Tuesday, March 31, 2009,3/31/2009 04:57:00 AM
Khan Kluay II: ก้านกล้วย 2
ตอนที่เราได้ดูหนังตัวอย่างเรื่องนี้ เรานึกตำหนิในใจว่า เฮ้ย ทำไมยิ่งทำหนังยิ่งห่วยเนี่ย ภาพไม่ชัดเลย แต่หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เมื่อตะกี้นี้เอง ต้องใช้มือทั้งสองตบปากและตบหน้าตัวเองแรงๆ สิบที
ก้านกล้วยสอง เป็นการ์ตูนไทยที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยดูมาในชีวิต เผลอๆจะดีกว่าการ์ตูนฝรั่งที่ว่าดีดีหลายเรื่องด้วยซ้ำไป เราไม่รู้จะบรรยายเป็นภาษามนุษย์ยังไงถึงจะสรรเสริญหนังเรื่องนี้ได้หมดคำพูดในใจเราให้ออกมาหมด เพราะนอกจากเนื้อเรื่องจะดีมากกกกแล้ว ตัวการ์ตูนทุกตัวก็น่ารักสุดๆ เพลงประกอบก็โคตรเพราะ ( ทางที่ต้องเดิน ) ที่เราประทับใจที่สุด และคงจะไม่ได้ชมใครอีกแล้วในปีนี้ ก็น่าจะเป็นฉากหลังของเรื่องที่สวยสุดจะพรรณนา สวยกว่า หนังฮอลลีวูดหลายๆเรื่อง เราว่าสู้เรื่องนี้ไม่ได้เลย ทั้งสวยสีสันและรายละเอียด
เราสารภาพตามตรงแบบไม่อายเลยว่าพอหนังเปิดฉากมา น้ำตาเราไม่รู้มันมาจากไหน ไหลไม่หยุดเลย ไม่ใช่เสียดายตังเหมือนหนังเรื่องอื่นๆหรอกนะ 5555 แต่เป็นเพราะเราเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทยสุดๆ มันล้นเอ่อ ขึ้นมาจนไม่รู้จะพูดยังไง มันดันขึ้นไปจนถึงลูกตาเราเลย นี่ไม่ได้เว่อร์นะ พูดจริงๆ ตอนแรกเราก็นึกว่า หนังภาคต่อ ไม่มีวันทำได้ดีเกินภาคแรกไปได้ แต่เราก็เดาผิดถนัดเลย เรื่องนี้ดีกว่า ภาคแรกมากกกกกก ภาคแรกว่าหนุกแล้ว นี่ยิ่งกว่า เรายังจำความรู้สึกตอนดูภาคแรกได้ ก็ประมาณฯแหละ น้ำตาเริ่มเอ่อ แต่เชื่อมั๊ยมันไม่ได้ไหลต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบเท่าเรื่องนี้เลย โอย พูดแล้ว ก็ปลื้มมากๆๆๆๆ ตกลงเรามีหนังในดวงใจหลายเรื่องแล้วนะเนี่ย ปีนี้
สรุป ไม่รู้จะสรรเสริญยังไงต่อดี เอาเป็นว่า 10 เต็ม อาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ เอาไปเลย ไม่เสียดายเงินเลยซักบาทเดียว เทใจให้สุดๆ เราจะไปซื้อดีวีดีมาเก็บเอาไว้ และประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ก้านกล้วยสองสนุกที่สุด ( ในโลก อันนี้ เริ่มเว่อร์ละ )
เรื่องย่อ : ชัยชนะจากสงครามยุทธหัตถีทำให้ ก้านกล้วย (อรรถพร ธีมากร) ได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าพระยาปราบหงสาวดี เป็นช้างทรงที่ พระนเรศวร (มนตรี เจนอักษร) ทรงใช้ในการศึกสงครามทุกครั้ง รวมถึงสงครามครั้งใหม่กับ พระเจ้าหงสาวดี (นนทรีย์ นิมิบุตร) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ก่อนที่การศึกจะเริ่มขึ้น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทหารหงสาบุกมาจับชาวบ้านอยุธยาไปเป็นเชลย และได้นำ ชบาแก้ว (แอน ทองประสม) และ ต้นอ้อ กับ กอแก้ว ลูกแฝดของ ก้านกล้วย ไปด้วย ก้านกล้วย ไม่มีหนทางอื่น นอกจากต้องแอบหลบหนีจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปช่วยลูกเมียกลับมาให้เร็วที่สุด ครั้งนี้ ก้านกล้วย ต้องเสี่ยงภัยต่อสู้เพียงลำพังบนดินแดนของศัตรู และต้องเผชิญหน้ากับช้างศึกที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง งานิล และมหาอำมาตย์ผู้ใช้เวทย์มนตร์ อองสา (มนตรี เจนอักษร) นี่คือภารกิจที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าครั้งใด
Synopsis : Khan Kluay, the legendary elephant is back in action in the sequel to the wonderful animated movie Khan Kluay. Khan Kluay 2 is set after the victory of Ayudhya against the invasion of the powerful Burmese Empire when Khan Kluay is appointed as King Naresuan's royal elephant and services the king in many battles. But it isn't the end of the war yet when the Burmese Empire determinedly declares more battle. Before Ayudhya's troop could set the journey to the battlefield, some Burmese soldiers creeping up to Ayudhya to capture people as their captives, they even kidnap Khan Kluay's wife and children, ChabaKaew, Ton-or and Korkaew. To save his family from danger, Khan Kluay escapes from Ayudhya to encounter his new adventure and single battle in the land of enemy. This is the biggest mission for Khan Kluay to challenge.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/31/2009 04:51:00 AM
Knowing : รหัสวินาศโลก
.มันส์โคตรๆ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ เรามาดูหนังเรื่องนี้ที่ เอสเอฟ บางกะปิ เออ แปลกดี หนังเรื่องนี้ไม่ยักจะมีโรงฉายระบบดิจิตอลแฮะ
หนังสนุก เนื้อเรื่องกระชับฉับไว ตั้งแต่แรก นอกจาก นิโคลัส เคจแล้วเราไม่รู้จักดาราคนไหนเลย แต่ก็เอาเหอะ แค่นี้ก็สามารถใช้เป็นแม่เหล็กดึงคนมาดูได้แล้ว คนดูเต็มโรงเลย ขนาดเป็นโรงใหญ่แล้วนะ แถมวันที่เราดูก็เป็นวันธรรมดาด้วย แสดงให้เห็นถึงความแรงของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
หนังยาวสองชั่วโมงนิดๆ แต่ไม่มีตอนไหนเลย ที่ทำให้เราละสายตาไปจากจอได้ จริงๆแล้ว เราค่อนข้างง่วงก่อนเข้ามาดู แต่ดูไปดูมา หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง หนังดูสนุก ตื่นเต้นตลอดเวลา ฉากที่เราชอบที่สุด คือ ตอนที่ เครื่องบินตก ช่างสมจริงสมจังจนอดตกใจไม่ได้ อีกฉากคือตอนที่รถไฟใต้ดินตกราง เรานั่งอ้าปากค้างเลย รู้ตัวอีกที ตอนที่แมลงวันบินเข้าปากเรา เฮ้ย เว่อร์น่ะ พูดเล่นหรอก 5555 อีกตอนคือตอนที่นางเอกขับรถชน สิบล้อ น่ากลัวมากๆๆๆๆ ใครที่มาดูเรื่องนี้ เราว่า ดูแค่สามฉากนี้ก็โคตรคุ้มแล้ว สยองสุดชีวิต
ไม่รู้จะพูดยังไงดี เราว่าเป็นหนังที่น่าดูที่สุดในรอบหลายปีเลย ใครมีลูกจูงลูกมีหลานจูงหลานไปดูเลย เดี๋ยวหนังออกแล้วจะเสียดาย เอ๊ะ แต่ว่า คิดอีกที เด็กอย่าดูดีกว่า นะ เพราะค่อนข้างหวาดเสียวมากกก
สรุป เราชอบนะ ชอบมากด้วย ไม่ค่อยมีหรอกที่เราจะออกมาชมหนังมากมาขนาดนี้ เนื้อเรื่องก็ดูสนุก ลุ้นตลอดเรื่องเลย พูดง่ายๆ ดูแล้วคุ้ม เรื่องนี้ เราให้ 9.8 เลย highly recommend
เรื่องย่อ : ในงานฉลองเปิดโรงเรียนประถมแห่งใหม่ เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้วาดภาพอะไรก็ได้ตามแต่ใจ แล้วนำไปฝังดินเอาไว้ ในกลุ่มนักเรียนดังกล่าวนั้นมีเด็กหญิงปริศนาคนหนึ่ง ที่เขียนตัวเลขจำนวนมากลงบนกระดาษ แทนที่จะวาดรูปเหมือนกับเพื่อนๆ ของเธอ 50 ปีต่อมา เด็กนักเรียนกลุ่มใหม่ได้รับคำสั่งให้ขุดเอาภาพวาดเหล่านั้นขึ้นมาศึกษา กระดาษปริศนาของเด็กหญิงคนนั้นตกอยู่ในมือของ คาเลบ โคเอสต์เลอร์ (แชนด์เลอร์ แคนเตอร์เบอรี) จากนั้นคุณครู จอห์น โคเอสต์เลอร์ (นิโคลัส เคจ) พ่อของ คาเลบ ก็พบว่า ตัวเลขเหล่านั้นเป็นรหัสลับที่ทำนายมหันตภัยที่เกิดขึ้นมา 50 ปีที่แล้วได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ วันเดือนปีที่เกิดเหตุ และยอดผู้เสียชีวิต จอห์น ตั้งใจศึกษากระดาษและตัวเลขเหล่านั้นอย่างจริงจัง เขาจึงรู้ว่าเอกสารนั้นยังได้ทำนายเหตุการณ์ไว้อีก 3 เหตุการณ์ และเหตุการณ์สุดท้ายนั้นอาจเป็นมหันตภัยร้ายแรงถึงขั้นสามารถล้างโลกใบนี้ จอห์น พยายามส่งเรื่องนี้ไปถึงรัฐบาล แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง จอห์น ได้รับความช่วยเหลืออย่างไม่เต็มใจนักจาก ไดอานา เวย์แลนด์ (โรส เบิร์น) และ แอบบี เวย์แลนด์ (ลารา โรบินสัน) ลูกสาวและหลานสาวของผู้เขียนคำทำนาย ขณะที่ จอห์น จำต้องลงมือปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายที่ต้องแข่งกับเวลา และต้องเผชิญหน้ากับหายนะที่รุนแรงที่สุดและการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
Synopsis : In 1958, as part of the dedication ceremony for a new elementary school, a group of students is asked to draw pictures to be stored in a time capsule. But one mysterious girl fills her sheet of paper with rows of apparently random numbers instead. Fifty years later, a new generation of students examines the capsule's contents and the girl's cryptic message ends up in the hands of young Caleb Koestler (Chandler Canterbury). But it is Caleb's father, professor John Koestler (Nicolas Cage), who makes the startling discovery that the encoded message predicts with pinpoint accuracy the dates, death tolls and coordinates of every major disaster of the past 50 years. As John further unravels the document's chilling secrets, he realizes the document foretells three additional events - the last of which hints at destruction on a global scale. When John's attempts to alert the authorities fall on deaf ears, he takes it upon himself to try to prevent more destruction from taking place. With the reluctant help of Diana Wayland (Rose Byrne) and Abby Wayland (Lara Robinson), the daughter and granddaughter of the now-deceased author of the prophecies, John's increasingly desperate efforts take him on a heart-pounding race against time until he finds himself facing the ultimate disaster - and the ultimate sacrifice.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Wednesday, March 25, 2009,3/25/2009 05:39:00 PM
Meat Grinder : เชือดก่อนชิม
จำไม่ได้ว่าพจน์ อานนท์ เคยสร้างหนังแนว คนบ้า ฆาตกรรม หรือเปล่า เท่าที่จำได้ คิดว่า ไม่เคย แต่ถ้าเรารู้ว่า เป็นหนังพจน์ เราคงไม่ดู เพราะทำหนังได้ไม่สนุกเลย รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย เราว่า น่าจะเป็นเพราะการไม่ใส่ใจในรายละเอียดของหนังเท่าที่ควร
เรามาดูเรื่องนี้ที่ SF บางกะปิ ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องนี้ ในกลางสัปดาห์ยังมีคนดูเยอะขนาดนี้ ( เยอะของเรานี่ แค่ 30 คนก็ถือว่าเยอะแล้วนะ 555 เพราะอย่างบางรอบ คนดูไม่ถึง 5 คนก็เจอมาแล้ว )
หนังเรื่องนี้ ถ้าไม่ได้ ใหม่ มาแสดง ก็ไม่รู้ว่า จะเอาอะไรมาดึงคนดู สารภาพเลยว่า เรามาดูเรื่องนี้ ก็เพราะใหม่นี่อหละ ติดใจในฝีมือการแสดง ว่างั้นเหอะ อย่างที่บอกแต่แรกว่า หนังของพจน์ ไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดอย่างเช่น ตอนที่ ใหม่ฆ่าคนที่มาทวงเงินเสร็จแล้ว ทำร้านเลอะไปด้วยเลือดนองพื้นไปหมด ก็เลยล้างบ้าน พ่อตอนเช้าอีกวัน พระเอกเรามาดูร้าน เห็นร้านระเกะระกะ แต่ไม่มีรอยเลือด คิดดูก็รู้แล้วว่าป็นไปไม่ได้ ก็ใหม่เพิ่งจะล้างรอยเลือดไปเมื่อคืน แล้วโต๊ะเก้าอี้ มันจะยังระเระกะ ระเนรนาด ขนาดนั้นได้ไง เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะล้างแต่รอยเลือด โดยไม่เก็บของ จะเอาแต่น้ำราดๆ คงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อย ก็ต้องเก็บของบ้างไม่งั้นจะทำความสะอาดได้ไง จริงมั๊ย
อีกฉากคือตอนที่ แฟนใหม่พระเอก ถูกจับแช่ในถัง น้ำเลือดใสเชียว เอาล่ะ สมมติเป็นน้ำเลือดผสมน้ำ คนดูยังเห็นเลยว่า ข้างล่างมีแต่ศพ แต่นังตัวแสดงไม่เห็นว่ะ ต้องใช้มือควานเอา ดูแล้วโคตรตลก แต่เราไม่โทษดาราหรอกนะ เราโทษผักำกับอ่ะ เพราะดาราก็ต้องฟังผู้กำกับอยู่แล้ว ถ้าไม่บอกให้ทำแบบนี้ ใครเล่าจะไปทำ
แต่ข้อดีของหนังเรื่องนี้ก็ยังมีนะ เราขอยกความดีให้กับช่างภาพ ที่ถ่ายภาพได้สวยมาก ในตอนที่เอามีดสับ ที่มักเป็นภาพเล่าย้อนหลังไปในอดีตนั้น เราว่าทำดี เพราะทำเป็นภาพขาวดำ ช่วยลดความอุจาดไปได้มาก โดยความน่ากลัวยังเท่าเดิม อันนี้เราขอยกนิ้วให้
สรุป รวมๆ เราว่า เนื้อเรื่องไม่เท่าไหร่ ต้องโทษฝีมือผู้กำกับ ที่ทำกี่เรื่องๆ ก็ยังห่วยเหมือนเดิม ความดีความชอบทั้งหมดถ้าจะมี เราว่าเรายกให้กับคนถ่ายภาพและ ดาราทั้งหมดเลย ที่เต็มที่มากๆ กับการทำงาน ( พูด เหมือนเราเป็นเจ้าของหนังเลย 5555 ) เบ็ดเสร็จเรืองนี้ก็ไม่ถูกใจเราเท่าไหร่ เราให้ 6.7 พอ
เรื่องย่อ : บุษ (ใหม่ เจริญปุระ) เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อสูตรโบราณต้องรับภาระหนักทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เพื่อเลี้ยงดู น้องบัว (จิรัชญา จิรรัชชกิจ) น้องสาวต่างวัยที่มีขาพิการเพียงลำพัง เมื่อใครๆ ถามถึง ประวิทย์ (อณุวัฒน์ นิวาตวงศ์) สามีที่ไม่ค่อยเอาถ่าน เธอก็จะตอบว่าเขาหนีไปกับ อ้อย (อาทิตยา ชินเดชาณิชกุล) ลูกจ้างในร้านตั้งนานแล้ว วันหนึ่งมีจราจลเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วง หนุ่มนักศึกษาแพทย์ อรรถพล (รัตนบัลลังก์ โตสวัสดิ์) วิ่งเข้ามาช่วย บุษ ที่กำลังเข็นรถก๋วยเตี๋ยวขายให้หนีไปได้ทันท่วงที ทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก และเย็นวันนั้น บุษ พบว่ามีคนแอบอยู่ในรถเข็น แต่กระสุนที่ทะลุเข้าไปทำให้เขาเสียชีวิตแล้ว บุษ จัดการแล่เนื้อของเขามาหมักสมุนไพรตามสูตรโบราณของครอบครัวจากนั้นมา ลูกค้าต่างร่ำลือถึงรสชาติที่เอร็ดอร่อย ทำให้กิจการของ บุษ เติบโตขายดิบขายดี ลูกค้าคนสำคัญคนหนึ่งของร้านคือ อรรถพล ที่คอยเห็นอกเห็นใจเธออยู่ตลอด บุษ เริ่มคิดค้นสูตรก๋วยเตี๋ยวใหม่ๆ จากเนื้อคนที่เธอหลอกเอามาฆ่าทีละคนๆ อย่างแนบเนียน พร้อมกับที่เริ่มปันใจให้ อรรถพล จนความสัมพันธ์ของพวกเขาสุกงอม ทว่าเมื่อ อรรถพล เริ่มมองเห็นด้านมืดอันน่ากลัวของ บุษ เขาก็พยายามหลบหน้าเธอและหันไปคบกับ นิดา (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) นักศึกษาสาวรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย ความหึงหวงของ บุษ บีบคั้นให้เธอถึงขั้นวิกลจริต เสียงกระซิบอันลึกลับคอยบงการจิตใจของเธอ ให้ลงมือชำระแค้นอย่างน่าสยดสยองชนิดที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง
Synopsis : MEAT GRINDER takes you to taste the bizarre horror of traditional noodle recipe cooked by Bus, a woman who owns a noodle stall, a unique noodle stall. Bus has been living with tension and stress for all of her life, she works hard for her family as a noodle cook. Sometimes, she is controlled by a mysterious voice that suggests her to do or not to do things. One day, she encounters a chaos in town and is rescued by a guy named Uttapol who later becomes her companion. That evening after the chaos, Bus surprisingly discovers a guy lying dead under her stall, she discreetly looks at him and comes up with her new recipe. Bus begins to slice his flesh, mix it with spices, and throw it into her noodle pot. After her secret recipe is introduced, Bus gains so many customers and reputation of her delicious noodle. Meanwhile, the haunting voice still keeps talking to her, and tell her what to do. Bus tactfully starts to lure and murder people. The more she kills, the more of her dark side reveals. And when Uttapol begins to suspect Bus' behavior, he stumbles on the evil of her as he is now the hunted.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/25/2009 05:34:00 PM
Make It Happen : ตามใจฝัน สุดใจเต้น
ออกจากโรง 7 pounds มาก็มาต่อเรื่องนี้เลย โอ้โฮ หนังคนละแนวกับเรื่องแรก ดูแล้วหัวใจเต้นตูมๆ ตามจังหวะเพลงและการเต้นของนักแสดงในเรื่องที่เรียกได้ว่า เต้นแบบสุดสวิงริงโก้อีโต้บัมพ์กันไปเลย ตัวแสดง ทั้งนางเอกและ ตัวอิจฉา นอกจากจะสวย หุ่นดี สุดยอดแล้ว ยังเต้นระเบิดระเบ้อ มันส์สะแด่วไปเลย
แต่ พูดก็พูดเหอะ หนังทั้งเรื่อง เราชอบฉากที่ตัวอิจฉาเต้นในชุดกระโปรงสั้นสีแดงที่สุดเลย เซ็กซี่สุดยอด
เนื้อเรื่องหนัง เบามาก เหมือนเรื่องอ่านเล่นทั่วๆไป เริ่มแรกนางเอกจะต้องไม่มีใครยอมรับก่อน จนในที่สุด นางเอกโชว์ความสามารถในการเต้น จนทุกคนกลับกลายมาเป็นเพื่อนในตอนจบ หนังไม่ได้ต้องการขายเนื้อเรื่อง แต่ต้องการโชว์ท่าเต้น ซึ่งก็ทำได้ดีมากๆ เพราะเต้นมันส์ระเบิดอย่างที่บอก
สรุป หนังไม่มีอะไร เหมือนมาดูโคโยตี้เ ต้น เพียงแต่คราวนี้เป็นฝรั่ง สูงยาวเข่าดีกว่า ก็เต้นดีนะ สนุกเพลิดเพลินดี ดูกี่ทีกี่ทีก็คงสนุกอยู่ ถ้าไม่คิดมากเรื่องเนื้อเรื่องที่เบาไปหน่อยแล้วก็ถือได้ว่า เป็นหนังที่ดูเพลินเรื่องนึง แต่ยังไงก็ตาม เราว่า เราคาดหวังจากหนังมากกว่านี้นิดนึง เราเลยให้แค่ 7.2
เรื่องย่อ : ลอรีน (แมรี อลิซาเบธ วินสเตด) สาวน้อยจากอินเดียนาย้ายมาอาศัยที่ชิคาโก ด้วยความฝันที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนดนตรีและการเต้นแห่งชิคาโก แต่เมื่อไปสมัครและทดสอบเพื่อเข้าเรียน เธอก็ต้องผิดหวัง เพราะดันไม่เข้าตากรรมการ ลอรีน จึงผันตัวไปทำงานการแสดงในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ที่นี่ทำให้เธอได้ค้นหาแนวทางที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อที่จะกลับไปสานความฝันของเธอให้เป็นจริงให้ได้
Synopsis : Lauryn (Mary Elizabeth Winstead) is a girl from small-town Indiana who moves to Chicago with dreams of entering the Chicago School of Music and Dance. But after rejection and a series of misfortunes she finds herself working in a burlesque club. The club proves to be a place of conflict and self-discovery, helping Lauryn to realize that even though plans may change, dreams never do.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/25/2009 05:30:00 PM
Seven Pounds : เจ็ดหัวใจศรัทธา
ตอนแรกที่รู้ข่าวว่า หนังเรื่องนี้ ฉายพาะเครือ เมเจอร์ ก็เกิดอาการงงเล็กน้อย เพราะตอนที่เราดูหนังตัวอย่าง เราว่าหนังน่าดูมากๆ เพราะโฆษณาให้เกิดความอยากได้ดีมากๆเลย คือดูแล้วอยากรู้ว่า หนังมันเกี่ยวกับอะไร พูดง่ายๆคือเดาไม่ออก 5555
เราก็มาดูที่โรงใกล้บ้านเหมือนเดิม คือ เมเจอร์ บางกะปิ คราวนี้มีเก๋ด้วย คือ ฉายระบบ ดิจิตอล จากที่เรามีทัศนคตืที่ไม่ดีก้บระบบการฉายของโรงนี้ ก็สองจิตสองใจ แต่ทำไงได้ มันมาถึงโรงแล้ว แถมมีฉายแค่โรงเดียวด้วย แปลว่า ต้องดู
ปรากฏว่า เราต้องลบความจำเก่สๆทิ้งไปว่า ระบบไม่ดี เพราะเรื่องนี้ เราว่า ทุกอย่างได้รับการแก้ไขหมดแล้ว ภาพแจ๋วแล้ว วันหลังเราจะได้มาดูอย่างสบายใจซะที 5555
นังเปิดฉากมาก็ดูงงๆ แต่คนสร้างก็ทำให้คนดูคลายความกังขาได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปเพราะว่าสิ่งที่คนดูสงสัยจะถูกบอกเล่า ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ จนตอนจบ ก็กระจ่างทุกอย่างพูดไปแล้วก็ขนลุก ว่า ในโลกนี้ จะมีคนแบบนี้จริงๆหรือเปล่า จิตใจประเสริฐเลิศล้ำมากๆ เสียสละทุกอย่างเพื่อมนุษย์ เราเองดูแล้วยังอดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลไม่ได้เลย เพราะซึ้งใจกับวีรกรรมของพระเอก ที่นิสัยดีมากๆ แต่เราไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่า ทำไมต้องตั้งชื่อเรื่องว่า 7 pounds
ก็ถือได้ว่า เป็นหนังดีเรื่องนึง แต่แปลกนะ จะให้ซื้อเก็บไว้เราคงไม่ซื้อ แต่ถ้ามีโอกาสดูอีกทีในทีวี ก็เรียกได้ว่าอยากดูซ้ำอีก ไม่รู้มันขาดหรือมันเกินอะไร บอกไม่ถูก อาจเป็นที่บรรยากาศของหนัง ที่มันดูเศร้าๆตลอดเรื่องหรือเปล่า ที่ไม่โดนใจเราเท่าไหร่
สรุป เราให้ 7.8 นะ สำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะว่า เนื้อเรื่องแปลกดี แต่อย่างที่บอกว่า มันเหมือนขาดๆเกินๆ ไม่เต็ม แปลกๆ แต่ฉากที่เฉลยเหตุการณ์ทั้งหมด ตอนที่ถ่ายรถคว่ำนั่น น่าตะลึงมากๆ ดูสมจริงๆสมจัง เป็นภาพติดตาคนดู ที่น่ากลัวมากๆเลย ทั้งเรื่องดูฉากนี้ฉากเดียวก็เกินคุ้มแล้ว เพราะหนัง แนวนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะใส่ใจกับฉากนี้ได้น่าทึ่งมากมายอย่างนี้
เรื่องย่อ : เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เบน โธมัส (วิลล์ สมิธ) มีความลับบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ เขาออกเดินทางเพื่อไถ่บาปให้ตัวเองด้วยการยื่นมือเข้าช่วยคนแปลกหน้าที่กำลังเดือดร้อนอย่างยิ่ง 7 คน การไถ่บาปของ เบน จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้เลยทีเดียว คนแปลกหน้าเหล่านั้น ได้แก่ น้องชายผู้ห่างเหินของ เบน (ไมเคิล เอลี) ฮอลลี เอเพลเกรน (จูดีแอนน์ เอลเดอร์) คอนนี เทโพส (เอลพิเดีย คาร์ริลโล) นิโคลัส อดัมส์ (เควนติน เคลลีย์) จอร์จ ริสทุชเชีย (บิลล์ สมิโทรวิช) เอซรา เทอร์เนอร์ (วูดดี ฮาร์เรลสัน) และ เอมิลี โพซา (โรซาริโอ ดอว์สัน) แต่แล้วแผนการของ เบน ก็ยุ่งยากมากขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเขาตกหลุมรักกับ เอมิลี หนึ่งในคนแปลกหน้า 7 คนนั้น เธอคือผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีชีวิตชีวา และคือผู้ที่เข้ามาทำให้มุมมองของ เบน ที่มีต่อโลก เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
Synopsis : Ben Thomas (Will Smith) is an IRS agent with a fateful secret who embarks on an extraordinary journey of redemption by forever changing the lives of seven strangers: Ben's brother (Michael Ealy), Holly Apelgren (Judyann Elder), Connie Tepos (Elpidia Carrillo), George Ristuccia (Bill Smitrovich), Nicholas Adams (Quentin Kelley), Ezra Turner (Woody Harrelson), and Emily Posa (Rosario Dawson) But then his quest is unexpectedly complicated after he inadvertently falls in love with one of those strangers - Emily.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Friday, March 20, 2009,3/20/2009 04:21:00 PM
New in Town : นิว อิน ทาวน์ หนีร้อนมาหนาวรัก
ไม่อยากเชื่อเลยว่า หนังเรื่องนี้ ฉายเฉพาะที่ Sf เพราะตอนแรกเราตะลอนไปดูโปรแกรมมาหลายที่ แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไม ไม่เห็นมีโปรแกรมฉายที่ Major สุดท้ายไปอ่านเจอใน นสพ ว่าฉายเฉพาะ Sf เท่านั้น แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะเราก็ตั้งใจไว้แต่แรกแล้ว่าจะมาดูโรงนี้
ไม่แน่ใจว่าเคยเห็นโฆษณาในโรงหนังหรือเปล่า แต่ดูไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ เรเน เป็นดาราอีกคนที่เราชอบ เพราะดูหนังที่เธอเล่นทีไร มีความร็สึกเชื่อทุกทีไปว่าเธอเป็นคาแรกเตอร์นั้นๆอยู่ ดูน่าเชื่อมากๆๆ เรื่องนี้เธอแสดงเป็น ผู้หญิงทำงานเก่ง เติบโตเร็ว แล้วดันเสนอตัวไปบริหารโรงงานบ้านนอก ตอนแรกไม่มีใครเอาเธอเลย แต่สุดท้ายด้วยความจริงใจในการทำงาน สุดท้ายทุกคนก็กลายเป้นพวกเดียวกัน แล้วก็อยู่อย่างมีความสุข เนื้อเรื่องมีเท่านี้จริงๆ แต่รายละเอียดในหนังน่ารักมาก ไม่ว่าจะเป็นบุคลืกของนางเอก วิธีที่เธอพูด อะไรๆก็ตามดูน่ารักไปซะทุกอย่าง ( เราว่าหน้าตาเธอไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะ แต่ความน่ารัก เอาไปเลย สิบเต็ม ) ชอบตอนที่เธอจะเดินไปฉี่ในป่าแล้วพระเอกมาช่วยรูดซิบ ตลกมากๆ ดูป้ำๆเป๋อๆดีจัง 55555
สรุป เป็นหนังสั้นๆ ไม่มีอะไรให้คิดเวลาดู ดูแป๊บเดียวก็จบแล้ว ไม่ได้อะไรนอกจากมาดูความน่ารักสดใสของนางเอก เนื้อเรื่องเบาไปนิด แต่ก็ทำให้ได้เห็นความเป็นอยู่ของคนชนบทใน เมเนโซต้า ( เราก็ไม่ร้หรอกนะว่าเป็นชนบทหรือเปล่า แต่ดูในหนังอารมณ์มันประมาณนั้น 555 ) เราว่าเรื่องนี้ก็กลางๆนะ ไม่ได้ดีเด่ แต่ก็ไม่เลว เราให้ 7.0
เรื่องย่อ : ผู้บริหารสาวไฟแรง ลูซี ฮิลล์ (เรเน เซลเวเกอร์) ได้รับมอบหมายงานชั่วคราวให้ไปปรับปรุงโรงงาน เธอจึงกระโดดคว้าโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งนั้นเอาไว้ แม้จะต้องยอมจากชีวิตหรูหราในไมอามีอันอบอุ่น ไปสู่พื้นที่ห่างไกลความเจริญอันหนาวเหน็บของเมืองนิวอัลม์ รัฐมินเนโซตา เมื่อไปถึงที่เมืองดังกล่าว ลูซี กลับต้องเผชิญหน้ากับอากาศที่หนาวเหน็บอย่างร้ายกาจ คนงานในท้องถิ่นที่ไม่ยินดีต้อนรับเธอ ผู้ช่วยจอมสอดรู้สอดเห็นอย่าง แบลนช์ กันเดอร์สัน (เชอวาน ฟาลลอน) และตัวแทนผู้ใช้แรงงานหัวดื้อ ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นคนที่เธอแอบปิ๊งด้วยอย่าง เท็ด มิตเชลล์ (แฮร์รี คอนนิก จูเนียร์) ในที่สุด ชาวบ้านและ ลูซี ก็ยอมเปิดใจให้กัน เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แต่กลับได้รับคำสั่งให้ปิดโรงงาน อันจะส่งผลให้ชาวบ้านต้องเผชิญวิกฤติว่างงานกันถ้วนหน้า สถานการณ์บีบคั้นให้ ลูซี ไตร่ตรองเป้าหมายในชีวิตของเธอเสียใหม่ แล้วในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพยายามเต็มที่ที่จะช่วยเมืองอันเป็นที่รักแห่งนี้ไว้ให้จงได้
Synopsis : A single, high-powered executive Lucy Hill (Renee Zellweger) is sent to a small town in snowy Minnesota to oversee the restructuring of a blue collar manufacturing plant. She accepts the offer and leaves her sunny Miami, knowing that a big promotion is just around the corner. After she lands in that town, Lucy finds herself in a brutal battle against several factory workers, a nosy assistant Blanche Gunderson (Siobhan Fallon), and a stubborn union rep Ted Mitchell (Harry Connick Jr.) who, as fate would have it, just happens to be a love interest as well. Lucy warms up to the small town's charm, and eventually finds herself being accepted by the community. When she's ordered to close down the plant and put the entire community out of work, she's forced to reconsider her goals and priorities, and finds a way to save the town.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Monday, March 16, 2009,3/16/2009 04:54:00 AM
Dragonball Evolution : ดราก้อนบอล อีโวลูชั่น เปิดตำนานใหม่ นักสู้กู้โลก
คำว่า ไม่สนุกเลย น่าจะเหมาะที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ ตลอดเวลา หนึ่งชั่วโมงนิดๆ ไม่ถึง 90 นาทีด้วยซ้ำไป ( หนังสั้นมากๆๆ ) ไม่มีตอนไหนที่ดูแล้วสนุกเลย อาจเป็นเพราะเราคาดหวังมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
เรามาดูหนังรอบวันจันทร์บ่ายๆแก่ๆ แล้ว ที่โรง SF เพราะเราชอบดุแบดิจิตอล แถวนี้ก้มีแค่โรงนี้โรงเดียว เอ๊ย ไม่ใช่ งวดนี้มีฉายที่ โรงเมเจอร์ด้วย บางกะปิ ฝั่งตรงข้าม แต่ตั๋วแพงกว่า SF แล้วเราจะไปจ่ายแพงกว่าเพื่อคุณภาพที่ห่วยกว่าทำไม
หนังเปิดฉากมาเราก็รู้สึกแปลกๆแล้ว มันเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่เอาดาราฝรั่งมาแสดง ไม่รู้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ดูหนังไม่สนุกหรือเปล่า ทั้งๆที่เนื้อเรื่องก็คล้ายของเดิม เราไม่ได้ว่าหนังไม่ดีนะ แต่ความคิดเห็นของเรา เราไม่ชอบเท่าไหร่ ดาราเราไม่รู้จักซักกะตัว ยกเว้น โจวเหวินฟะ ที่เล่นเรื่องนี้แล้วดูเหมือนคนปัญญาอ่อน
แต่ยอมรับอย่างนึงว่าเทคนิกต่างๆ ถือว่าได้มาตรฐานฮอลลีวู๊ด พวกแสงสีอะไรเงี้ย ก็โอเคอะนะ ถ้าจะมีอะไรที่ชอบก็คงจะเป็นเรื่องเทคนิกนี่แหละ โดยเฉพาะตอนจบที่สู้กับผู้ร้าย ตูม ฉากนั้นสวยดี
สรุป ไม่แฮปปี้เลยกับหนังเรื่องนี้ รู้สึกธรรมดามากๆ ทั้งๆที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้เยอะๆ เสียดายตังค์อ่ะ พูดตรงๆ เราว่าเป็นช่วงตกอับของหนังฮอลลีวู๊ดจริงๆ ไม่ค่อยมีหนังดีดีออกมาเลยช่วงนี้พูดไปแล้วก็หงุดหงิด เอาไปแค่ 5.1 พอ
เรื่องย่อ : หนุ่มยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลก โงคู (จัสติน แช็ตวิน) ต้องออกผจญภัยเพื่อตามหา ผู้เฒ่าเต่า (โจวเหวินฟะ) และสะสมลูกบอลวิเศษที่เรียกว่า ดราก้อนบอล ให้ครบทั้ง 7 ลูก ก่อนที่เจ้าวายร้ายจากต่างดาว พิคโกโล่ (เจมส์ มาร์สเตอร์ส) จะชิงหาลูกบอลได้ครบก่อน แล้วนำไปใช้เป็นเครื่องมือยึดครองโลก ระหว่างทาง โงคู ได้พบกับ บูลม่า (เอ็มมี รอสซัม) ซึ่งตัดสินใจร่วมทางกับเขาเพื่อช่วยปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ด้วยกัน จากนั้นเขากลับต้องประมือกับผู้เฒ่าเต่าที่เขาหวังมาพึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อผู้เฒ่าเต่ารู้ว่า โงคู เป็นหลานชายของ โงฮัง (แรนแดลล์ ดุก คิม) ก็ยอมไว้ใจเด็กหนุ่ม และช่วยเตรียมการให้ โงคู พร้อมที่จะต่อสู้ปกป้องโลกจาก พิคโกโล่ ผู้ชั่วร้าย
Synopsis : Earth's greatest champion, Goku (Justin Chatwin) goes on a journey to find Master Roshi (Chow Yun-Fat) and gather the seven mystical Dragon Balls before the evil alien Lord Piccolo (James Marsters) uses the Dragon Balls to take over the world. Along his way, he meets Bulma (Emmy Rossum) who then joins him to help him in his mission. When arriving at Roshi's place, he is not welcomed with an embrace but has to fight Roshi. Roshi soon learns that Goku is the grandson of Gohan (Randall Duk Kim) and thus trains him to prepare him for the ultimate battle with Lord Piccolo to prevent him from collecting the powerful Dragon Balls.

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Thursday, March 12, 2009,3/12/2009 04:29:00 PM
Miss You Again : อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง
ดุเรื่อง 5 หัวใจจบ ก็ตั้งใจว่าจะมา Dragonball digital ฝั่งเดอะมอลล์ต่อ เพราะคุณภาพดีกว่าเยอะ ปรากฏว่า ไม่มีรอบ ถ้าจะดูจริง เต้องกลับบ้านดึก แต่ไม่เป็นไร เรามีแผนสอง เพราะเราดูเรื่อง อนึ่งฯ ก่อนก็ได้ อยู่ในรายการหนังที่อยากดูเหมือนกัน
เรื่องนี้ตั้งใจมาดูดาราโดยเฉพาะ เพราะมีก้อยเล่นด้วย ไม่รู้เราว่า หน้าตาน่ารักดี เหมือนกระเต็นคนอ่านข่าว คราวที่แล้วเราดู รักสามเส้า ก็เล่นดีเหมือนกัน เรื่องนี้ ก้อยเป็นศิษย์เก่าที่มาเยี่ยมโรงเรียนที่กำลังจะถูกรื้อทิ้ง และก็พยายามที่จะกอบกู้โรงเรียนให้กลับมาสอนเหมือนเดิมให้ได้ ทายซิว่าตอนจบเป็นไง อ้าว ก็ต้องทำสำเร็จนะสิ 555
เรื่องนี้เราว่าอะไรๆก็ดี เสียอย่างเดียว คนเขียนบท เขียนเนื้อเรืองให้เยิ่นเย้อมากๆ อย่างตอนเล่นรักบี้กัน เราก็ไม่แน่ใจนะว่า หลักสูตรในเมืองไทย มีโรงเรียนไหนสอนมั่ง แต่เรื่องนี้ ผู้หญิงผู้ชาย เล่นได้แคล่วคล่องมากๆ ดูแล้วงง นึกว่าดูหนังยุโรป แล้วก้แข่งกันนานเชียว เราว่าไม่จำเป็นต้องนานขนาดนั้น
หนังเรื่องนี้ก็เหมือนหนังไทยเรื่องอื่นๆ ที่พยายามหากินกับมุขตลกที่มีผี มเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ เป็นผีผู้หญิงที่ผูกคอตายในโรงเรียน ดูดูไป คนไทยนี่คงจะนึกมุขตลกอื่นไม่ออกแล้วมั๊ง เพราะตลกเรื่องไหนก็ต้องมีผีมาเกี่ยวข้อง ตลกมันก็ตลกอยู่หรอก แต่มันน่าเบื่อ
ดาราหญิงที่แสดงเรื่องนี้ แสดงดีเกือบทุกคน แต่ดาราชายนี่ดิ ดาราใหม่ แสดงได้แข็งมากๆ โดยเฉพาะคนที่ชื่อ เลี่ยน ไม่รู้ผู้กำกับปล่อยออกมาได้ไง แข็งสุดๆ คนที่ต้องชมคือ ย่าเหล ออกมาฉากไหน ขำฉากนั้น จี้ดีจริงๆ
สรุป รวมๆเราว่า สนุกพอใช้ได้นะ เนื้อเรื่องก็พอทน มีขำเป็นระยะๆ ตอนเด็กเราจำได้ว่า มีหนังของคนสร้างคนเดียวกัน ชื่อ เรื่อง อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป ไม่รู้สนุกหรือเปล่า เพราะไม่ได้ดู แต่ถ้าเป็นแนวนี้ เราว่าน่าจะได้เงินบ้าง เรียกอีกอย่างคือ ไม่ขาดทุน เพราะหนังไม่ได้ลงทุนอะไรมากมาย เราว่าได้ 7.5 ก็หรูแล้ว
เนื้อเรื่องย่อ : นายทุนชาวต่างชาติกำลังวางแผนจะทุบโรงเรียนมัธยมวุฒิเวทวิทยาทิ้ง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้า เหล่าศิษย์เก่าที่เรียนจบไปหมาดๆ ทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ จึงกลับมารวมตัวกัน เพื่อปกป้องโรงเรียนของพวกเขาอีกครั้ง นำโดย ครูอุ๋ม (รัชวิน วงศ์วิริยะ) ศิษย์เก่ารุ่นพี่ที่กลับมาสอนชีววิทยา และ เต้ (ธนฉัตร ตุลยฉัตร) นักศึกษาจิตรกรรมปี 1 ผู้เป็นหัวโจกของผองเพื่อน ความทรงจำในวัยเรียน ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพและเสียงหัวเราะจึงหวนกลับคืนมา บรรยากาศเฉพาะของวัยมัธยม ไม่ว่าจะเป็นกินขนมในห้องเรียน เหล่หญิง โดดเรียน ลอกการบ้านเพื่อน แอบหลับ ท้าชก หลากหลายเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างเด็กสายวิทย์และสายศิลป์ ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะอย่างไร คำว่า เพื่อน ก็ยังจะคงอยู่ตลอดไป
Synopsis : Directed by Bundit Rittakol, the film centers to a high school that is going to be taken over by foreign investor , who plans to turn the whole school into a department store. When all the alumni heard this shocking news, they join in team and return to their school, where the old memories of laughter, love, and friendship are still around, to fight against the take over project and set the beloved school free.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/12/2009 04:25:00 PM
Power Kids : 5 หัวใจฮีโร่
จริงๆแล้ว วันนี้เราตั้งใจจะมาดูเรื่องDragonball แต่ที่โรง เมเจอร์ บางกะปิ มีฉายแต่ระบบ ดิจิตอล ซึ่งเราไม่ค่อยปิ๊งกับระบบดิจิตอลของที่นี่ เราว่ามันไม่แจ่มเหมือนของ SF อ่ะ ตกลงเราเลยกะว่าจะไปดูที่ SF ดีกว่า แต่ว่าไหนๆเราก็มาถึงที่นี่แล้วเราก็คิดว่า มาดูที่นี่ซักเรื่องก็คงดี สายตาเราเหลือบไปดูที่ตารางฉาย โอ้โฮ มีหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้ดูเลยนะเนี่ย เอาวะ เรื่องนี้แหละ ฉายมานานแล้ว สงสัยอีกไม่นานคงจะออก รีบดูดีกว่าเดี๋ยวไม่ได้ดู
ใจจริงลึกๆแล้ว เราไม่อยากดูเท่าไหร่หรอกเรื่องนี้ สารภาพตามตรงเราผิดหวังกับทุกเรื่องที่ลูกเสี่ยเจียงแสดง แสดงไม่เก่งเลย เนื้อเรื่องที่เคยดูมา ไม่เคยมีเรื่องไหนที่สนุก น้องเค้าเราว่าไม่เหมาะกับการแสดงนะ เล่นได้แข็งมาก เราว่าน่าไปเป็นสตั๊นท์อ่ะ เพราะเป็นคนตัวหนามากๆ แต่ยังไงๆเราก็มานั่งอยู่ในโรงแล้ว ดูซิว่า เรื่องนี้น้องเค้ายังทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นหรือเปล่า
หนังเปิดตัวที่ค่ายมวย มีอรุณ ภาวิไล แสดงด้วย ตลกดี เด็กๆที่เล่น หน้าตาและรูปร่าง แปลกประหลาด นี่ถ้าไม่มีฝีมือทางเตะต่อย คงไม่สามารถไปแสดงหนังเรื่องอื่นได้ โชคดีที่เรื่องนี้เป็นหนังบู๊เด็ก เลยมีโอกาสเกิด อ ที่ประทับใจที่สุดนาจะเป็น ลูกของหม่ำ แสดงด้วย เพราะว่า หน้าตาเหมือนหม่ำมากกกกๆๆๆๆๆ แต่ผมดกกว่าเท่านั้นเอง 5555
หนังโชว์คิวบู๊สุดชีวิต แต่ก็ยังดีกว่า หนังบู๊ของค่ายนี้เรื่องอื่นๆที่เนื้อเรื่องยังมีให้ดูมั่ง ไม่ใช่มาถึงก็เตะต่อยกันอย่างเดียว เรื่องนี้ ดูสมเหตุสมผลในแง่ของการช่วยชีวิตน้องชายโดยต้องไปเอาหัวใจมาเปลี่ยนให้ทันเวลา เออ ค่อยดูน่าลุ้นหน่อย บอกตรงๆว่า คิวบู๊ยังไม่ค่อยน่าประทับใจ ดูแล้วหลอกๆยังไงก็ไม่รู้
สรุป รวมๆ เรื่องนี้ เราชอบอยู่สองคนคือ อรุณ กับ ลูกหม่ำ ซึ่งเล่นแข็งแต่น่ารักอ่ะ ตลกดี เราว่าใครเห็นก็คงชอบ เพราะหน้าตาตลกเหมือนพ่อ แต่ไม่หยาบคายเท่า อย่างอื่นก็งั้นๆ โดยภาพรวม เราว่าสอบผ่านพอดี ไม่ได้ดีเด่เท่าไหร่ ไม่ได้ดูก็ไม่เสียดาย ดุแล้วเฉยๆ ถมหนังสั้นมากๆ เราใช้เวลาดูทั้งหมด รวมโฆษณาแล้ว แค่ ชั่วโมงเศษๆ ไม่คุ้มค่าเงินเลย ยังงี้เราว่าน่าจะได้ซัก 5.5 ตามมาตรฐานของเรานะ
เนื้อเรื่องย่อ : ณ บ้านมวยแห่งหนึ่ง ครูเล็ก (อรุณ ภาวิไล) สอนแม่ไม้มวยไทยให้เด็กๆ ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ซึ่งเด็กนักสู้อย่าง วุธ (นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์) แคท (ศษิสา จินดามณี) และ ป๋อง (เพทาย วงษ์คำเหลา) มีหน้าที่ต้องดูแล วุ้น (ดรันต์ ตันติวิชิตเวช) น้องชายสุดที่รักของ วุธ ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจ โดยมี จิ๊บ (นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) สาวห้าวคู่กัดของ ป๋อง คอยเป็นเพื่อนเล่นอีกคน วิถีชีวิตของพวกเขาเป็นไปตามปกติสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กน้อยตัวเล็กใจใหญ่ทั้ง 5 คนต้องต่อสู้กับเหล่าอันธพาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้โรคหัวใจของ วุ้น กำเริบ จนจำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นการด่วน เด็กๆ จำต้องเข้าบุกยึดโรงพยาบาลของ เปดา (จอห์นนี เหงียน) ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติระดับพระกาฬ การต่อกรอันดุเดือดของเหล่าฮีโร่ตัวน้อยหัวใจเกินร้อย กับผู้ก่อการร้ายใจทมิฬ เพื่อช่วยเหลือทั้งน้องชายและประเทศชาติไปพร้อมๆ กันจึงปะทุขึ้น มิตรภาพแห่งผองเพื่อน พลังใจที่หาญกล้า และหัวใจที่ยิ่งใหญ่แกร่งเกินตัวของ 5 เล็กพริกขี้หนูกลุ่มนี้เท่านั้น... ที่จะเอาชนะการต่อสู้ครั้งนี้ได้
Synopsis : Power Kids circles around 5 kids; Wut, Kat, Pong, Woon and Jib, who grow up in a martial art school. Their ordinary life twists when they fight a rowdy gang and it causes Jib's heart disease to relapse. Jib urgently needs to get heart transplant at a hospital, and the kids unexpectedly are involved in a lethal circumstance when ruthless terrorists are occupying the hospital. So, time for hero begins when the kids decide to strike back to protect their friends and the country. With friendship, courage, and the heart that is larger than their size, the kids want the victory.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Wednesday, March 11, 2009,3/11/2009 06:20:00 AM
Luang Pee Kub Phee Ka Noon: หลวงพี่กับผีขนุน
ตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังห่วยแตก แบบที่เคยดูหนังผีไทยเรื่องที่แล้วมา ( บ้านผีปอบ) ยังเข็ดไม่หาย แต่ที่ไหนได้ เรื่องนี้ ดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลยในแง่ของเนื้อเรื่อง มุมกล้อง และการแสดง
ปกติ เราไม่ค่อยชอบหม่ำ เพราะพูดจาหยาบคายมาก แต่เรื่องนี้ มีหม่ำนิดเดียว เลยไม่ค่อยเห็นหม่ำพูดเท่าไหร่ เรื่องนี้เลยพอทน เพราะบทเด่นไปอยู่ที่ ทศ หมดเลย เราว่าเล่นได้ซัก 90% ของเรื่องเห็นจะได้ ที่เหลือคนอื่นก็มาแจมด้วยนิดๆหน่อยๆ พอให้คนดูไม่อ๊วกเพราะเบื่อขี้หน้าอีตานี่เต็มที
เนื้อเรื่องค่อนข้างน้ำเน่าไปหน่อย ชื่อเรื่องว่าไง เนื้อเรื่องก็เป็นไปตามนั้น ผีหวงขนุนอ่ะ ใครกินขุนผีจะออกมาหลอก ไม่รู้คิดได้ไง แต่ตลกตอนผีหลอก ที่เรื่องนี้ ไม่มีการวิ่งลงตุ่ม แต่ย้ายไปหลบในส้วมแทน ตอนจบก็พูดขอร้องผีดีดี เออ ผีก็ยอมไปผุดไปเกิดแฮะ ว่าง่ายจัง
สรุป ดูแล้วไม่ต้องคิดมาก เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจที่แย่มากๆอย่างช่วงนี้ มุขตลกพอให้มีหัวเราะบ้างเป็นครั้วคราว ไม่ได้หัวเราะก๊าก แค่อมยิ้ม นางเอกใหม่สวยดี แต่พระเอก อุบาทว์ไปหน่อย ถ้าจะไม่ชอบก้ตรงเอาพระมาล้อเลียนมากไปหน่อย แล้วก็เวลาพระมองสีกา ไม่ค่อยสำรวมเลย แต่ก็อย่างว่า สีกาเรื่องนี้ ก็แต่งตัวหวือหวามาก ใครมันจะไปทนไหว เฮ้อ เราให้ 7.0 ละกัน
เนื้อเรื่องย่อ : เสือ (ทศ 108 มงกุฎ) เซลล์แมนขายเครื่องกรองน้ำจอมกะล่อน ที่ไม่ว่าเด็ก-สตรี-หญิงมีครรค์หรือคนชราก็ต้มตุ๋นเค้าไม่เลือกหน้า ร้อนถึงมือปราบหน้าเหลี่ยมจอมกวนอย่าง จ่าคงเดช (หม่ำ จ๊กมก) ต้องออกตามล่าหัวไม่เว้นแต่ละวัน แต่จอมแสบลื่นเป็นปลาไหลอย่างไอ้เสือ มีหรือที่จะยอมให้จับง่ายๆ ว่าแล้วก็เบนเข็มไปบวชตามความต้องการของแม่ให้มันรู้แล้วรู้รอด พร้อมขอเสนอที่ยั่วน้ำลายว่า “ถ้าไปบวชให้แม่แล้วเอ็งจะได้เบียดกับสาวหมวยขาวเอ็กซ์ที่แม่จัดให้” ว่าแล้วไอ้เสือก็โกนหัวบวชกลายเป็น “พระเสือ” แบบไม่ทันตั้งตัว เห็นทีงานนี้ “เสือซ่อนเล็บ” ต้อง “สิ้นลาย” เมื่อพระเสือต้องเรียนรู้โลกใหม่ที่แตกต่างอย่างสุดโต่ง กลางวันถูกทดสอบด้วยพระธรรมพร้อมเรื่องวุ่นๆ ของชาวบ้าน หนำซ้ำยังต้องโดนทดสอบจิตใจจากสิ่ง (ไม่มีชีวิต) ที่ชาวบ้านพร้อมใจเรียกว่า “ผีขนุน” (ไม่ใช่ผู้หญิงสวยเอ็กซ์ เซ็กซี่อย่างว่านะ แต่เป็นป้าแก่ๆ เจ้าของเงินกู้ที่แสบซ่าจนโดนลูกขนุนยักษ์หล่นทับหัวตายต่างหาก) คราวนี้เห็นทีว่า “โจรชั้นครู” จะหนี “จ่าชั้นเทพ” มาเจอะ “ผีชั้นเซียน” ที่จะทำให้คุณเจอะความน่ารักของศาสนาที่ยังไม่เคยเห็น และขำขันไปกับปะทะกันของ “หลวงพี่VSผีขนุน” แค่คิดก็หนาวแล้ว บรู๊ววววววววว....
Synopsis : Tiger, a sophisticated swindler is in trouble when he's being chased by a venturesome, Agent Kongdaj. Tired of running away and convinced by his mother, Tiger hurriedly abandons his trickster status and turns into a new monk. But being a monk is not that easy, Tiger must learn many religious lessons as well as handle a chill that can make his hair stands on end when a mischievous ghost of an old woman wakes up from her coffin and starts to haunting people around the temple.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/11/2009 05:59:00 AM
Bolt : โบลท์ ซูเปอร์โฮ่ง หัวใจเต็มร้อย
สำหรับเรื่องนี้เราดั้นด้นมาดูถึง Esplanade เชียวนะ เหตุผลก็มีนิดเดียว คือ โรงอื่นๆส่วนใหญ่ เป็นพากษ์ไทยหมดมีโรงนี้กับอีกไม่กี่โรงที่พูดภาษาอังกฤษ อย่างที่เคยบอกไปไงว่า สำหรับเราแล้ว การดูหนังซาวแทรกเป็นการฟื้นฟูภาษาอังกฤษสำหรับเราให้แข็งแรงยิ่งๆขึ้นไป ไหนๆเราจะต้องเสียตังค์ทั้งที ก็ขอให้ได้อะไรกลับมามากกว่าความเพลิดเพลินหน่อยเหอะ 5555
หนังภาพสวยตามคาด แต่เรื่องนี้ มีเด่นตรงการเคลื่นไหวของตัวละครแต่ละตัวที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมาโบลท์พระเอก ที่เหมือนหมามากๆๆๆ ( อ้าวก็มันเป็นหมา คงไม่เหมือนแมวไปได้หรอก) ที่อยากให้คะแนนเต็มคือ นกพิราบ เวลาพูด หัวมันกะดุ๊กกะดิ๊ก เหมือนนกของจริงๆๆเลยเชียว ดูแล้วได้ความรู้สึก
ส่วนเนื้อเรื่อง เราว่า ก็ดีนะ แต่ก็ไม่ค่อยโดนใจเราเท่าไหร่ เราว่ามันเรื่อยๆไปหน่อยไม่ค่อยหวือหวา ดูแล้วเดาได้ตลอดเรื่องเหมาะสำหรัยเด็กๆ และคนที่ไม่คิดมาก ดูจบแล้วก็แล้วกันไม่มีอะไรกลับมานอนให้คิดซ้ำ นอกจากประทับใจเรื่องการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนที่สมจริงจนเหลือเชื่อ
สรุป รวมๆ ก็โอเค ไม่ได้ผิดหวังแต่ก็ไม่ได้สมหวังอะไรมากมายอย่างที่คาดเอาไว้ ไม่ค่อยสมกับตอนที่ดูโฆษณา ตอนนั้นยังคิดว่า น่าจะมีอะไรในกอไผ่มากกว่านี้ หนังดูได้ไม่มีพิษภัย หรือคำหยาบ รวมๆเราให้ 7.2

เนื้อเรื่องย่อ : สำหรับซุปเปอร์หมา Bolt (ให้เสียงโดย จอห์น ทราโวลต้า) ทุกวันของมันเต็มไปด้วย การผจญภัย อันตรายและสิ่งที่น่าสนใจ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกกอง แต่วันนึงเมื่อ ดารา(หมา)สุดฮิตของรายการทีวี เกิดอุบัติเหตุระหว่างขนส่งทำให้หมาฮอลลีวูดอย่างมันไปโผล่ที่นิวยอร์ค การผจญภัยครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น เจ้า Bolt ต้องเดินทางข้ามประเทศ ผจญภัยไปในโลกแห่งควมจริงเพื่อกลับไปหา เพนนี(ให้เสียงโดย ไมลีย์ เรย์ ไซรัส) เจ้าของที่แท้จริงของมัน ซึ่งเธอก็เป็นดาราแสดงหนังร่วมกับมันด้วย โดยระหว่างทางมันก็ได้เจอกับแมวน่าเบื่อที่ถูกทิ้งอย่างเจ้า Mittens(ให้เสียงโดย ซูซี่ เอสแมน) และ Rhino(ให้เสียงโดย มาร์ค วอลตัน) หนูแฮมสเตอร์ในบอลพลาสติค ที่หลงไหลการดูทีวีอย่างมาก ถึงแม้ว่าทั้ง 3 จะไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่นัก แต่ทว่าพวกมันก็เดินทางไปด้วยกัน ซึ่งทำให้ Bolt ค้นพบว่า มันไม่ได้ต้องการพลังพิเศษเพื่อที่จะเป็นฮีโร่
Synopsis :For super-dog Bolt (voice of John Travolta), every day is filled with adventure, danger and intrigue - at least until the cameras stop rolling. When the star of a hit TV show is accidentally shipped from his Hollywood soundstage to New York City, he begins his biggest adventure yet - a cross-country journey through the real world to get back to his owner and co-star Penny (voice of Miley Cyrus). Armed only with the delusions that all his amazing feats and powers are real, and with the help of two unlikely traveling companions: a jaded, abandoned housecat named Mittens (voice of Susie Essman) and a TV-obsessed hamster in a plastic ball named Rhino (voice of Mark Walton), Bolt discovers he doesn't need superpowers to be a hero.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Tuesday, March 10, 2009,3/10/2009 03:41:00 AM
ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว : Best in Time
จำไม่ได้แล้วว่าเสียน้ำตาให้หนังไทยเรื่องสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่อยากบอกว่า เรื่องนี้ เป็นหนังไทยในดวงใจของเราอีกเรื่องเลย ท้งๆที่ตอนแรก เรามองว่าเป็นหนังแบบ ยังไงดีอ่ะ เกรดบี แต่ที่ไหนได้ทั้งดารา และมุมกล้อง ทั้งเนื้อเรื่อง โดนใจเราสุดๆ มีความรู้สึกว่า เหมือนดูหนังญี่ปุ่นอยู่เลย ( ความซึ้งนะ ไม่ใช่ความอาโนเนะ5555 )
เรามาดูหนังเรื่องนี้ หลังจากหนังเข้าไปแล้วหลายวัน เพราะไม่เคยนึกว่าหนังจะดีขนาดนี้ เชื่อมั๊ยว่าพอหนังจบ เรากำลังสองจิตวองใจว่า จะไปซื้อตั๋วมาดูอีกรอบเดี๋ยวนั้นเลย ดีมั๊ยเนี่ย ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ไม่เคยเกิดกับเราในการดูหนังไทยเรื่องไหนมาก่อนเลย ( อย่าหวังว่าหนังไทยเรื่องไหนจะทำให้เราเกิดความรู้สึกอย่างนี้ได้ ขอบอกเลยว่าไม่เคย )
ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งดู ในใจเราอิ่มตลอดเลย เราชอบบท และ ตัวแสดงของคู่ ป้าสมพิศกับลุงจำรัส ที่สุดเลย ซึ้งทุกฉากที่ได้เห็น น่ารักมากๆๆๆๆๆ ทุกฉาก ขอย้ำว่า ทุกฉาก ยิ่งตอนหลังๆ เห็นคู่นี้ทีไร น้ำตาไหลทุกที ศันสนีย์ แสดงเก่งมากๆ ทั้งสีหน้า แววตา โดยเฉพาะอย่างยื่งน้ำเสียง สุดยอด ทำให้อยากดูหนังของเธออีก ไม่รู้เบื่อ
ลุงจำรัส เราจำไม่ได้ว่าเคยเห็ยแกแสดงเรื่องอะไรบ้าง แต่ก็แสดงดีพอใช้ อาจดูแข็งไปนิด แต่ก็โอเค คำพูดของลุงแกแต่ละฉากแต่ละคำ โดนใจเราสุดๆเหมือนกัน ฉากจบก็น่ารัก ถึงแม้จะทำร้ายจิตใจคนดูเล็กน้อยแต่ก็โอเค ชอบๆๆๆๆ
คู่ อารักษ์ กับ ญารินดา ก็น่ารัก เหมือนกัน แต่เรื่องนี้นางเอกตัวสูงไปนิด เลยดูตัวยาวมากเลย แต่หน้าตาก็สวยดี ส่วนพระเอก ของเรื่อง ทำไมไม่ตัดผมทรงนี้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ไม่รู้ ทรงนี้ ดูดีกว่าตอนทำผมยาวตั้งร้อยเท่า เราเห็นแล้วยังอยากตัดทรงนี้เลย ดูดีจะตายไป คำพูดในหนังเรื่องนี้ เราว่าหลายอันเลยที่น่าจดจำ เอาเป็นว่าเราตั้งใจไว้ว่าจะไปดูอีกเป้ฯรอบสองเร็วๆนี้แหละ ก่อนหนังออก อาจเปลี่ยนโรงกลัวคนขายตั๋วจำได้ 5555
สรุป ชอบมากๆเป็นหนังในดวงใจ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง คำพูดดีดี บทพูด ดารา มุมกล้อง ทุกอย่างลงตัวหมด ถ้าไม่นับฝีมือการแสดงที่อาจแข็งไปบ้าง แต่ก็ให้อภัย เพราะตัวละครน่ารัก เราให้ 9.5 เลย สำหรับเรื่องนี้ สุดยอด
เนื้อเรื่องย่อ : ว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ที่มีความจำสั้นเพียง 3 วินาที ว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ไม่มีความรัก เพราะเพียงแค่มันว่ายจากขอบโถด้านหนึ่งถึงขอบโถอีกด้านหนึ่ง มันก็จำหน้าปลาสาวที่เพิ่งบอกรักไม่ได้เสียแล้ว แต่เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ และแม้จะรู้ว่ายิ่งจำยิ่งเจ็บ เราก็ยังเลือกที่จะต่อสู้เพื่อมีรักอันยาวนาน เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ) กลับมาพบกับ ฝ้าย (ญารินดา บุนนาค) รักครั้งแรกของเขาอีกครั้ง เมื่อเธอพาหมามารักษาที่คลินิกของเขา หลายปีที่ไม่ได้เจอกัน เก่งรู้เพียงว่าฝ้ายแต่งงานไปกับเพื่อนสนิทของเขาและทั้งคู่เพิ่งจะหย่ากัน เก่งลังเลที่จะเริ่มต้นใหม่กับรักครั้งเก่า เขาพยายามตัดใจด้วยการแกล้งทำเป็นไม่เคยรู้จักเธอ เพราะเธอเองก็จำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ในขณะที่ ป้าสมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) กับ ลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์) เป็นคู่รักที่พบกันในชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุ ลุงขับรถจากสวนที่ชุมพรมาเรียนกับป้าที่กรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ เพียงเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันครั้งละสามชั่วโมง นั่นเพราะลูกของป้าไม่เห็นด้วยที่แม่ริมีรักใหม่ในวัยนี้ ทันทีที่รู้ว่าครอบครัวจะย้ายไปเมืองนอก ป้าตัดสินใจฮึดหนีลูกไปหาลุงที่ชุมพร โดยที่ไม่รู้ว่าวันและวัยเป็นอีกแรงที่กำลังพรากทั้งคู่ออกจากกัน
Synopsis : It is said that goldenfish's memory only last for 3 seconds. Just when it swims from one side to another side in it's bowl, it begins to forget what just happened.Because human isn't the same creature as goldenfish, we apparently don't forget things that fast, especially, the one we love. Just like Keng, who comes across his first love, Fai, when she takes her dog to his clinic. Keng knows that Fai married his best friend years ago, but now she divorced. This time, Keng hesitates to start over his relationship with Fai, pretending that he hasn't known her. It seems to work when Fai indeed couldn't remember Keng.But sometimes when we want to remember something, we forget. Just like aunt Sompit and uncle Jamrat, who met at computer club for elderly. Every sunday, uncle Jamrat drives from Chumporn to Bangkok, just to be with aunt Sompit for 3 hours each week. Their love stumbles over an obstacle when aunt Sompit's family disagree to let their mother having new love in her golden age. When her family is going to settle down in another country, aunt Sompit hurriedly flees to Chumporn to be with uncle Jamrat. They don't even realise that day and age become the major factor that could take them apart.Because we're not goldenfish, we don't easily forget love.The more we remember, the more we hurt, we still keep struggling for long lasting love.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/10/2009 03:38:00 AM
Waiter : เสิร์ฟความตายให้หายอิ่ม
ออกจากโรงสองเสร็จก้มาต่อโรงหนึ่ง โดยไม่ต้องเข้าห้องน้ำแต่อย่างใดเพราะไม่ปวด ( เลยไม่รู้จะเข้าไปทำไม 5555) ปรากฏว่า หนังเริ่มฉายไปแล้วนิดหน่อย
เรานั่งดูด้วยความหวังนะว่า จะมีมุขตลกแรงๆ เหมือนคำโปรยหน้าโรง ที่บอกว่า มุขลึกมาก ดูไปประมาณ 5 นาทีถึงจะนึกออกว่า มุขนั้นตลก นี่ก็เลยมา วันนึงแล้วเรามานั่งนึกดู ยังนึกไม่ออกเลยว่า ตอนไหนตลก
จริงอยู่ ดาราที่แสดงหน้าตาย แต่ก็ไม่เห็นจะตลกเลยหรือว่ามุขมันลึกเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังขึ้นมาไม่ถึงคอหอยเรา เราเลยยังไม่ขำสักกะติ๊ด
ตลอดเวลาที่ดู เราแทบไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของคนดูเลยนะ คนดูก็ไม่น้อยนะ ประมาณ 20 คนเห็นจะได้ ปรากฏว่า เงียบ พอหนังจบ ทุกคนก็ค่อยๆทยอยเดินออก โดยปราศจากเสียงพูดคุยใดๆ
สรุป ค่อนข้างผิดหวัง กับหนัง ฮอลแลนด์ เรื่องนี้ สงสัยโดนใจชาวยุโรป แต่ไม่โดนใจคนไทยอย่างเรา มุขไม่โดนอ่ะ บอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่นี่นา เพราะพระเอกในเรื่องมีกิ๊กตั้งหลายคน เหมือนคนไทยเลย 555 สรุปคือ ไม่โดนอ่ะ เราให้ 5.3
เรื่องย่อ : เอ็ดการ์ (อเล็กซ์ ฟอน วาร์เมอร์ดาม) เหนื่อยหน่ายกับการเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของภรรยาจอมบงการ และเพื่อนบ้านที่เอะอะครึกโครม เขาทำงานเป็นบริกรที่ภัตตาคารชื่อ เดอะ เวสต์ แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องน่าเบื่อเดิมๆ เขาต้องทนต่อความจู้จี้จุกจิกอย่างร้ายกาจของลูกค้า เอ็ดการ์ จึงขอให้ เฮอร์แมน (มาร์ก รีตแมน) นักเขียนที่รับหน้าที่เขียนชีวประวัติอันขมขื่นของเขา เขียนเรื่องราวชีวิตของเขาเสียใหม่ ไม่เอาลูกค้าที่รับมือยากอีกต่อไป ไม่เอาภรรยาอีกต่อไป เอ็ดการ์ ต้องการชีวิตใหม่ แฟนสาวคนใหม่ และเพื่อนบ้านใหม่
Synopsis : A virtual human punching bag for his demanding wife and boisterous neighbors, Edgar (Alex van Warmerdam) waits tables at a restaurant known as The West. But work offers no escape from the draining demands of his everyday life, because Edgar's customers are just as unrepentantly abusive as his friends and family. Edgar literally demands Herman (Mark Reitman), the author who writes his life story to rewrite it. No more difficult customers. No more wife. He wants a new girlfriend. He wants new neighbors.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/10/2009 03:35:00 AM
The Class : เดอะ คลาส ขอบคุณค่ะคุณครู
เรื่องนี้เข้าโรงเฮ้าส์มาหลายสัปดาห์แล้ว แต่จนแล้วจนรอด เราก็ไม่ได้มาดูซักที จนกระทั่งวันนี้แหละ จริงๆแล้วเราตั้งใจมาดูเรื่อง The Waiter มากกว่า เพราะเห็นเค้าโฆษณาว่า หนังตลกลึกอะไรเทือกนี้ เลยยิ่งทำให้อยากดูเข้าไปใหญ่
ยังไงก็แล้วแต่ เราก็เผลอจ่ายเงินไปแล้ว 200 บาท สำหรับหนังสองเรื่อง คือเรื่องนี้ กับ The Waiter แต่เราดูเรื่องนี้ก่อน แต่น้องคนขายตั๋วบอกว่า เวลามันจะฉิวเฉียดมากๆเลย อาจจะพลาดตอนต้นไปนิดนึงนะ เค้าบอกอย่างนั้น แต่เราอยากดูนี่ ก็เลยตกลง
เปิดฉากมา เรื่องนี้ ( The Class ) ก็เพิ่งรู้ว่า เป็นหนังฝรั่งเศส อารามดีใจ เพราะเราชอบหนังฝรั่งเศสอยู่แล้วจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หนังฝรั่งเศสมักจะทำให้เราสงหวังอยู่เสมอ ไม่ค่อยผิดหวัง
เรื่องนี้ก็เช่นกัน ดูไม่นานก็รู้แล้วว่าหนังดี เป็นหนังแสดงถึงชีวิตครูคนหนึ่งในโรงเรียน ที่นักเรียนห้องนี้ ไม่รู้จะเรียกยังไงดี เอาเป็นว่า สุภาพหน่อยก็เรียกว่า เหลือขอก็แล้วกัน ( ใจจริงอยากเรียกหยาบกว่านี้ แต่ไม่อยากเสียนิสัย ไม่เอาดีกว่า) เราว่า นักเรียนห้องนี้เป็นเด็กมีปัญหา โอ้โห เถียงครูคอเป็นเอ็น ไม่ตกฟากเลย เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น ครูก็ใจเย็นโคตรๆ อดทน จนที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องระเบิดออกมา สะใจเราจริงๆเลย แต่พวกเด็กก็ไม่ลดราวาศอก ยิ่งเอาหนักเข้าไปอีก แต่ตอนจบก็แฮปปี้เอนดิ้งดี อย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราว่า หนังค่อนข้างหนัก ยิ่งฉากที่ครูสอนเด็กแล้วเด็กเถียงดูแล้วสงสารครูมากๆ แล้วทุกคนก็แสดงเหมือนไม่ได้แสดงเลย เพราะดูลื่นไหลต่อเนื่อง แทบไม่มีการตัดภาพเลย อย่างกับดูรายการสารคดี การสอนหนังสือหรืออะไรซักอย่างดูจริงจังมากๆ ครูก็แสดงเป็นธรรมชาติ อย่างกับครูจริงๆ นักเรียน ก็โคตรเฮี้ยว ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เราเองไม่เคยก้าวร้าวกับคุณครูของเราขนาดนี้ ไม่เคยเห็นนักเรียนแบบนี้ด้วย เด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร ใครผู้ใหญ่ใครเด็ก พูดไปทำไมมี วัฒนธรรมเค้าคงเป็นอย่างนั้นเอง
สรุป ชอบนะ ถ้าไม่ติดตรงเครียดไปนิดนึง หนังดีมากๆ สะท้อนปัญหาของการเรียนการสอนในโรงเรียนของฝรั่งเศส ว่า มาตรการในการปกครองเด็ก หรือการคัดเลือกเด็กที่มาเรียน ค่อนข้างเปิดกว้างมากจนเหมือนหย่อนยาน มีทั้งเด็กจีนที่พ่อแม่หนีมาอยู่ฝรั่งเศสจนต้องถูกส่งกลับ เป็นต้น ครูที่แสดงมีความอดทนสูงปรี๊ด มีความเมตตาล้นเหลือจนดูน่าสงสารเพราะถูกนักเรียนจับกลุ่ม แอนตี้ จนแทบสอนไม่ได้ รวมๆแล้วก็ชอบนะ แต่ให้ดูอีกที คงต้องรอเวลาผ่านไปซัก สองสามเดือน ดูบ่อยๆไม่ไหวเครียดตายเลย เราให้ 8.2
เรื่องย่อ :ฟรองซัวส์ (ฟรองซัวส์ เบกอโด) คือครูหนุ่มที่ต้องคอยดูแลชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ที่มาจากพื้นเพแตกต่างหลากหลาย การที่เขามีอายุมากกว่าและอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเหนือกว่า ทำให้เหล่านักเรียนท้าทายทดสอบเขาหลายต่อหลายครั้ง ในการประชุมของเหล่าครูอาจารย์ ฟรองซัวส์ ต่อสู้สุดตัวกับพวกผู้ใหญ่ที่ดูจะไม่แยแสต่อเด็กนักเรียนเลย ส่วนในชั้นเรียน บางครั้งเด็กๆ ก็ตีความความเมตตา ความพยายามที่จะเข้าอกเข้าใจเด็กๆของเขา ผิดไป ทำให้เขาต้องมีปากเสียงกับเด็กที่เขาต้องการจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ยิ่งปีการศึกษาดำเนินไป ความเคร่งเครียดก็เพิ่มมากขึ้น จน ฟรองซัวส์ ต้องมายืนอยู่ในจุดที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนเลย
Synopsis : Francois (Francois Begaudeau), an open-minded teacher in charge of a classroom of youngsters from a wide variety of backgrounds. Of course, the mere fact that he's older and in a position of authority causes his students to challenge him on many occasions. In the teacher conferences, Francois butts heads with the harsher adults who don't appear to have any sympathy for their students. In class, his attempts to be lenient and understanding are somehow misinterpreted and he finds himself arguing with the kids that he so clearly wants to help. As the school year progresses, tensions rise, until Francois finds himself in a position he never imagined he'd be in.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Saturday, March 7, 2009,3/07/2009 04:04:00 AM
Watchmen : ศึกซูเปอร์ฮีโร่พันธุ์มหากาฬ
เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบ ตอนนี้กำลังสับสนตัวเองอยู่ว่า เราดูหนังไม่เป็น หรือ เราโง่ กันแน่ ที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยเข้าใจ ทั้งๆที่ตอนก่อนเข้าไปดูนี่ อารมณ์ดีใจลิงโลดสุดๆ เพราะอยากดูหนังแนว ฮีโร่ มานานมากแล้ว แต่หลังๆไม่มีให้ดูเลย
เราไปดูเรื่องนี้ที่ SF บางกะปิ โรงที่ดูเป็นโรงใหญ่ซะด้วย แต่มีคนตีตั๋วดูแค่ไม่ถึง 30 คน ดูโหรงเหรงไปเลย ทั้งๆที่ทั้งโรงคำนวณดูแล้วน่าจะจุได้มากกว่า 300 คน เกิดความสงสารโรงหนังอีกแล้ว เฮ้อ
โรงนี้โฆษณาไม่นานก็เริ่มฉาย ดูไปแป๊บหนึ่งเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนอย่างไม่ทราบสาเหตุ วิเคราะห์ดูคิดว่า น่าจะเกิดจาก เนื้อเรื่องหนัง ที่เราว่า น่าจะออกแนวปรัชญา จนคนที่ไม่ค่อยจะอินกับหนังแนวนี้ทำใจรับไม่ค่อยได้ ความร็สึกเกิดขึ้นพล่ให้นึกไปถึงหนังเรื่อง แม็ททริกซ์ ไม่ใช่หนังไม่ดีนะ อุตส่าห์ลงทุนสูงขนาดนี้ ก็น่าจะดีอยู่หรอกเพียงแต่ไม่ใช่แนวเราก็เท่านั้นเองหนังฉากสวยดี แนวย้อนยุคไปสมัยก่อน แต่ดารานี่สิ แต่งหน้าแต่งตาอุบาทว์ อย่างประธานาธิบดี นิกสัน แต่งหน้าซะอย่างกับการ์ตูน ทำจมูกซะเบ้อเร่อ ดูแล้วสังเวชใจว่าใครมันจะไปมีจมูกทุเรศแบบนี้วะ อย่างอื่นก็ดี โดยเฉพาะเครื่องจักรบนดาวอังคารนั่น ดูแล้วอลังดีมากๆ
หนังค่อนข้างโหดร้ายทารุณคนดูทากๆ โดยเฉพาะฉากฆ่ากันนี่ สับเป็นสับ เลือดกระฉูดไม่บันยะบันยัง ขนาดเราเป็ฯคนดูหนังผี ยังรับไม่ค่อยจะได้ มิน่าตอนก่อนฉายถึงมีคำเตือนว่าอย่าให้เด็กต่ำกว่า 18 ปีเข้าดู นำความประหลาดใจมาสู่เราอย่างยิ่ง แทนที่จะติดป้ายไว้ที่ขายตั๋ว อย่างนี้แปลว่า เด็กๆที่ตีตั๋วแล้วต้องอาตั๋วไปคืนหรืออย่างไร ตอนขายไม่ยักบอก แต่ดันมาบอกตอนฉาย เออ เอาเข้าไปไทยแลนด์
หนังดำเนินเหมือนให้คนพูดเล่าเรื่อง แต่เสียงคนพูดนี่สิ ออกโทนต่ำ ฟังแล้วชวนง่วงตลอดเวลา แถมไม่ใช่ตัวละครเดียวซะด้วยที่ทำเสียงแบบนี้ มีตั้งสองตัว คือไอ้ตัวแก้ผ้าบ้าพลังสีฟ้านั่น แล้วก็ไอ้ตัวใส่หน้ากากกระสอบ ทั้งสองตัวพูดเสียงอยูในคอทั้งเรื่อง ฟังแล้วหงุดหงิด
เนื้อเรื่อง ถ้าคนที่ไม่ได้อ่านมาก่อน รับรองดูไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ใครเป็นอะไร ทำอะไร ใครดีใครเลวก็ไม่รู้ ดูไม่ออก อ้าวไอ้นี่ไปปล้ำเมียคนอื่นเค้า อ้าว แต่มนเป็นพวกพระเอกหรือเปล่า ตะกี้ยังคุยกันดีดี อ้าว นังคนนี้ไปเป็นลูกคนนั้น เรื่องยุ่งเหยิงยังกับด้ายพันกัน แถมพูดจาภาษานักปราชญ์อีก เลยไปกันใหญ่เลย
สรุป อยากรู้จังเลยว่า ตกลงหนังฮีโร่เดี๋ยวนี้ เป็นอะไรกันไปหมด มีแต่โหดๆ ไม่เหมือนแนว เอ็กซ์แมน ซุปเปอร์แมนเก่าเลย ที่สอนเรื่องทำดีทำชั่ว โดยไม่จำเป็นต้องให้เลือดสาดท่วมจอขนาดนี้ ดูแล้วจะทนกลั้นอาเจียนไม่ไหว ค่าที่มันใช้ฉากฆ่ากันฟุ่มเฟือยเกินเหตุ หนังก็ยาวเกินเหตุ ตั้งสามชั่วโมง ทรมานสายตาเราเป้นอย่างมาก อยากออก ตั้งแต่สองชั่วโมงกลั้นใจดูได้ จนจบนับว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว เรื่องนี้ ไม่ชอบสุดๆเลย เราให้แค่ 4.9

เนื้อเรื่องย่อ ณ ดินแดนอเมริกาปี 1985 ในโลกเสมือน ผู้ที่สวมชุดซูเปอร์ฮีโรอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่สวมเสื้อผ้าธรรมดา กลายเป็นภาพชินตาในชีวิตประจำวันของสังคม รอร์ชอก (แจ็กกี เอิร์ล ฮาลีย์) คือฮีโรใต้หน้ากากคนหนึ่ง เขากำลังตกอับแต่ยังคงมีใจมุ่งมั่น เมื่อหนึ่งในอดีตเพื่อนร่วมงานของเขาถูกฆ่าตาย รอร์ชอก ก็เริ่มต้นสืบสาวเรื่องราว จนพบว่ามีใครบางคนกำลังวางแผนกวาดล้างซูเปอร์ฮีโรทุกคน รวมทั้งที่เกษียณไปแล้วด้วย รอร์ชอก หันไปรื้อฟื้นการติดต่อกับเพื่อนพ้องผู้ร่วมอุดมการณ์ในการต่อสู้อาชญากรรม ซึ่งเป็นกลุ่มซูเปอร์ฮีโรที่ถอนตัวจากวงการไปแล้ว จากนั้น รอร์ชอก ก็เริ่มจะเห็นเงื่อนงำของการสมคบคิดในวงกว้าง ที่เชื่อมโยงทั้งอดีตของพวกเขาและความหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภารกิจของพวกเขาคือการเฝ้าดูมนุษยชาติ... แต่ใครกันละที่กำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่
Synopsis :In an alternate 1985 America, the costumed superheroes are part of the fabric of everyday society. When one of his former colleagues is murdered, the washed-up but no less determined masked vigilante Rorschach (Jackie Earle Haley) sets out to uncover a plot to kill and discredit all past and present superheroes. As he reconnects with his former crime-fighting legion - a ragtag group of retired superheroes, Rorschach glimpses a wide-ranging and disturbing conspiracy with links to their shared past and catastrophic consequences for the future. Their mission is to watch over humanity...but who is watching the Watchmen?

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Wednesday, March 4, 2009,3/04/2009 05:35:00 AM
The Wrestler : เดอะ เรสท์เลอร์ เพื่อเธอขอสู้ยิบตา
ตอนแรก ตั้งใจเอาไว้ว่าวันนี้ จะดูหนังซัก สามเรื่อง แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบก็เลยหมดแรงตามพระเอกในเรื่องไปด้วย สุดท้ยเลยได้ดูแค่เรื่องเดียว ไว้วันหลังค่อยมาเก็บอีกสองเรื่องที่ตั้งใจไว้
เราออกมาจากที่ทำงานแถวรัชดาภิเษก ก็ปาเข้าไป เกือบบ่ายสองแล้ว วันนี้รถก็ติดมากซะด้วย ไม่รู้ว่าจะติดอะไรกันนักหนา เตรียมใจไว้แล้วว่า สงสัยว่าจะไม่สามารถทำตามที่ตั้งใจเอาไว้ ( ซึ่งถ้าทำได้ตามโปรแกรมที่วางไว้จริงๆ เราคงต้องกลับบ้านประมาณ สี่ทุ่ม ไม่รู้จะหมดสภาพหรือเปล่า 5555 )
เรามาถึง สยาม ตอน บ่ายสองโมงครึ่ง ก็ถือว่าเร็วพอสมควรนะ แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะได้ดูหนังที่ ลิโด้ หนังเข้าฉายไปแล้ว เราเลยเปลี่ยนแผนมาดูที่ พารากอน แทน ตั๋วแพงไปนิดแต่นั่งสบายกว่าหน่อย โรงที่เราดูเป็นโรงที่ห้า เบาะหนัง ตั๋วราคา 160 บาท ถือว่าแพงเอาการอยู่เหมือนกัน ไม่ทันได้ซื้ออะไรกิน เพราะหนังกำลังจะฉายแล้ว
เปิดฉากมาก็เล่นเอาเราหัวหมุนเลย เป็นหนังที่ถ่ายทำแนวสารคดี หมายความว่า คนถ่ายจะถือกล้องเดินตาม สิ่งที่ตามมาคือ ภาพจะสั่นไหวมากกว่าปกติ ซึ่งเราเคยบอกแล้ว่ามันทำให้เราปวดหัวมั่กๆๆๆ ดูไปซักพักก็เริ่มมีอาการคลื่นไส้ เหมือนเมารถ ค่าที่หนังสั่นไหวตลอดเวลา แถมชอบซูมหน้าตัวแสดง แล้วเนื้อเรื่อง ก็เป็นแนวโหด มีทุ่ม มีมีดกรีด มีเลือดออกมามากมาย เห็นแล้วเหมือนได้กลิ่นเลือดโชยออกมา นับว่าแต่งหน้าได้เหมือนมาก ดูแล้วชวนอ๊วกดีแท้
หนังทั้งเรื่องแสดงให้เห็นถึง อาชีพนักมวยปล้ำของพระเอก เหมือนดู คนค้นคนอยู่ยังไงยังงั้นเลย ถ่ายให้ดูว่าวงการนี้เค้าทำงานกันยังไง เบื้องหลังชีวิตเหงาว้าเหว่ขนาดไหน ดูๆไปก็เศร้าแทน พระเอกชีวิตหนักมากอยู่คนเดียว ไม่มีใครเลย ไปหาลูกสาวก็โดนลูกสาวไล่ตะเพิดออกมาอย่างกับหมูหมา น่าสงสาร
เนื้อเรื่องน่าสนใจมากๆ เป็นการนำเอาชีวิตของนักมวนปล้ำมาตีแผ่ บางเรื่องเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เค้าทำกันแบบนี้ อย่างเช่น ตอนที่เอาหัวโขกเสานี่ จริงๆเลือดไม่ออก แต่เพื่อให้คนดูสะใจ ก็ต้องแอบพกใบมีดขึ้นเวทีด้วย เพื่อเอาไว้กรีดหน้าตัวเองให้เลือดออกเยอะๆ คนดูจะได้มันส์ ไม่น่าเชื่อว่า จะทำกันขนาดนี้
สรุป รวมๆเราชอบนะ แต่ให้ดูอีกทีก็ไม่เอาแล้ว เพราะว่าภาพมันสั่นมากเกินเหตุ เหมือนดูข่าว ดูแล้วเครียดมาก เป็นความสุข หรือ ความชอบบนพื้นฐานของความทรมานซึ่งเราไม่นิยมเท่าไหร่ ดาราที่เล่นก็เล่นเก่งโคตร จนเรานึกว่าตัวแสดงเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่าตัว มิกกี้ รูคเอง นี่ ไม่เหลือเค้าความหล่อเลย เหมือนนักมวยปล้ำหมดสภาพจริงๆ มาริสา เองจากที่เราปลื้มมากๆกับภาพใสๆ จากเรื่อง Only you เรื่องนี้เธอแสดงเป็น นักเต้นระบำจ้ำบ๊ะ หุ่นดีเหลือแสน ไม่เหลือเค้านางเอกใสๆเลย เพราะเธอเล่นเปิดเต้าให้เห็นอล่างฉ่างตลอดเรื่อง ดูแล้ว…. เอาเป็นว่า หนังดีจริงแหละ แต่ไม่ค่อยสเป๊กเท่าไหร่ เราเลยให้แค่ 8.2 เท่านั้น
เรื่องย่อ : แรนดี โรบินสัน หรือ เดอะ แรม (มิกกี โรร์ก) เป็นนักมวยปล้ำรุ่นใหญ่ ที่ผ่านพ้นช่วงเวลาที่โด่งดังที่สุดของเขามาแล้ว ตอนนี้เขาได้เพียงขึ้นเวทีเล็กๆ ที่ วีเอฟดับเบิลยู ฮอลล์ และทำงานพิเศษเป็นลูกจ้างที่ร้านขายของชำ อีกทั้งเขายังมีปัญหาด้านสุขภาพ บังคับให้เขาต้องอำลาวงการไปโดยปริยาย แรนดี พยายามประคับประคองชีวิตนอกสังเวียนของเขาให้ราบรื่น ด้วยการทำงานแบบเต็มเวลาที่ร้านขายของชำ พยายามคืนดีกับ สเตฟานี (อีวาน ราเชล วูด) ลูกสาวที่เขาทอดทิ้งไปในวัยเด็ก และพยายามสานความสัมพันธ์กับ แคสซิดี (มาริซา โทเม) สาวนักเต้นเปลื้องผ้าที่เขาหลงรัก นอกจากจะต้องดิ้นรนกับชีวิตใหม่แล้ว ยังมีคนยื่นข้อเสนอให้ แรนดี ขึ้นเวทีในศึกใหญ่ที่สาธารณชนจับตามอง นั่นคือเขาต้องประจันหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ไม่เขาเคยชนะอย่าง ดิ อยาโตลลาห์ (เออร์เนสต์ มิลเลอร์) ศึกอำลาเวทีครั้งนี้อาจทำให้ แรนดี จบอาชีพลงอย่างยิ่งใหญ่ก็เป็นได้
Synopsis : Randy 'The Ram' Robinson (Mickey Rourke) is an aging professional wrestler, decades past his prime, who now barely gets by working small wrestling shows in VFW halls and as a part-time grocery store employee. And then he faces health problems that may end his wrestling career for good.Randy attempts to come to terms with his life outside the ring: by working full time at the grocery store, trying to reconcile with Stephanie (Evan Rachel Wood) the daughter he abandoned in childhood and forming a closer bond with Cassidy (Marisa Tomei) a stripper he has romantic feelings for.He struggles with his new life and an offer of a high-profile rematch with his 1980s arch-nemesis, The Ayatollah (Ernest Miller), which may be his ticket back to stardom.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Tuesday, March 3, 2009,3/03/2009 05:25:00 AM
Outlander : ไวกิ้ง ปีศาจมังกรไฟ
เอาตั๋วฟรีที่ยังเหลือมานั่งดู โอยมีอีกหลายใบเลย แต่จะหมดอายุแล้ว เราต้องรีบเอามาใช้ที่ Sf บางกะปิ เอ แต่จะดูเรื่องอะไรดีน้า เปิดหนังสือพิมพ์ดูเท่านั้นแหละ เฮ้ย เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ดู เรื่องนั้นก็ยังไม่ได้ดู เยอะแยะไปหมด อย่ากระนั้นเลย ไปดูเรื่อง มังกรไฟน่าจะดี เพราะไม่ได้ดูหนังแนวนี้มานานแล้ว
คนโหรงเหรงเหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องนานๆ น่าสงสารโรงหนังว่ะ ตอนแรกเราว่าจะซื้อชุด ข้าวโพดคั่วเข้าไปกินด้วย แหม มีโปรโมชั่น ลด20 บาทเมื่อจ่ายด้วย SF Smart Purse อ้าว ของบริษัทเก่าเราเอง ต้องอุดหนุนกันหน่อย ไปซื้อ บูธแรก ดันไม่มีสีที่เราชอบ เลย เดินไปซื้ออีกบูธ ดันเครื่องรับการ์ดเจ๊งอีก สรุปเลยอดกิน
เข้าไปดูหนังดีกว่า หนังเปิดฉากมาก็ จรวดตกเลย เหตุการณ์เกิดที่ นอร์เวย์ ย้อนหลังไปเป็นพันปีเลย ปรากฏว่า พระเอกทำอีท่าไหนไม่รู้ ทำจรวดตก แล้วจับพลัดจับผลูไปอยู่กับพวกไวกิ้ง ไปๆมาๆ ก็มาช่วยกันฆ่าสัตว์ประหลาด ในที่สุด ทำสำเร็จ พระเอก็เลยได้เป้นหัวหน้าเผ่าไปตามระเบียบ
ดูก็รู้ว่า หนังพยายามสร้างทิ้งท้ายไว้เพื่อรอสร้างต่อภาคสอง แหม ก็สัตว์ประหลาด ถูกตัดมือขาด ตกจากน้ำตก ใครดูก็รู้ว่าไม่ตาย รอต่อภาคสองแหงๆ มุขนี้เจอมาเยอะแล้ว
หนังทำกราฟฟิคโอเคนะ มังกรดีไซด์แปลกดี ตัวมีเปลวไฟสีแดงวูบวาบด้วย ดูน่ากลัวดี พระเอกแสดงเก่ง คนนี้เป็นคนเดียวกับที่แสดง The Passion of the Christ ดูแล้ว น้ำตาไหลเป็นเผาเต่าเลยทีเดียว น่าสงสาร มาเรื่องนี้ ก็อีก เราว่า พระเอกคนนี้ ถ้ามีคนส่งบทดีดีให้ มีหวังได้ออสก้าแน่ๆเลย รับประกันได้
สรุป รวมๆ เราว่า โอเคนะ พอดี แนวหนังมันโดนด้วยไง นางเอกก็สวยเหมือนคนเอเชีย ทุกอย่างลงตัวหมด ยกเว้น ฉากจบ ที่อยากสร้างต่อภาคสองโจ่งแจ้งไปหน่อย เลยไม่ค่อยชอบ แต่เราว่า ดูโรง SF นี่ โอ เลยนะ เพราะเครื่องเสียงดีมากๆๆๆๆ ระบบเสียงสั่นสะเทือนสุดชีวิต มันส์จริงๆ เอาไปเลย 8.2
เนื้อเรื่องย่อ : ยานอวกาศลำหนึ่งตกลงมาในเขตประเทศนอร์เวย์ คริสตศักราชที่ 709 ในซากยานลำนั้น มีผู้รอดชีวิตชื่อ ไคแนน (จิม คาวีเซล) เขาเป็นนักรบจากต่างดาวผู้มาจากโลกที่ทันสมัยกว่าราวหนึ่งศตวรรษ นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารที่ไม่ได้รับเชิญอีกหนึ่งชีวิต นั่นคือ มัวร์เวน สัตว์ประหลาดจากนรกที่ทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ของ ไคแนน มาอยู่ก่อนแล้ว แต่ก่อนที่ ไคแนน จะได้จัดการกับสัตว์ประหลาด เขาก็ถูกจับตัวโดยชาวไวกิง ทุกคนรู้สึกข้องใจกับภูมิหลังของเขา แต่ ไคแนน กลับถูกชะตากับ เฟรยา (โซเฟีย ไมเลส) ลูกสาวของผู้สำเร็จราชการแทน ร็อธการ์ (จอห์น เฮิร์ต) จากนั้นความจริงเกี่ยวกับชะตาของครอบครัวของ ไคแนน และสาเหตุของความเป็นปรปักษ์กับ มัวร์เวน ก็เปิดเผยออกมา มัวร์เวน ทำร้าย ร็อธการ์ จนบาดเจ็บสาหัส เปิดโอกาสให้ วูลฟริก (แจ็ก ฮูสตัน) รัชทายาทผู้กระหายสงครามตั้งตัวเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง นอกจากนั้น มัวร์เวน ยังมาจับตัว เฟรยา ไป ทำให้ ไคแนน และเหล่านักรบไวกิงที่สมัครใจ ตัดสินใจออกไปจัดการกับ มัวร์เวน ด้วยเทคโลโนยีอันทันสมัยกว่าของ ไคแนน กับอาวุธยุคหินของเหล่าไวกิ้ง
Synopsis : A space craft crashes into the majestic fjords of ancient Norway and into the time of the Vikings. From the wreckage emerge two bitter enemies: a soldier from another world - Kainan (Jim Caviezel) - and a bloodthirsty creature known as the Moorwen. Man and monster both seeking revenge for violence committed against them. As the Moorwen ravages the Viking world, killing everything in its path, Kainan forms an unlikely alliance with the primitive but fierce warriors. Combining his advanced technology with ancient Iron Age weapons, the hero leads a desperate attempt to kill the monster - before it destroys them all.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/03/2009 05:21:00 AM
Milk : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ผู้ชายฉาวโลก
หนังเรื่องนี้ มีฉายแค่ไม่กี่โรง ที่ Paragon , Esplanade แล้วก็ที่ Major รัชโยธินเท่านั้นเอง จริงๆแล้ว เราไม่ค่อยอยากมาที่ เมเจอร์รัชโยธินเท่าไหร่เลย เพราะช่วงนี้ รถติดมากๆ รถไฟฟ้าก็ไม่มี พูดง่ายๆ เดินทางๆไม่สะดวกเลยว่างั้นเถอะ
แต่ยังไงๆ วันนี้เราก็มาถึงที่นี่แล้ว มีรอบฉายน้อยอีกต่างหาก เพราะว่า หนังยาวมาก ประมาณ 3 ชั่วโมง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เนื้อหาของหนังมีอะไรให้พูด ให้เล่ามากมาย
เราตีตั๋วเสร็จก็ไปเดิน ท๊อปส์เจ้าเก่า ( ณุ้สึกว่า ชีวิตเราจะวนเวียนอยู่แถวนี้ อากาศก็ร้อนเหลือเหงื่อไหลไคลย้อย จาก เมเจอร์ไปท๊อปส์ นึกเอาเองแล้วกันว่า แดดเปรี้ยงๆขนาดนั้น จั๊กแร้จะเปียกขนาดไหน 5555
เราซื้อ ทองหยอดไปกินในโรงหนังด้วย เท่มั๊ยล่ะ คนอื่นเค้ากิน ข้าวโพดคั่ว แต่เรากินทองหยอด อร่อยไปเลย 555 มาพูดเรื่องหนังดีกว่า หนังเปิดตัวมา อ้าวเป็นหนัง ชายรักชายแฮะ แต่เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นฉากอย่างว่านะ แต่กลับไปพูดเรื่องวีรกรรม ที่ทำให้ชาวรักร่วมเพศของ ซานฟรานซิสโก เปิดตัวและมีอิสรเสรีมากยิ่งขึ้น
เนื้อเรื่องทั้งเรื่อง เน้นไปที่ตัว มิลค์ ที่ทุ่มเทตัวให้กับการเมือง เพื่อยกระดับสิทธิเสรีของเกย์ในซานฟรานซิสโก จนสำเร็จ แต่สุดท้ายก็โดนเพื่อนร่วมงานฆ่า เฮ้อ ดูแล้วก็สงสาร อุทิศตัวแทบตาย เราอยากเรียก มิลค์ว่า เป็น ซุนยัดเซ็น หรือไม่ก็เป็น มหาตมะคานธี ของขาวเกย์เลยก็ว่าได้นะ โอ้โฮ สู้จน เมือง ซานฟราน เป็นที่รู้จักทั่วโลกเลยว่า ชาวรักร่วมเพศที่นี่ ดังสุดๆ
อยากพูดถึง ฝีมือการแสดงของ ฌอน เพนน์ ซักหน่อย เราว่า ฝีมือการแสดงของหมอนี่ สุดๆจริงๆ ดูแล้วเชื่อเลยว่า เป้นรักร่วมเพศจริงๆ ยิ่งฉากที่จูบกับผู้ชาย ดูแล้วงงเลย ทำไปด้ายยยย เหลือเชื่อ เราเคยดูหนังที่ ฌอน เล่นอีกเรื่อง เรื่อง แซม อ่ะ เรื่องนั้น เราว่า แสดงดีแล้วนะ ดูแล้วน้ำตาไหลเลย แต่เรื่องนี้ คนละอารมณ์ คนละบุคลิก แต่แสดงดีโคตร เหมือนมากๆ ทั้งมือไม้ วิธีพูด ฯลฯ
สรุป เราชอบฝีมือการแสดงนะ แต่เนื้อเรื่องยังไม่สะกิดอารมณ์เราซักเท่าไหร่ เราว่ามันเยื่นเย้ออ่ะ แล้วบทจะตายก็ตายเร็วมาก ไม่ได้เตรียมอารมณ์เลย รู้สึกว่า เรื่องนี้ ฌอนจะได้ ออสก้า ด้วย ก็สมแล้วล่ะ เล่นซะขนาดนั้น เรื่องนี้เราให้ 8.0 อ่ะ คือมันไม่ใช่แนวที่เราชอบก็เท่านั้นเอง
เรื่องย่อ : ฮาร์วี่ย์ มิลค์ (ฌอน เพนน์) วัย 40 ปี ตัดสินใจออกตามหาจุดมุ่งหมายอื่นๆ ในชีวิต เขากับคนรัก สก็อตต์ สมิธ (เจมส์ ฟรังโก) ย้ายจากนิวยอร์กมาปักหลักที่ซานฟรานซิสโก และเปิดธุรกิจเล็กๆ ชื่อ คาสโตร คาเมรา ณ ใจกลางชุมชนของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่พักพิงทางใจของกลุ่มรักร่วมเพศจากทั่วประเทศ ชุมชนคาสโตรบ่มเพาะให้ มิลค์ กลายเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมให้กับทุกๆ คน ท่ามกลางอคติและกระแสต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศซึ่งเป็นบรรทัดฐานของสังคม มิลค์ ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่กระแสการเมืองอันเชี่ยวกราก และคอยหนุนหนุ่มนักเคลื่อนไหวไฟแรง คลีฟ โจนส์ (เอมิล เฮิร์สช์) เขาใช้อารมณ์ขันและการพูดจริงทำจริงมัดใจสาธารณชนได้อยู่หมัด

มิลค์ ยืนกรานจะเข้าร่วมการเมืองส่วนท้องถิ่น เป็นเหตุให้เขาและ สก็อตต์ ต้องแยกทางกันไป ผ่านมาถึงช่วงที่เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 4 จึงได้พบรักใหม่กับ แจ็ก ลิรา (ดิเอโก ลูนา) มิลค์ ได้ชัยชนะในการลงสมัครครั้งนี้ โดยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการที่ปรึกษาประจำเขตการปกครองที่ 5 เขาดูแลซานฟรานซิสโกเป็นอย่างดี พร้อมวิ่งเต้นคัดค้านข้อบังคับประจำเมือง เพื่อปกป้องผู้คนที่เปิดเผยรสนิยมทางเพศของตัวเอง ไม่ให้ถูกไล่ออกจากงาน รวมถึงนำขบวนประท้วงการทำประชามติเพื่อไล่ครูที่เป็นเกย์รวมทั้งผู้สนับสนุนให้ออกจากโรงเรียน เขาตระหนักดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์ ในเวลาเดียวกัน จุดมุ่งหมายทางการเมืองของ มิลค์ เริ่มสวนทางกับจุดมุ่งหมายของ แดน ไวต์ (จอช โบรลิน) กรรมการที่ปรึกษาหน้าใหม่อีกท่านหนึ่ง จนกระทั่งโชคชะตาของทั้งสองมาบรรจบกันและจบลงที่ความเศร้า แนวคิดของ มิลค์ เคยเป็นและยังคงเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยเรื่องความหวัง อันเปรียบได้ดั่งมรดกที่วีรบุรุษท่านนี้ส่งต่อให้คนรุ่นหลังจนถึงปัจจุบัน
Synopsis : 40-year-olds Harvey Milk (Sean Penn) and his lover Scott Smith (James Franco) move from New York to San Francisco, where they found a small business, Castro Camera, in the heart of a working-class neighborhood that was soon to become a haven for gay people from around the country.Milk becomes an outspoken agent for change. He seeks equal rights and opportunities for all, when prejudice and violence against gays was openly accepted as the norm. Milk plunges headfirst into the choppy waters of politics. He also mentors young street activists like Cleve Jones (Emile Hirsch). Bolstering his public profile with humor, Milk's actions speak even louder than his gift-of-gab words.His persistent determination to be a part of city government drives him and Scott apart. While making his fourth run for public office, Milk takes a new lover, Jack Lira (Diego Luna). The latest campaign is a success, as Milk is elected supervisor for the newly zoned District 5.Milk serves San Francisco well while lobbying for a citywide ordinance protecting people from being fired because of their orientation - and rallying support against a proposed statewide referendum to fire gay schoolteachers and their supporters; he realizes that this fight against Proposition 6 represents a pivotal precipice for the gay rights movement.At the same time, the political agendas of Milk and those of another newly elected supervisor, Dan White (Josh Brolin), increasingly diverge and their personal destinies tragically converge. Milk's platform was and is one of hope - a hero's legacy that resonates in the here and now.

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,3/03/2009 04:27:00 AM
Valkyrie : วัลคีรี่ ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก
เราได้อ่านบทวิจารณ์ใน Daily Express เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ เค้าเขียนไว้ไม่ค่อยดีเลย แต่เชื่อมั๊ย เราไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะหนังฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้พูดยังไงเราก็ตั้งใจจะไปดูอยู่แล้ว โดยไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เราเลือกมาดูที่โรง อีจีวี ลาดพร้าว เพราะสะดวกที่สุด ราคาถูกอีกต่างหาก วันที่เราไปดูคือวันพุธ กลางสัปดาห์พอดี เราพยายามอยากจะเลิกสงสารโรงหนังที่มีคนดูรอบนี้เพียง 2 คน แต่ก็อดไม่ได้เพราะคนน้อยจริงๆ อดสงสารโรงหนังไม่ได้ รอบนี้เรามีข้าวโพดคั่วกับโค๊กมากินด้วย แหงล่ะว่าต้องฟรีอยู่แล้ว เพราะว่าเราดูหนังที่โรงนี้บ่อยจนกระทั่งเราสะสมแสตมป์ได้ 8 ดวง ซึ่งแปลว่าเราสามารถแลกป๊อปคอร์นได้ฟรี ก็เลยทำให้รอบนี้ดูแบบเพลินตาและเพลินปากไปด้วยในเวลาเดียวกัน 5555
หนังเปิดตัวมาก็เห็นหน้า ทอมครูยซ์เลย เป็นทหารอยู่ที่ทะเลทราย หรือสถานที่อะไรซักแห่งที่คล้ายๆทะเลทราย แป๊บเดียวโดนระเบิดตาบอดข้างนึงแล้ว ก็ไม่ได้ตกอกตกใจอะไร เพราะเห็นโปสเตอร์หน้าโรงก็รู้แล้วว่าต้องตาบอด แหมรูปออกจะใหญ่ขนาดนั้น
จากนั้น หนังก็บรรยายให้เห็นความพยายามของระเอกที่จะลอบสังหาร ฮิตเลอร์ให้ได้ ใช้สารพัดวิธี จนกระทั้งสมคบกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนจนมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับฮิตเลอร์ จนมีโอกาสได้เสนอแผนที่เป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ คือ วัลคีรี่ ซึ่งเป็นแผนปราบปรามจลาจลอะไรซักอย่าง แต่ปรากฏว่า ด้วยความไม่รัดกุมของการดำเนินการวางระเบิดฮิตเลอร์ ทำให้พระเอกเข้าใจว่า ฮิตเลอร์ตายแล้ว สุดท้ายการปฏิวัติเพื่อล้มล้างฮิตเลอร์เลยซวยทำให้ทุกคนที่สมคบกันตายหมด
ดูแล้วก็สะท้อนใจ คล้ายๆประเทศไหนก็ไม่รู้แถวๆนี้ ขยันปฏิวัติกันจังเลย แต่ไม่เคยเห็นว่าการวางแผนต้องรัดกุมกันขนาดไหนยังไง มาดูเรื่องนี้แล้ว รู้แจ้งแดงแจ๋เลย ก็สนุกดีนะ ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่เค้าวิจารณ์ตรงไหน นี่แหละน๊า เค้าเรียกว่า ลางเนื้อชอบลางยา ก็ไม่โทษกัน มันเป็นมุมมองของแต่ละคน สำหรัยเราแล้ว เรื่องนี้ทำให้เราเห็ฯวิธีการทำงานเป็นทีมระดับชาติ ความเป็นผู้นำ ความเสียสละ ของคนกลุ่มนึง วิธีการคิดและการวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดีจะตาย
แต่ไหนแต่ไรมา เราเป็นคนที่ชอบฟัง ทอมครุยซ์พูด เพราะพูดภาษาอังกฤษชัดเจนดี ฟังง่าย แต่ถ้าจะให้พูดถึงความสามารถในการแสดงเรื่องนี้ เราก็ว่า พอใช้ได้นะ เสียอย่างเดียวเตี้ยไปนิด เลยดูแล้วขัดลูกตาเวลาที่ยืนรวมกับทหารคนอื่นๆที่ดูจะสมาร์ทกว่า
รวมๆแล้ว เราว่าใช้ได้นะ เนื้อเรื่องมีอะไรให้น่าติดตาม เห็นเค้าบอกว่าสร้างจากเรื่องจริง เราเองดูแล้วก็ไม่รู้จะเชื่อดีหรือเปล่า แต่ก็อย่ากระนั้นเลย ดูเอาเพลินๆก็แล้วกัน เรื่องนี้ แทบไม่เห็นผู้หญิงเลย นางเอกของเรื่องโผล่หน้ามาสองฉาก รวมเวลาแล้วไม่น่าถึง 10 วินาที คือ ตอนไปเยี่ยม ทอมครุยซ์ที่โรงพยาบาล กับ ตอนที่ลาทอมครุยซ์ไปบ้านนอก แทบไม่ได้ยินเสียงพูดเลย ก็อย่างว่า แหละ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้อกับทหารซะเยอะ ผู้หญิงเลยไม่ค่อยมีบทบาทเด่นเท่าไหร่ อ้าว เลยพูดไปเรื่อยเลย เอาเป็นว่า เราให้ 7.5 ก็แล้วกัน
เนื้อเรื่องย่อ : ในปี 1943 ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังคุกรุ่น พันเอก เคลาส์ ฟอน สเทาฟ์เฟนแบร์ก (ทอม ครูซ) เป็นนายทหารผู้ภักดี และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าของจักรวรรดิเยอรมนีมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้เขาเริ่มชิงชังแผนการอันโหดเหี้ยมของผู้นำอย่าง ฮิตเลอร์ (เดวิด แบมเบอร์) มากขึ้นทุกทีๆ การที่ประเทศของเขาทำลายล้างเพื่อนมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง เป็นสิ่งเลวร้ายมากจนพันเอก สเทาฟ์เฟนแบร์ก ไม่สามารถทนเงียบเฉยอยู่ได้ ขณะที่คิดจะสังหาร ฮิตเลอร์ เขาขอย้ายไปประจำการในตูนีเซีย ซึ่งที่นั่นทำให้เขาเสียตาซ้าย มือขวา และนิ้วมือ 3 นิ้ว จากระเบิดโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร สเทาฟ์เฟนแบร์ก เข้าร่วมกับทหารเยอรมันที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ได้แก่ พลตรี เฮนนิง ฟอน แทรส์ชโคว (เคนเนธ บรานาห์) นายพล ฟรีดริช ออลบริชต์ (บิลล์ ไนฮีย์) นายพล ฟรีดริช ฟรอมม์ (ทอม วิลคินสัน) และ นายพัน ลุดวิก เบกก์ (เทอเรนซ์ สแตมป์) โดย สเทาฟ์เฟนแบร์ก เป็นหัวเรี่ยงหัวแรงสำคัญในการดำเนินการตามแผนลอบสังหาร ฮิตเลอร์ ที่เรียกว่า ปฏิบัติการวัลคีรี่
Synopsis : It is 1943, at the absolute height of World War II, Colonel Claus von Stauffenberg (Tom Cruise) who has been a loyal soldier and an asset to the Reich for his entire military career, has come to be disgusted by Hitler's (David Bamber) campaign of evil.The destructive madness that his country is unleashing on the world has become too terrible for the colonel to stand silent. Convinced that Hitler must die, Von Stauffenberg requests a transfer to Tunisia, where he loses his left eye, right hand, and three fingers during an Allied air raid.Falling in with a group of German generals including Major General Henning von Tresckow (Kenneth Branagh), General Friedrich Olbricht (Bill Nighy), General Friedrich Fromm (Tom Wilkinson), and Colonel General Ludwig Beck (Terence Stamp), Stauffenberg is mastermind behind the elaborate plot known as Operation Valkyrie: a plan to assassinate Hitler.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments