคนตระหนักว่ามหันตภัยร้ายและหายนะกำลังเกิดขึ้นไปทั่วเมือง ไม่ว่าะจะเป็นอุกกาบาตตก พายุหมุนทวิสเตอร์ และแผ่นดินไหว ภัยพิบัติอันน่ากลัวเหล่านี้โจมตีเมืองทั้งเมืองไปพร้อมๆกับที่พวกเขาพยายามหาทางไขปริศนาบางอย่างเพื่อยุติความรุนแรงทั้งหมดนี้ให้ได้
Disaster Movie ได้ล้อเลียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ทีมงานผู้สร้างคิดออก ทั้ง Sex and The City และ Iron Man จนถึงนักร้องชื่อดังวัยกระเตาะ ไมลี่ ไซรัส (Miley Cyrus) และ 3 พี่น้อง โจนาส (The Jonas Brothers) อีกทั้งยังล้อเลียนภาพยนตร์, ป๊อป คัลเจอร์ และคนที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน โดยแต่ละมุขนั้น ระดมยิงใส่ผู้ชมด้วยความเร็วและแรง หนังเปิดเรื่องด้วยการล้อเลียนหนังเรื่อง 10,000 BC โดยแสดงให้เห็นถึงมนุษย์หินสมองทึบ ที่กำลังวิ่งหนีไดโนเสาร์ ระหว่างที่กำลังวิ่งหนีนั้น เขาได้เจอวูฟท์ จาก American Gladiators ที่ออกมาท้าสู้กับมนุษย์ยุคหิน และยังเจอกับ Amy Winehouse ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเสือเขี้ยวดาบ ซึ่งแน่นอนว่าเธอกำลังเมาอยู่ และกำลังหยิบแล๊ปท๊อปออกมาจากผมทรงรังผึ้ง เพื่อมาเช็คเฟสบุ๊คของเธอ
Synopsis from : http://www.movieseer.com/
Disaster Movie follows the comic misadventures of a group of ridiculously attractive twenty-somethings during one fateful night as they try to make their way to safety while every known natural disaster and catastrophic event - asteroids, twisters, earthquakes, the works hits the city and their path as they try to solve a series of mysteries to end the rampant destruction.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/07/2008 12:20:00 AM
You Dont Mess with the Zohan : อย่าแหย่โซแฮน
สารภาพตามตรงว่า ไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ ที่โรง บังเอิญมีคนเอาดีวีดีมาให้ดูฟรีๆ เราก็ดูดิ ประหยัดตังค์ อีกอย่างหนังเรื่องนี้ เป็นแนวตลก ดูในทีวีก็คงไม่เสียอรรถรสไปซักกี่มากน้อยมั๊ง
บอกได้คำเดียวว่า หนังตลกมากๆ ทะลึ่งมากๆด้วย ดูแล้วขำตลอดเรื่อง ไม่เสียแรงเลยที่เราติดตามผลงานของ อดัม แซนเลอร์มาตลอด คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำอะไรก็ตลก เก่งสูสีกับ มินสเตอร์บีนเลย
ฉากที่เราชอบก็ตอนแรกเลย เว่อร์มากๆ จะว่าไปก็เว่อร์ทั้งเรื่งแหละ มันถึงได้ตลกไง ไม่เวอร์แล้วจะตลกเหรอ 555 เนื้อเรื่องก็แสนจะบ้า จากคนที่เก่งเรื่องบู๊ กลายมาเป็นช่างทำผม คิดดูดิ บ๊องสุดๆ แถมยังเอาใจสาวๆเก่งจนสาวๆติดทั๋วเมืองไม่ใช่แค่สาวๆนะ แก่ๆก็ด้วย
สรุปแล้ว ตลกบ้า ฮาทั้งเรื่อง แทบไม่ได้หยุดหัวเราะ ดูแล้วคุ้มเงิน เพราะเราอยากหัวเราพอยู่พอดี ดีกว่าไปดูหนังบางเรื่องที่คุยว่าลงทุนเยอะแยะ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เรื่อง ต้องเรื่องนี้ ไม่มีการคุยเลยว่า ลงทุนหลายล้าน แต่ตลกโคตรๆ เราให้ไปเลย 8.5
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.nangdee.com/
ทหารคอมมานโดชาวอิสราเอล โซฮาน ดิเวียร์ (อดัม แซนด์เลอร์) ผู้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศในฐานะ เดอะ โซฮาน เป็นนักต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่โด่งดังที่สุดของประเทศ เดอะ โซฮาน ผู้มากความสามารถและดูเหมือนจะไร้เทียมทาน มีความชำนิชำนาญในการหลีสาวพอๆ กับการกำจัดศัตรู ซึ่งรวมถึงศัตรูคู่อาฆาตของเขา ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ แฟนทอม (จอห์น เทอร์ทูโร) แต่เดอะ โซฮานได้ปิดบังอะไรบางอย่างไว้...แม้ว่าเขาจะรักประเทศของเขา แต่เขาก็เบื่อหน่ายกับการสู้รบเต็มที และเขาก็โหยหาโอกาสที่จะหนีไปให้พ้นๆ จากกองทัพและแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของเขาด้วยการผันตัวไปเป็นช่างทำผม แต่ตราบใดที่เขายังคงรบกับพวกผู้ก่อการร้ายอยู่ ความฝันของเดอะ โซฮานก็เป็นไปไม่ได้ ทำให้เขาต้องนอนร้องไห้ทุกค่ำคืนเมื่อได้ดูภาพจากหนังสือสไตล์แต่งผมปี 1987 ของ พอล มิตเชล ที่เขาแอบซ่อนไว้ในห้องนอน
แต่แล้วโอกาสก็เข้ามาหาเดอะ โซฮานเมื่อแฟนทอมปรากฏตัว แทนที่จะกำจัดเขา เดอะ โซฮานกลับแกล้งกุเรื่องการตายของเขาและหลบหนีไป ทิ้งให้แฟนทอมหลงดีใจว่าในที่สุด เขาก็กำจัดเดอะ โซฮานได้สำเร็จ หลังจากที่เขาแอบซ่อนตัวบนเครื่องบินไปนิวยอร์กโดยมีเพียงแค่ความฝันกับเสื้อผ้าติดตัวไป เดอะ โซฮานก็ซ่อนตัวในตู้คอนเทนเนอร์พร้อมกับสุนัขสองตัว ชื่อ สแคร็ปปีและโกโก
จุดหมายแรกของเดอะ โซฮานคือซาลอนพอล มิตเชล ที่ซึ่งเขาแฝงตัวเข้าไปในนาม “สแคร็ปปี โกโก” “สแคร็ปปี” ด้วยความหวังว่าจะมีคนจ้างเขา แต่เขากลับถูกล้อเลียนเรื่องสไตล์เฉิ่มเบ๊อะของเขาเสียนี่ แต่เดอะ โซฮันก็ไม่ยอมให้เรื่องแค่นี้มาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะคิดทรงผมที่สลวยสวยเก๋ได้หรอก
ในคืนนั้นเอง เดอะ โซฮานก็ได้เหยียบเข้าดิสโก้อเมริกาเป็นครั้งแรก แม้ว่าเขาจะยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าเขาชื่อสแคร็ปปี โกโก แต่เขากลับถูกจดจำได้โดยอูรี ผู้อพยพชาวอิสราเอลที่จดจำฮีโรจากบ้านเกิดของเขาได้ทันที เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เดอะ โซฮานยังแข็งแรงปึ๋งปั๋งดี แถมมาอยู่ในนิวยอร์กซะด้วย อูรีสัญญาว่าจะเหยียบเรื่องของเดอะ โซฮานไว้เป็นความลับ
หลังจากถูกซาลอนแห่งแล้วแห่งเล่าปฏิเสธ เดอะ โซฮานก็ไปเยี่ยมอูรีที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของเขา และก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นว่าในย่านนี้ ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข อูรีรู้ดีว่าเดอะ โซฮานควรจะไปที่ไหน...ซาลอนเก่าซอมซ่อที่มีลูกค้าค่อนข้างอายุมากไงล่ะ ติดอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น คือมันอยู่ในฟากคนอาหรับ ตอนแรก เดอะ โซฮานก็ลังเล เขามาที่นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการสู้รบ แต่เขาจะสามารถทำงานให้พวกปาเลสไตน์ได้จริงๆ น่ะหรือ ดาเลีย (เอ็มมานูเอล ชรีควี) เจ้าของซาลอนเองก็ลังเลใจเหมือนกัน เพราะ “สแคร็ปปี โกโก” ไม่เคยมีประสบการณ์ในการตัดผมมาก่อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝัน เดอะ โซฮานก็ตื๊อจนดาเลียใจอ่อน “สแคร็ปปี โกโก” อาจจะต้องทนกวาดพื้นโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่เขาก็ได้เริ่มต้นแล้ว...
....และไม่นานนัก เขาก็ได้โอกาสเมื่อช่างทำผมคนหนึ่งของดาเลียลาออกโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อลูกค้าคนแรกของเขานั่งเก้าอี้ เดอะ โซฮานก็คว้าโอกาสทองนี้ไว้ แม้ว่าเขาจะตัดผมได้แต่สไตล์โบร่ำโบราณจากหนังสือของพอล มิตเชล แต่ลูกค้า ที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับการพูดจาและลีลาตัดผมที่แสนเร้าใจของเขา ก็ชื่นชอบผลที่ออกมามาก ความฝันของเขากลายเป็นโชคชะตาของเขา และในไม่ช้า ก็เกิดคำบอกเล่าปากต่อปากในหมู่หญิงชราชาวนิวยอร์กว่าไปหาสแคร็ปปี โกโกสิ แล้วคุณจะชอบ

ทุกอย่างไปได้สวยสำหรับเดอะ โซฮาน ความฝันของเขากำลังเป็นจริง ธุรกิจกำลังเฟื่องฟู ทำให้ดาเลียสามารถจ่ายค่าเช่าแพงขูดเลือดขูดเนื้อของเจ้าของที่คนใหม่ได้ แถมความรักระหว่างเขากับดาเลียก็กำลังผลิบานเสียด้วย แต่ปัญหาก็กำลังคืบคลานเข้ามา
ซาลิม (ร็อบ ชไนเดอร์) คนขับแท็กซีชาวปาเลสไตน์ที่มีความแค้นยาวนานกับเดอะ โซฮาน จำเขาได้และตั้งใจเอาไว้ว่าจะเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาให้ได้ หลังจากความพยายามในการกำจัดเดอะ โซฮานล้มเหลว ซาลิมก็บอกแฟนทอมให้รู้ว่าเดอะ โซฮานยังมีชีวิตอยู่ และผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ก็ได้สยายปีกสู่นิวยอร์ก
สำหรับเดอะ โซฮาน นี่มันเป็นหายนะชัดๆ ไม่ใช่เพราะเขากลัวแฟนทอมหรอกนะ แต่เพราะเขามาที่อเมริกาเพื่อจะทิ้งการสู้รบไว้เบื้องหลังแต่ สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือเขาและแฟนทอมจะต้องจับมือกันเพื่อร่วมต่อต้านศัตรูหนึ่งเดียวที่จะทำลายย่านที่อยู่ของพวกเขา
Synopsis from http://www2.reeltime-cinemas.co.uk/
In You Don’t Mess With the Zohan, a comedy from screenwriters Adam Sandler, Robert Smigel (Triumph the Insult Comic Dog), and Judd Apatow (Knocked Up), Sandler stars as Zohan, a top Israeli commando who fakes his own death in order to pursue his dream: becoming a hairstylist in New York. Though he wants to put his life of counter-terrorism behind him, he quickly finds that it is not so easy to escape one’s roots. As enemies old and new try to take him out, they will all come to learn the same thing: you don’t mess with the Zohan.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Monday, October 6, 2008,10/06/2008 11:55:00 PM
Luang Pee Teng II หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย

เคยบอกกับตัวเองตอนดูหนังตัวอย่างเรื่องนี้ว่า สงสัยเราคงไม่มีวาสนาได้มาดูเรื่องนี้หรอกเพราะว่าไม่ค่อยชอบดูหนังตลกภาคต่ออ่ะ เนื่องจากเคยโดนหลอกให้ดู จนช้ำใจเพราะเสียดายเงินมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
สุดท้ายก็ต้องดูจนได้ เพราะไม่มรู้จะดูอะไร ช่วงนี้ ไม่มีหนังดีอะไรให้ดูเลย เทียบจากเมื่อปีที่แล้ว อาทิตย์หนึ่งๆหนังใหม่เข้า 4-5 เรื่องดูกันเพลินไปเลย แต่ปีนี้ อาทิตย์นึงเข้าแค่ 2-3 เรื่องเท่านั้นเอง
ไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนดูเกือบครึ่งโรงแน่ะ นี่ขนาดรอบเช้าตรู่ของวันอาทิตย์เลยนะเนี่ย ถือว่าคนเยอะพอสมควรเลยแหละ เราว่าคนที่ไม่ได้ดูภาคแรกที่เท่งแสดง ได้มาดูเรื่องนี้ก็สามารถดูได้สบายๆ เพราะเนื้อหาไม่มีความต่อเนื่องกัน ดูแค่ภาคนี้ก็รู้เรื่องได้ เรื่องนี้ โจอี้บอยแสดงเป็นพระ ก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังที่เค้าแสดงมาหนนึง เป็นนักร้องย้อนยุค ก็เริ่มชอบฝีมือการแสดง เพราะเล่นดีมากๆ มาดูเรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวังเพราะก็ยังรักษาฝีมือได้เป็นอย่างดี
แต่อย่างที่บอกแหละว่า เราว่าหนังภาคต่อ สู้ภาคแรกไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่อุปทานแน่นอน เราคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ ฉากที่เราชอบก็ตอนที่ ผัวมียทะเลาะกันตอนพระตักบาตร ดูแล้วฮามากๆ มีฉากซึ้งด้วยนะ ก็ตอนที่ โจอี้บอยรู้ว่า ป๋าเทพเป็นพ่อ ตอนนี้ทำเอาเราเงียบไปเลย แถมมีน้ำตาไหลจากตาเรานิดนึงด้วยนะ พูดแบบไม่อายกันเลย
ก่อนหน้าที่เราจะได้มาดูเรื่องนี้ เราเคยดูที่โน๊ต เชิญยิ้มให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการตีสิบว่าลงทุนเยอะอย่างนั้นอย่างนี้ มีฉากที่ โจอี้บอยบินข้ามแม่น้ำด้วยเครื่องร่อน เรานึกภาพตามเลยนะว่า สงสัยได้ดูหนังฟอร์มยักษ์ แล้วฉากที่ว่า ร่อนอะไรนั่น คงเป็นไฮไลท์ ของเรื่อง
ที่ไหนได้ ฉากที่ว่าร่อนนั่น มีแค่ 5 วินาทีเองมั๊ง แล้วเรื่องลงทุนมากมายอะไรนั่นก็เหมือนกัน เราว่าทั้งเรื่องลงทุนไม่น่าเกินล้านมั๊ง ช่วงนี้เบื่อคนขี้คุยว่ะ ทำอะไรลงทุนนิดหน่อยก็ออกมาบอกว่าลงทุนมาก เฮ้อ คนเรา
สรุป หนังดูเพลินๆ ไม่มีอะไรให้คิดมาก ไม่ได้แย่มาก แต่ก็ไม่ได้ดีเหมือนภาคแรก ดาราโอเคทุกตัวแสดงใช้ได้ดีหมดเลย เนื้อเรื่องครบทุกรส ทั้งเปรี้ยวหวานมันส์เค็ม ซึ้ง เศร้า แต่ดูเหมือนหนังจะพยายามดึงดารามาร่วมเยอะซะจน บทเหลือคนละนิดคนละหน่อย ยกเว้น โจอี้บอย กับ ป๋าเทพ ที่บทเยอะหน่อย ก็ถือว่าสอบผ่านนะแม้คะแนนจะขี้เหร่ไปหน่อย คะแนนที่ให้ นี่ ให้ป๋าเทพกับโจอี้บอยล้วนๆ 6.6
เนื้อเรื่องย่อจาก http://www.movieseer.com/
หลวงพี่โจอี้(โจอี้ บอย) พระใหม่ที่เข้ามาจำพรรษาที่วัดแทนหลวงพี่เท่ง มุ่งหาพระธรรมโดยการเดินทางไปธิเบศ แต่พออยู่วัดได้ไม่นานก็ได้รับคำสั่งให้ไปพัฒนาวัดที่กำลังมีปัญหา ก่อนไปจึงไปลาโยมแม่ที่กำลังป่วย ซึ่งโยมแม่ก็ได้บอกความลับบางอย่างเกี่ยวกับโยมพ่อของหลวงพี่ และมอบของสำคัญชิ้นหนึ่งให้ไว้ หลวงพี่โจอี้ออกเดินทางไปวัดโคกสะอาด ด้วยความยากลำบาก แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ พอไปถึงก็ปราฎว่าทั้งวัดเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจากการระเบิดภูเขา ซึ่งได้รับการบอกเล่าจาก หลวงพี่ศรี(ชูศรี เชิญยิ้ม)และหลวงพี่พวง(พวง เชิญยิ้ม) ว่าเมื่อก่อนวัดเจริญมากผู้คนเข้ามาทำบุญกันอย่างมากมายเพราะการแหล่ของ หลวงตา(เทพ โพธิ์งาม)แต่ปัจจุบันหลวงตาป่วยและไม่สามารถออกมาแหล่ได้เหมือนเคย ทำให้ไม่มีคนมาทำบุญประกอบกับมีนายทุนมาซื้อที่ดินและทำโรงโม่หิน ใกล้กับบริเวณวัดทำให้เกิดฝุ่นละอองอย่างมากมาย ชาวบ้านก็เกิดเป็นโรคภูมิแพ้ หลวงพี่โจอี้จึงหาวิธีทางต่างๆเพื่อให้ชาวบ้านอยู่รอดได้โดยสงบสุข แต่สิ่งที่หลวงพี่โจอี้ทำ ขัดกับผลประโยชน์ของนายทุนจึงคิดกำจัด หลวงพี่โจอี้ต้องต่อสู้กับตัวเอง และ คนรอบข้าง โดยใช้หลัก

Synopsis from http://www.movieseer.com/
Luang Pee Teng II, the sequel to the comedy Luang Pee Teng, introduces you to meet a new young monk named Luang Pee Joey (played by Joey Boy) who replaces the position of the former Luang Pee Teng.
Once he arrives at the temple, Luang Pee Joey is assigned to develop the run-down temple as well as solve the problem that the temple is now facing; rock explosion that covers the temple causes allergenic dust and capitalization threatens the living of the locals. Luang Pee Joey creatively makes his own way to solve the problems that still come along with humor and the beats of hip-hop baby!

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/06/2008 10:58:00 PM
Star Wars: The Clone Wars (2008) สตาร์ วอรส์ สงครามโคลน
เราได้ตั๋วฟรีไปดูหนังเรื่องนี้ จาก Citibank เรื่องนี้เดิร์นนิดนึงเพราะเราได้ไปดูที่ สยามภาวลัย โรงที่เราชอบที่สุดเพราะดูดีสุด 5555 เปล่าหรอก เพราะมันใหม่แล้วก็ใหญ่ต่างหาก
ด้วยความเห่อ เราเลยไปรอรับตั๋วตั้งแต่ก่อนเที่ยง ทั้งๆที่เค้าบอกให้มารับตั้งแต่เที่ยงแท้ๆ แต่เรารอจนเที่ยงแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น เราเลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่า เกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่บอกว่าเราต้องรอจนถึงบ่ายโมงเพราะได้รับข้อมูลมาว่า จะเปิดแจกตั๋วตอนบ่ายโมงเป็นต้นไป เซ็งเลย แต่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้ไปกินข้าวก่อน เพราะตาเริ่มลายแล้ว
เราเดินไปกินไกลเชียว โน่นแน่ะ ชาบูชิ เวิลเทรด แต่ปรากฎว่า คนตรึมเลย เดินไปอีกนิดไปกินที่ โซโก้ เออ ค่อยยังชั่วหน่อย ไม่มีคนเลย ดี สบาย ไม่ต้องแย่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเกลียดที่สุดในโลกเลย
เราค่อยๆเดินไปพารากอน ตอน บ่ายโมงครึ่ง เดินไปก็นึกไปว่า ป่านนี้จะมารึยังหนอ แล้วถ้ามาแล้ว เราไปตอนบ่ายโมงกว่าเกือบสองโมง เนี่ย ที่นั่งที่เราจะได้คงใกล้จอแหงๆเลย คิดมากไปจริงๆ เรารู้ตัวว่าเราคิดอะไรอยู่ โอ นี่คงเป็นผลจากการนั่งสมาธิกระมัง 555 ว่าแล้วเราก็เลิกคิด
เรามาถึงโรงหนังตอนบ่ายโมงสี่สิบห้า คนเยอะมากๆ เราเอาบัตรเข้าไปแลก ปรากฎว่า ที่นั่งต่างๆได้รับการจัดสรรแล้วเป็นอย่างดี ตั้งแต่ตอนโทรศัพท์เข้าไปจอง เพราะฉะนั้น การที่เรามาก่อนหลัง จึงไม่มีปัญหาเลย ดีจริงๆ แต่มีปัญหาตอนที่เจ้าหน้าที่จัดให้มีเกส์เล่นหน้างาน สนุกมากๆ เราเล่นเกมส์ได้ของมาสองอย่าง เป็น กุญแจล๊อกกระเป๋า กับ ไฟฉาย อ้อ ได้ ช็อกโกแล็ตด้วย แหม ดีจริงๆ ได้ดูหนังฟรีแล้วยังมีของติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย อ้อ ลืมบอกไปว่า มีข้าวโพดคั่ว กับน้ำอัดลมแจกอีกต่างหาก
เราเข้าโรงด้วยความแฮปปี้ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า บัตรที่เราได้ต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้นสี่ ( มารู้ทีหลังว่า ได้นั่งชั้นพิเศษ โอ้ มายก็อด ) เราเดินไปที่ลิฟท์ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ โอ้โฮ ทำไมมันกว้างขนาดนี้ ชั้นสอง มีที่นั่งเราคะเนด้วยสายตาน่าจะไม่ต่ำกว่า สามร้อยที่นั่ง รวมชั้นล่างอีก เราว่าน่าจะเป็นพันที่นั่งนะ
พูดเรื่องหนังดีกว่า ขอบอกตามตรงแบบไม่เกรงใจใครเลยว่า เป็นการ์ตูนที่ออกแบบตัวแสดงได้น่าเกลียดที่สุดในโลก รายละเอียดต่างๆก็หยาบแสนหยาบ ไม่สวย ไม่สมจริงอะไรเลย นี่ถ้าเราเสียเงินมาดู เราคงต้องนั่งกลุ้มใจไปทั้งเรื่อง ถ้าคนที่ชอบอะไรที่ดูเจริญหูเจริญตาอย่างเรา มาดู ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน
เนื้อเรื่องก็ห่วยแตก ไม่มีอะไรเลย พูดถึงเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งแทบไม่มีความสำคัญต่อโครงเรื่องหลัก คิดไปคิดมา ที่มาดูนี่ ถ้าไม่ใช่ตั๋วฟรี แล้วได้ของแถมถือได้ว่าขาดทุนค่ารถ
สรุป เป็นหนังแอนนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ที่ห่วยแตกที่สุดเท่าที่เคยดูมาในชีวิต ออกแบบคาแรกเตอร์ได้แย่มากๆ ฉากต่างๆก็ไม่สวยเลย ดูแล้วเสียสายตา การเคลื่อนไหวต่างๆทำได้ดีกว่าหนังการ์ตูนเมื่อยี่สิบปีที่แล้วอย่างแน่นอน แต่ถ้ามาเทียบกับ Pixar หรือ Walts Disney ก็ชิดซ้ายตกขอบไปได้เลย เนื้อหาก็แสนห่วย เราดูแล้วไม่เห็นจะได้สาระอะไรเล๊ย เป็นอีกเรื่องที่เราว่าสอบตกนะ เราให้ 4.5
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.movieseer.com/
กาแล็กซี่ถูกสงครามโคลนกลืนกิน สงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ระหว่างขบวนการแบ่งแยกชั่วร้าย และกองทัพดรอยด์กับบรรดาเจไดผู้ปกป้อง เพื่อให้ได้เปรียบในความขัดแย้งที่ทวีขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด อัศวินเจไดอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ และอาโซก้า ทาโน่ พาดาวันฝึกหัดของเขา ถูกส่งเข้าสู่ภารกิจที่ทำให้เกิดผลอันไกลเกินเอื้อม หนึ่งในนั้นคือการเผชิญหน้ากับจอมอาชญากรชื่อก้อง แจ็บบ้า เดอะฮัตต์
ผนวกกับอันตรายนานาชนิดที่คอยพวกเขาอยู่บนดาวทาทูอีน อนาคินและอาโซก้าถูกตามไล่ล่าจากเคาน์ทดูกู และเหล่าสมุนตัวร้าย – รวมทั้งอาซาจจ์ เวนเทรสผู้ลึกลับ – ซึ่งไม่ยอมหยุดยั้งจนกว่าจะแน่ใจว่าเหล่าเจไดแพ้ราบคาบ
ในขณะเดียวกันทางแนวหน้า โอบี-วัน และอาจารย์โยดา เป็นผู้นำแห่งกองทัพโคลนที่ห้าวหาญในการต่อต้านกองกำลังด้านมืด
Synopsis from : http://www.movieseer.com/
Produced by Lucasfilm Animation, "Star Wars: The Clone Wars" takes audiences on incredible new "Star Wars" adventures, combining the legendary storytelling of Lucasfilm with an eye-popping, signature animation style.
On the front lines of an intergalactic struggle between good and evil, fans young and old will join such favorite characters as Anakin Skywalker, Obi-Wan Kenobi and Padmé Amidala, along with brand-new heroes like Anakin's padawan learner, Ahsoka. Sinister villains – led by Palpatine, Count Dooku and General Grievous – are poised to rule the galaxy. Stakes are high, and the fate of the "Star Wars" universe rests in the hands of the daring Jedi Knights.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Wednesday, October 1, 2008,10/01/2008 02:38:00 AM
Ban Phee Pob :บ้านผีปอบ 2008
ตัดสินใจอยู่นานมากๆๆ ว่าจะดูเรื่องนี้ดัมั๊ย ด้วยความที่ไม่เคยดุบ้านผีปอปเลยซักภาค รู้แต่ว่า หนังเรื่องนี้ เป็นแนวหนังผีตลกวิ่งลงตุ่มที่มีจำนวนการสร้างเป็นภาคมากที่สุดในประเทศไทย หรือ ว่าในโลกด้วย รึเปล่าก็ไม่รู้็นภาค วันนี้ฤกษ์ดี เพราะมาเดินเล่น โลตัส บางกะปิ แล้วฝนตก กลับบ้านไม่ได้ เลยได้ดูเลย
มีคนในโรงประมาณ 10 คน ก็ไม่แปลก เพราะหนังฉายมาแล้วเกือบ 2 อาทิตย์ มีคนขนาดนี้ ต้องถือว่า มีดีพอสมควร ตอนนั้นเราคิดอย่างนั้นจริงๆ
เปิดฉากขึ้นมา ก็เหมือนกับเราดูหนังทีวีอยู่ เพราะเป็นหนังระบบพากษ์ คือ ตัวแสดงก็แสดงไป ปากพูดไป แต่เสียงไม่ตรงกับปาก ไม่นึกว่า หนังไทยยุคปัจจุบัน ยังมีระบบนี้หลงเหลืออยู่อีก ก็งงๆ ดาราโนเนมแทบทุกตัว ยกเว้นตัวปอบหยิบกับอีก 2-3 คน ที่พอคุ้นหน้าบ้าง เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรเลย พูดถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีหมอจากกรุงเทพมาช่วยรักษาคนไข้จนหมอผีประจำหมู่บ้านไม่พอใจ เลยเสกให้เมียตัวเองเป็นปอบซะเลย ( ก็ปอบหยิบนั่นและ ) จากนั้นก็เริ่มต้นวิ่งกัน ฉากวิ่งลงตุ่มมีประมาณ 3 ครั้ง ( ก็ฉากที่ทยอยกันวิ่งลงตุ่มทีละคน ลงไปเป็นสิบๆนั่นแหละ ) วิ่งลงตุ่มกัน สาม โลเคชั่น ไม่ซ้ำที่กัน แต่คนดูโคตรเบื่อ จากนั้นก็ฉากวิ่งรอบบ้าน ฯลฯ พูดง่ายๆ วิ่งกันทั้งเรื่อง
เชื่อมั๊ย เราดูตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะเลยซักแอะ เครียดมากๆ เสียดายเวลา และเสียดายเงินเป็นอย่างยิ่ง เจ็บใจด้วยเหมือนโดนดูถูก มีคนดู ที่มาดู หลายคนที่ทยอยออกจากโรงตั้งแต่หนังฉายไปได้เพียงครึ่งชั่วโมง จนสุดท้ายเหลือแค่สองสามคน และเราเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ตอนจบก็จบดื้อๆ วิ่งกันจนเหนื่อย แล้วก็ตัดภาพไปที่ปอบหยิบอยู่ที่ท่าน้ำ แล้วก็แช่ภาพจบแบบนั้น
สรุป ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยดูหนังไทยอะไรห่วยแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ห่วยแตกมากๆ ไม่รู้ว่าลงทุนไปถึงสามแสนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่รู้โรงหนังเอามาฉายได้ไง แย่มากๆ เราไม่เคยเจอปรากฎการณ์ที่คนดูทยอยเดินออกแบบนี้เลย นี่ขนาดตอนเขียนอยู่นี่ก็ยังเสียใจ และเสียดายเวลาอยู่เลย เรื่องนี้ เราให้ 0 คะแนนนะ แย่มากๆ
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.nangdee.com
เรื่องเกิดขึ้น ณ. หมู่บ้านหลงยุคแห่งหนึ่ง หมอคล้าย(กลศ อัธเสรี) หมอผีประจำหมู่บ้าน ที่คอยขจัดปัดเป่า ความเจ็บไข้ให้กับชาวบ้าน โดยมี หยิบ(ณัฐนี สิทธิสมาน)ภรรยาและ ชบา(วนิดา โกลเดน) ลูกสาว คอยช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจ แต่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด แต่แล้วหมอคล้ายก็ต้องพบกับอุปสรรคเมื่อกลุ่มแพทย์อาสา นำทีมโดย หมอตุ้ย(รวิช ไรวินท์),หมอชัย(จตุรวิทย์ กาละมิตร์),หมอขวัญ(ภาวิณี),หมอนุช(อัมพิกา เอกสมตัว)และหมอเอนก(อุดมสุข ลิ้นวงษ์ทอง) เข้ามารักษาชาวบ้าน โดยมี ผู้ใหญ่ชุ่ม(คมกฤช ยุตติยงค์) ฉ่ำ (แจ๊ค เชิญยิ้ม) ลูกชายจอมแสบกับ หนูจ๋า (ขนิษฐา เอี่ยมพ่วง) ลูกสาวสุดเปรี้ยว รวมทั้งยังมีตัวป่วนประจำหมู่บ้าน เจต(เท่งน้อย),จ้อ(โหน่งน้อย)และสั้น(โจอี้ หม่ำ) คอยส่งข่าวเรื่องหมออาสา ถึงความเก่งที่สามารถรักษาชาวบ้านให้หายได้โดยเร็ว ชาวบ้านที่เคยเชื่อถือและศรัทธาในหมอคล้าย ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆจนหมอคล้ายไม่พอใจ โกรธแค้นจนต้องใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยโดยการปลุกปอบขึ้นมา ปอบหยิบถูกปลุกขึ้นมาพร้อมภารกิจฮา แต่ปอบหยิบก็ยังต้องเจอคู่ปรับอย่าง จ่าลื่น(หมู บางรัก) จอมเจ้าชู้โดยมีแม่เฉลียว(แป๋ว บ้านโป่ง)ที่ทั้งคุมเข้มและปกป้องสามีจอมซ่าส์ แถมด้วยกองทัพขาอำอย่าง น้ากล้วย เชิญยิ้ม,เอ็ดดี้ ผีน่ารัก,ธิดาทิพย์ หัดไทย ฉายาปอบตัวจริงกินลูกเดียว และนักแสดงสมทบ ที่คุ้นเคยทั้งจอแก้วและจอเงินอีกล้นจอ..............
Synopsis From : http://www.movieseer.com/
Baan Phee Phop 2008 The story begins in the long lost village. There, the haunting event is bound to happen. For Klein, a voodoo doctor, his regular duty is to drive off pain and sickness of the villagers together with his wife, E-Yip and Cha-bar as helpers. Then Klein’s way of living is interrupted when a group of volunteer doctors leading by doctor Tui comes into town. Due to their professional treatment, these doctors gain the villagers trust. Simultaneously, the town people lose faith in Klein, which make him uncomfortable to the point that he need to depend on black magic to bring his popularity back. The evil spirit or Phee Phop is revived. The funny mission like in the rest of Phee Phop series is about to take place.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,10/01/2008 01:34:00 AM
Eagle Eye : แผนสังหารพลิกนรก
เราไปดูหนังเรื่องนี้ที่ เอสเอฟ บางกะปิ เพราะชอบระบบดิจิตอลของที่นี่มากกว่า ที่เมเจอร์ รอบที่เราดูมีนดูน้อยมากๆ จนอดสงสารโรงหนังไม่ได้ จากเท่าที่เราประมาณการดูจากจำนวนที่นั่งในโรงหนัง น่าจะมีซัก 500 ที่นั่ง แต่มีคนดูทั้งโรงแค่ ไม่ถึง 10 คน สงสัยเศรษฐกิจจะแย่หนัก
ไม่รู้ว่าเป็นที่ตัวเราไม่ค่อยสบายรึเปล่า หรือเป็นที่ระบบการถ่ายทำของภาพยนต์หรือเป็นทั้งสองอย่างก็ไม่รู้ เรารู้สึกปวดหัวมากๆ หลังจากที่ดูไปได้ซักครึ่งเรื่อง ถ้าจะให้เราวิเคราะห์ก็คงจะเป็นเพราะ แอร์ในโรงไม่เย็นเลย ( สงสัยคนดูน้อย เปิดแอร์แล้วไม่คุ้ม ) ประกอบกับ หนังเรื่องนี้เป็นแนว แอคชั่น จะว่าไปเราก็ไม่ค่อยชอบวิธีการถ่ายที่ใช้วิธีแบกกล้องใส่บ่าแล้ววิ่งถ่าย เพราะภาพที่ออกมาจะสั่นไหวตลอดเวลา เวลาดูไปนานๆแล้วจะปวดหัวมากๆๆๆๆ
ก่อนหน้านี้ เคยดูหนังเรื่องนึงรู้สึกจะชื่อเรื่อง The Kingdom โอ้โฮ เรื่องนั้น ยิ่งหนักเลย เครียดมากๆ เป็นหนังแอคชั่นที่เนื้อเรื่องประมาณแขกซาอุ สู้กับอเมริกัน ภาพสั่นไหวอย่างรุนแรงเหมือนดูข่าวทั้งเรื่อง เราดูแล้วคลื่นไส้ มากๆ เหมือนเมารถเลยปวดหัว แล้วยังมีอีกเรื่องนึงจำชื่อเรื่องไม่แน่นอนว่าใช่ 93 หรือเปล่า เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ประมาณว่าจี้เครื่องบินจะไปชนตึกเวิลเทรด นี่ก็ภาพกระโดดขึ้นลง แบบว่าคนถ่ายวิ่งถ่ายตลอดเรื่อง ไม่สงสารคนดูเลย อีกเรื่องคือ CloverField นี่ก็อีก สรุป เราว่าเป็นที่วิธีการถ่ายนั่นแหละ ที่ทำให้เราปวดหัว นี่ โยนความผิดให้ซะเลย
เนื้อเรื่องน่าสนใจดีนะ แปลกดี ไม่รู้ว่าอนาคตโลกเราจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า คอมพิวเตอร์ทรยศคนได้ แปลกดี จริงๆ ดาราที่แสดง เราว่านางเอกดูสูงอายุไปนิดเมื่อเทียบกับพระเอก แถมยังตัวสูงกว่าพระเอกอีกต่างหาก ไปกันใหญ่เลย แต่ก็โอเคนะ แสดงใช้ได้เลย แต่อย่างที่บอกแหละว่า เสียอย่างเดียว ภาพเต้น ดูแล้วปวดหัวมากๆ
ฉากที่เราชอบ คงเป็นฉากที่ขับรถหนีผู้ร้ายตอนแรกเลย มันส์สุดๆ แต่ก็ทำให้เราปวดหัวสุดๆเช่นกัน เพราะว่าภาพเต้นมากๆ ดูไปต้องคอยประคองหัวไป เข็ดขี้อ่อนขี้แก่เลย ไม่กล้าดูอีกนาน หนังแนวนี้
สรุป เราก็อยากบอกว่า โอเคนะ เนื้อเรื่องดารา คิวบี ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียว การถ่ายภาพ ที่เต้นมากๆ เหมือนดูข่าว ดูแล้วสมจริงสมจังเกินไป คือ เราเข้าใจคนสร้างนะว่าพยายามทำให้มันเหมือนกับเรื่องจริงๆ แต่มันมากไปอ่ะ รับไม่ได้เลย สงสัยเป็นเพราะเหตุนี้มั๊ง เลยไม่มีคนดูเลย ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราให้ 7.8 นะ
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://movie.mthai.com/
เจอร์รี่ ชอว์ (ลาบัฟ) และเรเชล ฮอลโลแมน (มิเชลล์ โมนาแกน) คือหนุ่มสาวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับถูกดึงให้ต้องมาเจอกันด้วยเสียงโทรศัพท์ลึกลับจากผู้หญิงคนหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยพบ ผู้หญิงคนนี้ที่คุกคามทั้งชีวิตและครอบครัวของสองหนุ่มสาว บีบให้เจอร์รี่และเรเชลต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตรายที่เสี่ยงตายมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ใช้กันในชีวิตประจำวันเพื่อคอยตามรอยและบงการทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขา เมื่อสถานการณ์รุนแรงมากขึ้น หนุ่มสาวธรรมดาสองคนนี้กลับกลายเป็นผู้ร้ายที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องการตัวที่สุด พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาความจริงให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และขณะต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอยู่นั้น พวกเขาได้กลายเป็นเบี้ยของศัตรูที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้า ผู้ดูจะมีอำนาจอย่างมหาศาลในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ
“Eagle Eye” ภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวความตื่นเต้นซึ่งต้องแข่งขันกับเวลาเรื่องนี้ ทำให้สามทหารเสือ อันประกอบด้วยนักแสดงหนุ่มมาแรง ไชอา ลาบัฟ, ผู้กำกับ ดีเจ คารูโซ่ และผู้อำนวยการสร้างบริหาร สตีเว่น สปีลเบิร์ก ได้กลับมาร่วมงานกันเป็นครั้งแรกนับแต่ที่เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง “Disturbia” ใน “Eagle Eye” ดรีมเวิร์กส์ พิคเจอร์สภูมิใจเสนอผลงานการสร้างของเคิร์ตซ์แมน/ ออร์ซี่ โปรดักชั่น จากงานกำกับของดีเจ คารูโซ่ เรื่อง “Eagle Eye” นำแสดงโดยไชอา ลาบัฟ, มิเชลล์ โมนาแกน, โรซาริโอ ดอว์สัน, ไมเคิล ชิกลิส, แอนโธนี่ แม็คคี และบิลลี่ บ๊อบ ธอร์นตัน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ดีเจ คารูโซ่, คิดสร้างเรื่องโดย แดน แม็คเดอร์ม็อตต์ เขียนบทภาพยนตร์โดยจอห์น เกลนน์ และเทรวิส อดัม ไรต์ กับฮิลลารี่ ซีตซ์ และแดน แม็คเดอร์ม็อตต์
ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยอเล็กซ์ เคิร์ตซ์แมน, โรแบร์โต้ ออร์ซี่ และแพทริค โครว์ลี่ย์ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร คือ สตีเว่น สปีลเบิร์ก และเอ๊ดเวิร์ด แอล แม็คดอนเนลล์, ผู้กำกับภาพ ได้แก่ อาเรียสซ์ วอลสกี้, เอเอสซี, โปรดักชั่นดีไซเนอร์ ได้แก่ ทอม แซนเดอร์ส ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดยจิม เพจ, ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ได้แก่ แมรี่-ซิลวี่ เดอโว, วิชวลเอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ ได้แก่ จิม ไรกีล, ดนตรีประกอบเป็นฝีมือการประพันธ์ของไบรอัน เทย์เลอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดเรตให้เป็นภาพยนตร์เรต PG-13 อันเนื่องจากฉากแอ็คชั่นที่ตึงเครียด ความรุนแรง และเรื่องของภาษา
Synopsis from http://www.horairemontreal.com
Jerry Shaw (Shia LaBeouf) and Rachel Holloman (Michelle Monaghan) are two strangers thrown together by a mysterious phone call from a woman they have never met. Threatening their lives and family, she pushes Jerry and Rachel into a series of increasingly dangerous situations -- using the technology of everyday life to track and control their every move. As the situation escalates, these two ordinary people become the country's most wanted fugitives, who must work together to discover what is really happening -- and more importantly, why.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments