Tuesday, June 24, 2008,6/24/2008 04:51:00 PM
Kurosaki : คุโรซากิ ปล้นอัจฉริยะ

ไปตะลุยดูหนังต่อ ที่ เมเจอร์ รัชโยธิน ต่อดีกว่า เราเลือกดูเรื่องนี้ที่นี่ เพราะว่ามีโรงฉายจำกัด เป็นโรงหมายเลข9 ซึ่งเป็นโรงขนาดเล็ก เราเลือกนั่งตรงกลางแถวเหมือนเดิม นั่นหมายความว่า เราต้องไปก่อนเวลาเผื่อว่า คนที่มานั่งก่อนจะได้ไม่ต้องขยับตัวให้เราเดินเข้า มาเร็วอย่างนี้สบายใจดี
เรามาถึงหน้าโรงเห็นเด็กนักเรียนสาวๆ มาก่อนเราแล้ว กลุ่มไม่เล็กไม่ใหญ่ประมาณ 6-7 คน เรายืนรอสักพักประตูก็เปิดให้เข้าไปนั่งได้แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนดูตั้งเกือบ 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง 80% มีคนสูงอายุด้วยนะ ( ก็เราไง 5555 พูดเล่น) พอหนังเริ่มฉายเราถึงได้รู้ว่า ทำไม ถึงมีนักเรียนสาวๆตรึมขนาดนั้น อ้าว ก็พระเอก หล่อน่ารักซะขนาดนั้น เราว่า หน้าตาเหมือนเฉินเสี่ยวตงนะ (ตอนหนังเลิก เราไปยินหน้ากระจก เอ๊ะ เราว่าหน้าเราก็เหมือนKurosaki เหมือนกันะ 555 อ๊วก )
เนื้อเรื่องเป็นแนว โรบินฮูด แบบญี่ปุ่นอ่ะ แบบว่า มีแก็งต้มตุ๋นชาวบ้านอยู่แก๊งนึง หลอกเอาตังชาวบ้าน โดยการเปิดบริษัท พอมีคนมาลงทุนก็ปิดบริษัท หนีอะไรประมาณนั้น ทีนี้พระเอกก็ไปหลอกเอาตังค์พวกผู้ร้ายมาคืนคนดีที่เดือดร้อนต้องใช้เงินไง อะไรทำนองนี้แหละ
เราร้สึกว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังสือการ์ตูนมาก่อนนะ มาแนวเดียวกันกับ Death Note อ่ะ พอหนังสือดังก็เอามาสร้างเป็นหนัง ( เราเดาเอานะ จากการที่เนื้อเรื่องดำเนินเร็วมาก ฉับๆๆๆ เลย ถ้าคนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน จะดูรู้เรื่องหรือวะ ซึ่งเราเองแหละ เป็นหนึ่งในนั้นด้วยงงๆเล็กน้อย ) แต่พอจะเข้าใจว่าใครตัวดีตัวร้าย อ่ะนะ ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องเลย
หนังโชว์ พระเอกมาก บทเด่นมาก แทบไม่มีฉากไหนไม่เห็นหน้าพระเอกเลย เห็นหน้าอ่อนๆแบบนี้ ฝีมือไม่ใช่ขี้ๆเลยนะ แสดงใช้ได้เลยล่ะ จำไม่ได้ว่าเคยเห็นเล่นเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า แต่หน้าแกค่อนข้างจะนิ่งๆทั้งเรื่อง ก็ดีแล้วล่ะ เพราะมีตอนหนึ่งยิ้มด้วย ( ตอนนึงจริงๆ ) ฟันงี้ดำเชียว ดีแล้วล่ะที่ไม่ยิ้ม
เนื้อเรื่องค่อนข้างซับซ้อน สารภาพตามตรงเลยว่า บางตอนตามไม่ค่อยทัน ไม่รู้มันซ้อนแผนอะไรยังไง แต่เอาเป็นว่า สุดท้ายพระเอกก็ชนะ ได้เงินมาให้พวกคนไม่มีตังค์ไปตามระเบียบ ดูเหมือนตอนจบจะทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 อีกต่างหาก
สรุป ถ้าคนชอบพระเอกแนวผอมๆ หน้าอ่อนๆ ทรงผมแนว J-Pop หรือ K-Pop ก็ต้องชอบเรื่องนี้แน่ๆ เนื้อเรื่องเป็นแนวซ้อนแผน ต้องใช้สมองดูนิดนึง ซึ่งเราไม่ใช่แนวนี้ ไม่ชอบแบบคิดมาก แต่เราไม่ค่อยชอบวิธีถ่ายภาพที่ถ่ายเจาะแต่หน้าคน เราว่ามนเจาะแต่เฉพาะหน้าบ่อยเกินไป เราอยากเห็นอย่างอื่นบ้างนอกจากหน้า เนื้อเรื่องหรือก็โอเคนะ ดูเพลินๆ ไม่หนักเท่าไหร่หรอก แค่เราไม่ค่อยเข้าใจเท่านั้นเอง 555 เราก้เลยอยากให้คะแนนซัก 7.2/10 ก็น่าจะพอนะ ให้ซื้อเก็บคงขอคิดดูก่อนอ่ะ

เนื้อเรื่องย่อ จาก www.majorcineplex.com
นักแสดง : Tomohisa Yamashita, Maki Horikita, Yui Ichikawa, Mao Daichi, Naoto Takenaka, Sho Aikawa, Naoko Iijima, Renji Ishibashi
กำกับโดย : Yasuharu Ishii
คุโรซากิ หรือชายหนุ่มนักต้มตุ๋น (โทโมฮิสะ ยามาชิตะ) คือผู้ที่หลอกเอาเงินจากคนที่ไปต้มตุ๋นเอาเงินของผู้อื่นมาอีกที แล้ว คุโรซากิ นั่นเองที่นำเงินเหล่านั้นส่งกลับคืนไปยังเหยื่อที่ถูกโกง ในตอนแรกเหตุผลที่ คุโรซากิ ทำอย่างนี้ก็เพราะพ่อของเขาเคยถูกต้มตุ๋นโดยพวก ชิโรซากิ ทำให้ล้มละลาย และในที่สุดก็แบกรับภาระไม่ไหวจนฆ่าทุกคนในบ้านตาย
คนเดียวที่รอดจากวิกฤติในครั้งนั้นมาได้ คือ คุโรซากิ ความแค้นในวัยเยาว์แปรเปลี่ยนมาเป็นการทวงคืน เพื่อเปิดโปงกลโกงทุกรูปแบบ และกำจัด ชิโรซากิ และ อะกาซากิ ให้สิ้นซาก ข้อควรจำก็คือ ในโลกนี้มีเหล่านักต้มตุ๋นอยู่ 3 ประเภท...
ผู้ที่หลอกลวงเงินจากผู้อื่นคือ ชิโรซากิ หรือนกกระสาขาว พวกที่หลอกลวงแต่เพศตรงข้าม ล้อเล่นกับจิตใจและร่างกายของเหยื่อ เรียกว่า อะกาซากิ หรือ นกกระสาแดง ผู้ที่หลอกลวง ชิโรซากิ และ อะกาซากิ มาเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง คือสุดยอดนักต้มตุ๋นในประวัติศาสตร์ คุโรซากิ หรือนกกระสาดำนั่นเอง
Synopsis: from http://chinkymovies.blogspot.com
Kurosagi is about a young man by the name of Kurosaki who swindles other swindlers to get back the money they have stolen from others. He concentrates on Shirosagi (White Swindlers - people who swindle others financially) and occasionally Akasagi (Red Swindlers - people who swindle others through manipulation of their feelings). Kurosaki's father had killed the rest of his family because of the work of a Shirosagi and now he wants revenge and so he sets out to destroy other Shirosagis.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/24/2008 04:09:00 PM
Get Smart : เก็ท สมาร์ท พยัคฆ์ฉลาด เก็กไม่เลิก
วันนี้ วางแผนไว้ว่าจะไปดูหนังสองเรื่องที่เมเจอร์รัชโยธิน เรื่องแรกคือ Get Smart อีกเรื่องคือ Kurosaki เราเลือกเรื่องนี้ก่อน เพราะจะได้ดูอีกเรื่องต่อได้โดยไม่กลับบ้านเย็นเกินไป
อีก เหตุผลนึงก็คือที่นี่ ฉายเรื่องนี้ ในระบบ Digital ด้วย เราเคยมาดูทีนึงแล้ว ตอนที่ดูเรือง Horton hears a Who ไง ( การ์ตูนเรื่องที่เราไม่ชอบอ่ะ 555 ) ตั๋วราคา150บาท ราคานี้สำหรับเราเมื่อก่อน ไม่แพงเลย แต่ชั่วโมงนี้ ด้วยเศรษฐกิจแบบนี้ เราต้องประหยัดหน่อย แต่เราก็ดูนะ เพราะเรามีตั๋วฟรีไง 5555 แต่เราต้องเพิ่มตังค์อีก 10 บาทอ่ะ เราก็ยอมดิ 5555
ทั้งโรง มีคนดูแค่ 20 คนเอง ไม่รู้นะ ในสายตาเราเราว่าภาพก็งั้นๆอ่ะ ไม่เห็นชัดซักเท่าไหร่เลย หรือว่า หนัง Digital จะดูสนุก ดูชัด ต่อเมื่อเป็นการ์ตูนฟะ เรานึกในใจ ดูไปเพลินๆมีตอนตลกๆ แทรกมาเป็นกระสาย เราชอบตอนที่พระเอกเต้นรำกับคนผู้หญิงตัวอ้วนๆ ตลกดี อีกตอนคือตอนที่พระเอกลอดผ่านแสงเลเซอร์อ่ะ โคตรตลก ไม่รู้ใช้ Stand-in รึเปล่า ขำมากๆ นอกนั้นก็งั้นๆ อ้อ อีกตอนก็ตอนที่ พระเอก ตะโกนใน Cone โดยกดปุ่มไม่แรงพอ อันนั้นก็จี้ดี รู้สึกว่าที่เราชอบๆนี่ มันมีอยู่ในตอนโฆษณาหมดแล้วนะ รู้งี้ไม่ดูก็ดี จะได้ไม่เปลืองเงิน 55555
นางเอก สวยโคตรๆ เราชอบเธตั้งแต่เล่นเรื่อง The Princess’ Diary แล้ว หน้าสวย คิ้วเข้มดี แต่เรื่องนี้ ก็สวยไปอีกแบบ ( ทั้งๆที่หน้าเหมือนเดิม ) นอกนั้นเราว่า ไม่ค่อยมีอะไรให้ประทับใจ สังเกตดูหลังมานี่ ไม่ค่อยมีหนังที่โดนเท่าไหร่เลยนะ
สรุป พระเอกตลกดี เทคะแนนให้เอาไปเลย แต่รวมๆ เราว่าก็งั้นๆนะ ไม่รู้ทำไม ดูแล้วบางมุขฝืดๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่ตัวแสดงเล่นดีมากๆ ที่หนึ่งต้องยกนิ้วให้ พระเอก รองลงมาคือนางเอก ที่เหลือเล่นเหมือนไม่ได้เล่นรวมๆแล้วเราให้ 7.0 /10
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.nangdee.com
แม็กซ์เวล สมาร์ท (สตีฟ แคเรล) มีภารกิจสกัดกั้นแผนการณ์ครองโลกล่าสุดขององค์กรอาชญากรรมที่รู้จักกันในชื่อ เคออสเมื่อคอนโทรล สำนักงานใหญ่ของสายลับสหรัฐฯ ถูกโจมตีและเหล่าสายลับตกอยู่ในอันตราย หัวหน้า (อลัน อาร์คิน) ไม่มีทางเลือกและต้องเลื่อนตำแหน่งให้กับนักวิเคราะห์ผู้กระตือรือล้น แม็กซ์เวล สมาร์ท ซึ่งฝันมาตลอดถึงการทำงานภาคสนามร่วมกับสายลับ 23 ผู้บึกบึนซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ (ดเวย์น “เดอะ ร็อค” จอห์นสัน) สมาร์ทกลับกลายเป็นคู่หูของสายลับ 99 ผู้น่ารักแต่โหด (แอน แฮทธาเวย์) ที่เป็นคนเดียวซึ่งยังไม่ถูกเปิดเผยเอกลักษณ์ เมื่อสมาร์ทและสายลับ 99 คืบเข้าไปใกล้แผนการณ์ของเคออส และสนิทสนมกันมากขึ้น พวกเขาได้พบว่าตัวการสำคัญอย่างซิกฟรีด (เทเรนส์ สแตมป์) และลูกน้องคู่ใจ ชตาร์เกอร์ (เคนเนธ เดวิเชียน) มีแผนที่จะแสวงประโยชน์จากเครือข่ายก่อการร้าย ด้วยประสบการณ์ภาคสนามอันน้อยนิดและเวลาที่น้อยยิ่งไปกว่า สมาร์ทไร้ซึ่งอาวุธและมีเพียงอุปกรณ์สายลับเล็กๆ น้อยๆ กับศรัทธาที่ควบคุมไม่อยู่ที่ จะต้องเอาชนะเคออสให้ได้เพื่อกอบกู้โลก
Official Site : http://getsmartmovie.warnerbros.com/
Synopsis for : Get Smart (2008) from http://www.imdb.com
Maxwell Smart (Steve Carell) works as an analyst at Control, a U.S. spy agency that was supposed to have closed after KAOS was defeated. However, KAOS is far from being dead. KAOS penetrates Control and steals the names of all their field agents, and they then begin to kill Control agents around the world. The Chief (Alan Arkin) promotes Maxwell Smart, designates him Agent 86, and partners him with Agent 99 (Anne Hathaway). Smart has always wanted to be a field agent, but he wanted to be partnered with the best, Agent 23 (Dwayne Johnson). Smart is given a little training and some spy-tech gadgets to help him do his job. Smart and Agent 99 have uncovered information of where Siegfried (Terence Stamp), the sinister head of KAOS is located, and they go after him to stop him from taking over the world. Douglas Young (the-movie-guy)

Labels: , , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Sunday, June 22, 2008,6/22/2008 04:49:00 PM
Haakao ( Puppy Love) : ฮะเก๋า
เราเลือกไปดูที่ ซีคอน EGV เพราะตั๋วฟรีใกล้หมดอายุแล้ว ต้องบริหารดีดี 5555 คนดูเยอะมาก แต่ไม่รู้มาดูเรื่องอะไรกัน เราเดาว่าน่าจะเป็น รักสามเศร้า (ที่เราเคยดู แล้วบอกว่าห่วยแตก ) เพราะสังเกตดูเป็นคนหนุ่มๆสาวๆเป็นส่วนใหญ่ เอ หรือว่า จะมาดู แพนด้า เพราะโคตรน่ารัก ก็ไม่รู้ ไม่ได้เดินเข้าไปถามซะด้วย
พอหนังฉาย เราเดินเข้าไปในโรงหลังโฆษณาไปแล้ว 20 นาที ตามฟอร์ม ปรากฏว่า คนดูไม่เยอะเท่าไหร่แฮะ หนังเริ่มฉายแล้ว เราก็ดูอย่างตั้งใจ เปิดเรื่องมาเป็นเสียงทอม พูดบรรยาย ความเป็นไปคร่าวๆ หน้าสวยเชียว มีบางตอนเรานึกไปเลยว่าน้องเค้าเป็นทอมไปจริงๆ
เนื้อเรื่องก็แสนจะธรรมดา และคล้ายๆตลกไทยทั่วไป คือ เอามุขมาเรียงต่อๆกันไปทั้งเรื่อง แต่เรื่องนี้ยังดีหน่อย มีเนื้อเรื่องนิดหน่อยให้พอลุ้น ว่านางเอกกับพระเอกจะลงเอยกันยังไง แหมก็น่าลุ้นอยู่หรอกนะ นางเอกสวยขนาดนั้นแถมเป็นทอมอีกต่างหาก
และที่ขาดไม่ได้สำหรับตลกไทย คือ ฉากผี ก็เรียกเสียงฮาได้พอสมควร แต่เราชอบหมาที่แสดงในเรื่องมากกว่าน่ารักกว่าเยอะ แถมพูดได้ด้วย คนพากษ์ๆมันส์จริงๆ
ที่ต้องพูดถึงอีกคนคือ ฟรอยด์ จริงๆเราชอบฟรอยด์นะ แต่ดูยังไงๆก็เหมือนกับกำลังดูเรื่อง บ้านนี้มีรัก อยู่ที่บ้านอ่ะ นึ่ขนาดลงทุนเอาวิกหัวฟูมาสวมแล้ว ยังไม่สามารภทำให้เราเกิดจินตนาการเป็นไอ้ฟูในหนังสักเท่าไหร่เลย น่าจะเป็นบุคลิกตัวเองอีกนิด เวลาเปลี่ยนบทบาท ไม่งั้น คนดูจะติดกับภาพของลิงค์ในบ้านนี้มีรักไปตลอด
ตัวฟันเหยินก็ตลกมาก เห็นหน้าก็ขำแล้ว
สรุป แปลกดีนะ ทั้งๆที่เราไม่มีอะไรจะติซักเท่าไหร่ แต่เราก็หาที่ชมไม่ค่อยเจอเหมือนกัน หรือเราจะมีอคติกับหนัง เพราะลึกๆแล้วเราไม่ค่อยชอบ หม่ำ เวลาแสดงเท่าไหร่ ไม่ว่า จะเป็นภาพยนต์ หรือ เป็นพิธีกร เวลาที่เราชอบหม่ำที่สุด คือเวลาที่หม่ำไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ เพราะเป็นเวลาเดียว ที่หม่ำ จะไม่พูดคำหยาบ เรามีตลกในดวงใจหลายคนนะ อย่าง โย่ง น็ตเชิญยิ้ม ตลกมากๆ โดยไม่ได้พูดหยาบ แต่ก็อย่างว่า คนเรามันต่างจิตต่างใจ ใครจะมาชอบเหมือนกันไปหมดทุกอย่าง 5555 เพราะฉะนั้น เราก็เลยให้แค่ 7/10 สำหรับความคิดสร้างสรร เอาหมามาแสดงกับคนแบบพูดได้ด้วย นอกนั้นก็ดาดๆ คะแนนที่ให้ๆเพราะทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ในการมาดูหนังตลก เท่านั้นจริงๆ
ฮะเก๋า จาก http://www.majorhollywood.co.th
กำหนดฉาย : 19 June 2008
ประเภทหนัง : Comedy,Drama
กำกับโดย : มารยาท ไทยนิวัฒน์วิไล
นักแสดง :
เรื่องราวความทรงจำและมิตรภาพของ “ใบหม่อน”(วัตถาภรณ์ เอี่ยมสินธร) นักศึกษาทอมบอยสุดเท่ห์เสน่ห์แรง กับ “บุ้ง”(พงษ์พิสุทธ์ ผิวอ่อน) เพื่อนซี้หนุ่มมาดเซอร์ผู้ไม่เคยรักใคร ใบหม่อนและบุ้งมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเหมือนดั่ง “คู่ซี้ปาท่องโก๋” และมีเพื่อนร่วมแก็งค์อีก 4 คน คือ “พี่โข่ง”(เฉลิมศักดิ์ แย้มขะมัง),“กังฟู”(ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์),“ไอ้แว่น”(สิทธิพล วิศาลาภรณ์) และ “ปารีส”(ณรงค์ ชัยนาม) ว่ากันว่าถ้าแก๊งค์นี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเมื่อไหร่มักมีเรื่องสนุก ๆ ชวนปวดหัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะความป็อบปูล่าที่สุดในกลุ่มของใบหม่อนที่มักจะนำปัญหาเรื่องผู้หญิงมาให้บุ้งช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ใบหม่อนก็ยังมี “น้าอสุนี”(เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) น้าชายอารมณ์ศิลป์ที่คอยทำทุกวิถีทางที่จะให้ใบหม่อนเลิกเป็น “ทอม”
และแล้วเรื่องวุ่นวายชนิดกวนหัวใจก็เกิดขึ้นเมื่อวันเปิดภาคเรียนมาถึง ชมรมเด็กฟิล์มได้รับสมาชิกใหม่เข้ามาซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ต้นข้าว”(บุศริน มโหทาน) รุ่นน้องเฟรชชี่ปี 1 ที่มีดีกรีเป็นถึงดาวคณะศิลปกรรม ด้วยความสวยหวานน่ารัก ทำให้บุ้งประทับใจต้นข้าวตั้งแต่แรกเห็น บุ้งจึงขอร้องให้เพื่อนซี้อย่างใบหม่อนช่วยให้เขาได้ใกล้ชิดกับต้นข้าว ในขณะที่ใบหม่อนเองก็กำลังอกหักและผิดหวังจาก “น้ำตาล”(สกาว เอื้อวิวัฒน์สกุล) แฟนสาวที่ทนพฤติกรรมรัก ๆ เล่น ๆ ของใบหม่อนไม่ไหวอีกต่อไป
แต่แล้วความสัมพันธ์ของบุ้งและต้นข้าวที่พัฒนาขึ้น กลับทำให้ “เพื่อนรัก” เริ่มห่างกัน บุ้งกำลังกลายเป็นคนที่มีความรัก ในขณะที่ใบหม่อนก็กลับเป็นฝ่ายถอยห่างออกมาจากชีวิตบุ้ง เพราะไม่อาจหาคำตอบให้กับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเพื่อนสนิทได้
รักของใบหม่อนจะเป็นยังไง? แล้วใครจะสมหวังกันแน่? เตรียมลุ้นไปกับ “ความรัก” ใสๆ ป่วนวัยกำลังโต ที่มาพร้อมกับ ความ “แสบ ซ่า ฮา กวน” ใน

Synopsis from www.movieseer.com
Haakao is the story about memory and friendship of BaiMhon (Wattaporn Aiumsinthorn) a charming tomboy and her rough-around-the-edges buddy, Boong (Pongpisut Piewoan) who doesn’t know what love is. They are like each other’s shadow, there will be no BaiMhon without Moong and the rest of the gang is Wan (Sidtipong Visalasorn), Pee Konk (Chalerm Yamkamuang), Kung Fu (Nuttapong Chatpong) and Paris (Narong Chainam). They always find something fun to mess around with. The most popular member of the group is BaiMhon. She always comes up with girl troubles and uses Boong as her mentor.
BaiMhon also has uncle Asunee (Mum Jokmok), an artistic relative who is dying to see BaiMhon to stop being a tomboy. Eventually things change when the school starts. Film club welcomes a new member, TonKauw (Busarin Mahotan). With her sweet look and personality, TonKauw soon becomes the most popular girls in the faculty. This turns Boong’s attention to TonKauw full force. Boong asks his buddy, BaiMhon, to help him get closer to TonKauw. While BaiMhon is heartbroken from NumTan (Skaw Auewiwatsakul) who can’t stand BaiMhon playful act, Boong’s and TonKauw’s relationship grows. Boong distances from BaiMhon and starts to spend more time with his girlfriend. At the same time BaiMhon can resist questioning her feeling for Boong

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/22/2008 04:13:00 PM
Raksamsao : รักสามเศร้า
ไปใช้สิทธิ์ดูหนังฟรีที่ Major Hollywood เป็นใบสุดท้าย จริงๆเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความอบากดูซักเท่าไหร่เล๊ย ไม่ดูก็ไม่รู้จะดูอะไร อ๊ะ ดูก็ดู แต่ก่อนดูจริงๆ เห็นในตัวอย่างโฆษณา ก็เดาว่า ชื่อรักสามเศร้า สงสัยว่า จะต้องเป็นรักแนวรักเป็นวงกลมแหงๆ เลย คือ ตัวนางเอกผมสั้นไปรัก พระเอก ส่วนพระเอกไปรักพีค ส่วนพึกเป็นดี้ไปรักนางเอกผมสั้น เพราะเข้าใจว่าเป็นทอม นี่ เราคิดอย่างนี้จริวๆเลยนะ เฮ้ย แต่พอไปดูจริงๆกลับไม่ถูก 100% ว่ะ
โปรโมชั่นเรื่องนี้ มีการแจก ทิชชู่ ด้วยนะ แต่เราไม่มีสิทธิ์ได้หรอกเพราะเรื่องนี้เราไปดูคนเดียว 5555 แต่เราก็เตรียมไปด้วย เผื่อฉุกเฉินน่ะ 5555
เราตั้งใจดูมากเลย เปิดฉากมาเป็นงานศพของพีคอ่ะ อ้าว ทำไมตายล่ะ เออก็ดี ตายซะ เรื่องจะได้ลงตัว ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะจบยังไง ไม่สมหวัง ไม่ชอบ 5555 เรื่องก็เล่าย้อนกลับไปในอดีต ว่า สามคนนร้เป็นเพื่อนซี้กัน แต่ ยายผมสั้นแอบรักพระเอก อันนี้ ทายถูก พระเอก ชอบ พีค อันนี้ก็ทายถูก แต่ พีค กลับไม่ใช่ดี้แฮะ มีแฟนอยู่แล้ว แต่เลิกกันเลยหันมามีใจให้พระเอกแทน กลายเป็นว่าพระเอก มีคนมารุมรัก อย่างนี้ ดูเหมือนคู่นี้สมหวัง เพราะต่างก็รักกัน คนผมสั้นเลยผิดหวังคนเดียว แถมกลางเรื่องโดนปล้ำอีก สุดท้ายนางเอกเป็นโรคอะไรก็ไม่ได้บอกในเรื่อง ก็ตาย เรื่องก็เลยเอวังว่า พระเอกก็หันมารักคนผมสั้นแทน เนื้อเรื่องดูแปลกๆไม่สมเหตุสมผลยังไงก็ไม่รู้ เรางงว่า ทำไมหลังจากถูกปล้ำ นางเอกผมสั้น ทำไมไม่โวยวาย พ่อแม่ก็ใจกว้างเหลือเกิน ไม่เอาเรื่องเอาราว เลยตามเลยกันไป เออ แปลกดี
ถ้าใครเลยดู เรื่อง สายลับจับบ้านเล็ก แล้วติดใจในความสวย เซ็กซี่ น่านัก ของน้องพีค แล้วจะตามมาดูเเรื่องนี้ ขอบอกว่า เตรียมใจผิดหวังได้เลย ไม่สวยเลย หน้าตาธรรมดามากๆ ทำผมทรงเด๋อมาก ดูตลก คนที่สวยจริงๆกลับเป็น น้องกระเต็น ( ไม่รู้ชื่ออะไร แต่หน้าเหมือนน้องกระเต็นที่อ่านข่าวช่องสามมากๆ ) คนนี้สวยจริง ไม่ต้องใช้ทรงผมช่วย หน้าหวานคม สวยสุดๆ พีค ชิดซ้ายไปเลย ความชอบที่เคยมีหายไปหมดเลย แถมตอนก่อนตาย แต่งหน้าซะเข้มเชียว เลยดูไม่เหมือนคนไม่สบาย คนดูแทนที่จะสงสารเลย สงสารไม่ออก เพราะหน้าน้องพีค ไม่น่าสงสารเล๊ย
อ้อ อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ การใช้ภาษาในเรื่องที่ค่อนข้างหยาบคาย เท่าที่เคยดุภาพยนต์มา เข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผู้หญิงพูดจาได้หยาบคายเยอะที่สุด ตั้งแต่เบาะอย่าง กู มึง ไอ้สั..ว์ ไอ้เหี้.. ไอ้ห่.. แม่. และอื่นๆ คือเข้าใจ สังคมไทยเราก็มีแบบนี้อยู่จริงๆ เราจำเป็นหรือที่จะต้องนำเสนอรูปบบที่ไม่เหมาะสมถี่ขนาดนั้น คนสร้างน่าจะมีวิธีการนำเสนอที่ทำให้คนดูรู้ได้ว่ามันมีการพูดเยอะแบบนี้ หรือ แสดงความสนิทสนมวิธีอื่นที่มีศิลปะกว่านี้ มันเหมือนกับการที่ มีฉากเลิฟซีน แต่คนสร้างทำให้มันกลายเป็นหนังเอ็กซ์อ่ะ คือมันเกินไปนิดนึง
ค่อนข้างผิดหวัง เพราะ เนื้อเรื่องไม่สมเหตุสมผล มีบทพูดจาหยายมากเกินจำเป็น แถม ทิชชู่ ที่เอามาก็ไม่ได้ใช้ นี่ขนาดเป็นคนบ่อน้ำตาตื้นนะเยี่ย ยังร้องไม่ออกเลย คิดเอาเองก็แล้วกัน
สรุป ให้แค่สอบผ่านนะ แต่คะแนนไม่ดี เพราะทำให้เราผิดหวัง ตั้งแต่ทรงผมน้องพีค ตัวพระเอก เล่นดีนะ หน้านิ่งๆทั้งเรื่อง เล่นดีขึ้นกว่าหนังผีเรื่องที่แล้วเยอะ ส่วนน้องกระเต็น โอเคเลย ใช้ได้ คนเขียนเรื่องสอบตกนะ เนื้อเรืองงั้นๆ ไม่หนุกเลย เบ็ดเสร็จมีดีที่เพลงอย่างเดียว เพลงเพราะดี รวมทั้งสิ้นเราให้ 6/10 นะ เสียดายเงิน
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.majorhollywood.co.th
กำหนดฉาย : 19 June 2008
ประเภทหนัง : Drama
กำกับโดย : ยุทธเลิศ สิปปภาค
ในวันที่เรียน “จบ” 3 เพื่อนรัก กำลังมีรักระหว่างเพื่อน เพื่อน สาม คน กับ ความสัมพันธ์ แสน เศร้า เรื่องราวความรักและการเสียสละให้เพื่อนในห้วงสุดท้ายของชีวิต คงจะดีกว่านี้ ถ้าความรักของพวกเขาจะมีสองคนที่มีความสุข และใครสักคนเป็นคนที่ต้องเศร้าแค่เพียงคนเดียว
เรื่องราวความรักและการเสียสละให้เพื่อนในห้วงสุดท้ายของชีวิต คงจะดีกว่านี้ ถ้าความรักของพวกเขาจะมีสองคนที่มีความสุข และใครสักคนเป็นคนที่ต้องเศร้าแค่เพียงคนเดียว
"รัก/สาม/เศร้า" เป็นเรื่องราวของ "ฟ้า" "น้ำ"และ"พายุ" บัณฑิตจบใหม่จากคณะมัณฑนศิลป์ เป็นช่วงเวลาที่ทั้ง 3 ต้องเลือกทางเดินของชีวิตไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องความรัก ซึ่ง"ฟ้า"เลือกจะแต่งงานกับคนที่เธอรัก โดยยอมทิ้งงานในสายอาชีพที่เธอเพิ่งเรียนจบมา "น้ำ" เพื่อนสนิทของฟ้าเลือกที่จะตัดใจจากความรักที่เธอแอบมีให้กับพายุเพื่อจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ ส่วน"พายุ"เพื่อนสนิทของฟ้าและน้ำเลือกที่จะตัดใจจากความรักที่เขาแอบมีให้กับฟ้าและไปอยู่กับแม่ดูแลกิจการโรงแรมที่เชียงราย
แต่ในวันหนึ่งฟ้าต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน แล้วทุกคนก็ได้รู้ว่าฟ้าป่วยด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษาและคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และในระหว่างที่ฟ้าต้องเทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว คนรักของฟ้าที่วางแผนจะแต่งงานด้วยก็เกิดไปมีสัมพันธ์อื่น ฟ้าหมดสิ้นกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ในทันที ฟ้าจึงเลือกที่จะเลิกรักษาตัวเองและปล่อยให้โรคร้ายทำลายเธอโดยที่เธอไม่ยอมต่อสู้ใดๆ ช่วงนั้นเองที่พายุตัดสินใจเลื่อนการกลับไปอยู่กับแม่ที่เชียงรายเพื่อเข้ามาอยู่ดูแลฟ้าในช่วงชีวิตสุดท้าย และช่วงเวลาที่อยู่เหลือน้อยนิดนั้น ฟ้าถึงรู้ว่ารักแท้ที่เธอต้องการนั้นอยู่เคียงข้างเธอตลอดสี่ปีที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเพียงแต่เธอไม่เคยสังเกตเห็น ในช่วงเวลาที่เหลือนั้นเองที่ฟ้ายอมเปลี่ยนความสัมพันธ์กับพายุจากเพื่อนมาเป็นคนรัก
แต่เมื่อฟ้าเปิดหัวใจให้พายุ ฟ้ากลับบังเอิญได้พบความลับว่า น้ำเพื่อนรักของเธอนั้นแอบรักพายุมานานนับปี หัวใจที่ฟ้าเปิดให้กับพายุจึงปิดลงทันที ฟ้าบอกลาพายุโดยไม่ได้บอกกล่าวหรืออธิบายให้พายุได้เข้าใจแต่อย่างไร ฟ้าคิดว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่เธอจะเอาหัวใจของพายุมาทั้งๆที่เธอมีเวลาอยู่ได้อีกไม่นาน ความรักที่มีค่าของพายุมันน่าจะมีค่ากับน้ำมากกว่าคนที่กำลังจะตายอย่างเธอ
ฟ้าเลือกจะที่หายไปจากชีวิตพายุและน้ำโดยมิได้บอกเหตุผลใดๆ พายุต้องตกอยู่ในห้วงทุกข์กับการจากลาของฟ้าโดยที่เขาไม่มีโอกาสที่จะรู้สาเหตุที่แท้จริง ความรักของพายุทำให้น้ำที่แอบรักพายุอยู่พลอยทุกข์ไปด้วย การเห็นคนที่รักทรมานเป็นสิ่งที่น้ำทรมานมากกว่า น้ำจึงตัดสินใจตามหาฟ้าไปทั่วทุกแห่ง
น้ำได้แต่เพียงหวังภาวนาว่า ด้วยควาทเป็นเพื่อนรักระหว่างเธอกับฟ้า ขอให้มันมีค่าพอที่จะเปลี่ยนใจฟ้าให้หวนกลับมารักพายุได้อีกครั้ง
Synopsis from www.movieseer.com
The story of Payu (Arak Amornsupasiri), Fah (Patarasaya Krousuwansiri) and Nam (Ratchawin Wongviriya), fresh college graduates from Interior Design faculty. After collage, they face with important transition of their lives, which includes career, romance etc. Fah chooses to marry with her boyfriend, leaving career future in interior design. Nam chooses to stop her affection for Payu and plans to get a Master degree in England. For Payu, Nam’s and Fah’s closest friend, chooses to end his crush with Fah and goes back to Chieng Rai to look after the family business.
However, one day, Fah suddenly admits to the hospital. Everyone finds out that Fah is sick from incurable disease or in other words she’s dying. While Fah is in and out of the hospital, her fiancée runs off with another girl. Depressing and heartbroken, Fah stops the treatment and lets the illness eating her alive. At the same moment, Payu decides to postpone his trip back home to have his private time with Fah. Fah realizes that her true love is right by her side the whole time. With only little time, Fah falls in love with Payu.
Nonetheless, when Fah opens up to Payu, Fah accidentally finds out that her best friend, Nam has been in love with Payu for years. As a result, Fah hinder her feeling for Payu, avoiding him without any explanation. Fah believes that she doesn’t deserve his heart since she’s dying. His love will be more worthy to Nam.

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Friday, June 20, 2008,6/20/2008 04:19:00 PM
The Incredible Hulk : มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง

ไม่ได้ไปดูหนังที่ Major Hollywood รามคำแหง มานานแล้ว ทั้งๆที่มีทั้ง บัตรสมาชิกแบบลดราคา 20 บาทต่อที่นั่ง และยังมีบัตรดูหนังฟรีอีก แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปใช้สิทธิก่อนที่บัตรจะหมดอายุ 5555
เราชอบโรงหนังนี้นะ ดูไม่เอาเปรียบผู้บริโภคดี ขยันจัดรายการมากๆเลย ต้องขอชมเชยด้วยความจริงใจ จะว่าไป เราว่า ถ้าเทียบกันระหว่าง EGV , Major Cineplex , SF , Major Hollywood เราขอเข้าข้างแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลยว่า เรารัก Major Hollywood ที่สุด ทำไมน่ะเหรอ จริงๆมันเริ่มจากความสงสารมากกว่านะ สาขาก็น้อยกว่าเพื่อน แต่การตกแต่งโรงทำได้ดูดี ดูสะอาด มีรสนิยม มาก เบาะก็กว้างขวาง จอก็ใหญ่ ฯลฯ ที่ชื่นใจที่สุดคือ ไม่เอาเปรียบคนดูจริงๆนะ ขยันทำโน่นทำนี่ ให้คนดูได้รับความคุ้มค่า ( เดี๋ยวก่อน เราไม่ได้มีอะไรกับที่นี่นะ พอดีเราชอบจริงๆ ) เสียอย่างเดียวมาลำบากไปนิดนึง ถ้าเทียบกับที่อื่นๆแล้ว ที่รามนี้ เป็น Stand alone นะ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือ เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว มาที่นี่ก็คือต้องมาดูหนังจริงๆไม่มีอะไรให้เดินค่าเวลาเลย ร้านที่มีก็เป็นร้านเล็กๆ ถ้าอยากมาดูหนังอย่างเดียว ขอแนะนำ รับรองว่าดูสบายมากๆ
เราเลือกดูเรื่อง The Incredible Hulk เพราะอินเทรนด์ ที่สุดแล้ว 5555 ช่วงนี้ แต่เราแปลกใจอย่างนึง ทำไมเอา เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน มาแสดงแทนคนเก่าก็ไม่รู้ เราชอบคนเก่ามากกว่า แต่พอได้เข้าไปดูเราถึงได้รู้ว่าทำไม
เป็นตอนต่อจากตอนแรก แต่คนที่ไม่เคยดุตอนแรกมาก่อนก็ดูได้ เพราะว่า หนังมีอินโทรที่เล่าเรื่องย่อจากภาคแรกให้ดู ดูแล้วต่อติดทันที แบบนี้ ด๊เพราะเหมือนติวเราก่อนดูอีกหนหนึ่งด้วย เราจะได้ดูต่อติดแบบราบรื่น ภาคนี้ พระเอกหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่บราซิล รู้ตัวดีว่าโมโหเมื่อไหร่ กลายร่างเมื่อนั้น และนั่นคือ โลกแตกแหงๆ พรเอกเลยพยายามสุดชีวิตในการฝึกควบคุมความโกรธของตัวเอง แล้วก็ทำได้ดีซะด้วย เพราะจนแล้วจนรอดก็สามารถเอาชนะอารมณืตัวเองได้ จนกระทั่งเจอกลุ่มขี้หลี ไปหลีคนสวยในโรงงานน้ำหวานเข้าเลยตะบะแตก อาละวาดซะผู้ร้ายขี้หลีตายเรียบ ไปๆมาๆ พ่อนางเอกที่ไม่น่าจะเรียกว่าคนเลวเท่าไหร่ แต่ว่า เป็นคนใจดำไปหน่อย ต้องส่งตัวร้ายมาตามล่าพระเอก ( ผู้ร้ายคนนี้ หน้าตามัน กวนทีน มากๆ ชอบอก ) จะสู้ได้เรอะ พระเอกเราเก่งขนาดนั้น มันเลยไปฉีดยามา กลายเป็นสัตว์ประหลาดแรงเยอะกว่าพระเอกอีก ตอนนี้สู้กัน คนดูเชียร์พระเอกกันจนลืมหายใจ สุดท้ายพระเอกของเราก็ต้องชนะไปตามระเบียบ
เราว่า ที่เค้าเอา เอ็ดเวิร์ด มาแสดงภาคนี้ก็น่าจะเป็นเพราะว่า ภาคนี้ พระเอกต้องใช้อารมณ์ในการแสดงออกเยอะมากๆ แล้ว เอ็ดเวิร์ด เอ เวลาที่แสดง สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่น่าสงสารออกมาได้ดีมากๆ ดูแล้วสงสารจับจิตจับใจ ที่โชคชะตาทำให้ชีวิตต้องระหกระเหิน พลัดที่นา คาที่อยู่ จากคนรัก กลายเป็นตัวประหลาดอะไรก็ไม่รู้ เราว่าใครดูแล้วไม่สงสาร ต้องไปให้หมอเอ็กซเรย์หัวใจแล้วล่ะ ว่าเป็นหินหรือเปล่า 5555
สรุป เราชอบนะ ผู้ร้ายก็โคตรร้าย สุดๆไปเลย เห็นหน้าแล้วอยากเอาเท้าผู้ดีของเราไปเหยียบหน้ามันจริงๆ แสดงว่า มันเล่นดีมาก เราถึงได้อินขนาดนี้ 5555 ส่วน พระเอก นอกจากหน้าแก่ไปหน่อยแล้ว อย่างอื่นก็ดีหมด ฝีมือก็โอเคอยู่แล้ว น้อง ลิฟ ก็ อะนะ เมื่อก่อนสวยเหมือนนางฟ้า นางสวรรค์ ดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นธิดา ช้างน้ำ โคตรอ้วนเลย ไม่รู้ไปกินยาอะไรมาหรือเปล่า 555 แต่หน้าน้องสวยมากขอบอก สรุป เราบอกแล้วว่าเราชอบ เอาไปเลย 9.3/10

เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.nangdee.com/
เราได้เห็นภาพนักวิทยาศาสตร์หนุ่ม บรูซ แบนเนอร์ (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ออกตามล่าหาวิธีรักษาผลพวงของการได้รับรังสีแกมม่า ที่ส่งผลเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อของเขา และไปปลดปล่อยพลังโกรธที่ควบคุมไม่ได้ภายในตัวเขา ซึ่งทำให้เขากลายร่างเป็นมนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง หรือฮัล์ค แบนเนอร์ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด โดยตัดขาดตัวเองจากชีวิตปกติและผู้หญิงที่เขารัก ซึ่งก็คือ ดร.เอลิซาเบธ “เบ็ตตี้” รอสส์ (ลิฟ ไทเลอร์) แบนเนอร์ใช้ชีวิตราวกับนักโทษหลบหนี ทั้งนี้เพื่อหลีกหนีให้พ้นจากการตามล่าอย่างไม่ลดละของศัตรูตัวร้ายของเขา นายพลแธ็ดเดียส “ธันเดอร์บอลท์” รอสส์ (วิลเลี่ยม เฮิร์ต) เขารู้ดีว่าทางกองทัพที่ต้องการจับตัวเขาและต้องการศึกษาพลังของเขา กำลังไล่ตามหลังเขามาติดๆ
ขณะที่ทั้งสามคนพยายามบากบั่นเพื่อเอาชนะความลับที่นำไปสู่จุดกำเนิดของมนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับคู่ปรับรายใหม่ที่สุดร้ายกาจที่รู้จักกันในชื่ออะบอมิเนชั่น มนุษย์ยักษ์ที่พลังในการทำลายล้างมหาศาลนั้นมีมากเกินหน้าแม้แต่ฮัลค์เอง นั่นก็คือมนุษย์ยักษ์จอมพลังฝ่ายวายร้ายอย่างอะบอนิเมชั่น(ทิม ร็อธ)หรือเอมิล บลอนสกี้ ทหารเหล็กที่ต้องการอำนาจ ผู้ยอมเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นอะบอนิเมชั่น
เพื่อจะล้มคู่ปรับรายนี้ให้ได้ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ที่เขาต้องเลือกระหว่างการใช้ชีวิตที่สุขสงบในฐานะที่เป็นบรูซ แบนเนอร์ หรือต้องค้นหาความเป็นวีรบุรุษในตัวฮัล์คที่แฝงอยู่ในร่างกายของเขา
Official Site : http://incrediblehulk.marvel.com/
Synopsis :The Incredible Hulk Movie
The Incredible Hulk kicks off an all-new, explosive and action-packed epic of one of the most popular Super Heroes of all time. In this new beginning, scientist Bruce Banner (Edward Norton) desperately hunts for a cure to the gamma radiation that poisoned his cells and unleashes the unbridled force of rage within him: The Hulk. Living in the shadows—cut off from a life he knew and the woman he loves, Betty Ross (Liv Tyler)—Banner struggles to avoid the obsessive pursuit of his nemesis, General Thunderbolt Ross (William Hurt), and the military machinery that seeks to capture him and brutally exploit his power.
As all three grapple with the secrets that led to The Hulk's creation, they are confronted with a monstrous new adversary known as The Abomination (Tim Roth), whose destructive strength exceeds even The Hulk's own.

Labels: , , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Wednesday, June 18, 2008,6/18/2008 11:56:00 PM
Summer Palace
ต้องขอบอกตามตรงเลยว่า ผิดหวังอย่างรุนแรง จากการที่หนังโฆษณาว่ามีนักวิจารณ์ชมเชยอย่างโน้นอย่างนี้ ทางการจีนห้ามฉายมั่งล่ะ หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่งเราเองคงไม่เหมาะกับหนังแนวนี้เท่าไหร่
เริ่มต้นจากการทีเรา หลังจากที่ได้อ่านคำวิจารณ์ต่างๆ ด้วยความเชื่อคนง่าย 5555 เราเอามาให้อ่านตรงนี้เลย “Summer Palace สร้างความฮือฮาในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยการถูกเลือกให้เข้าฉายในสายประกวด และกวาดเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ไปอย่างล้นหลาม แต่ถึงกระนั้น เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนสั่งระงับฉายหนังเรื่องนี้เหตุผลหลักๆ มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน หนึ่งคือ หนังเล่าเรื่องการนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประวัติศาสตร์หน้าที่จีนอยากเปิดผ่านมากที่สุด (คล้ายๆ เหตุการณ์อัปยศ 6 ตุลาฯ ในบ้านเรา)สองคือ หนังแสดงออกทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง ชนิดที่ทำเอาคนดูตาค้างกันเป็นแถบๆ เพราะเรียกได้ว่า นี่เป็นหนังจีนที่โจ่งครึ่มมากที่สุด มันทำให้หนังอย่าง Lust, Caution กลายเป็นหนังครอบครัวไปเลยและความฉาวโฉ่ของหนังเรื่องนี้ ทำให้หนังไม่ได้ไปฉายที่ไหนอีกเลย นอกจากที่ฝรั่งเศส และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ได้ฉาย หลังจากที่รัฐบาลจีนยอมปล่อยฟิล์มหนังเรื่องนี้ออกมาSummer Palace เล่าเรื่องของหนุ่มสาวนักศึกษาคู่หนึ่ง ที่พบรักกันในปักกิ่ง พวกเขาเข้าร่วมการประท้วงที่เทียนอันเหมินด้วยกัน ก่อนที่ชะตาชีวิตจะลากให้ทั้งคู่ ออกห่างกันไกลแสนไกล นอกเหนือจากเป็นหนังที่พูดถึงสังคมและการเมือง หรือเป็นหนังที่มีฉากน่าตกใจ แต่เหนืออื่นใด Summer Palace คือหนังชีวิตที่แสนจะ งดงามและเจ็บปวด เชื่อแน่ว่าหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ หนังจะตราตรึงเข้าไปในความทรงจำตราบนานเท่านาน Summer Palace จะฉายที่โรงหนังเฮ้าส์ อาร์ซีเอ
ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป พลาดแล้วจะเสียดาย “ อ่านแล้วเป็นไง น่าดูใช่มั๊ยล่ะ เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ก็อุตส่าห์ดั้นด้นไปถึง Houserama RCA เหมือนกันแหละ ด้วยความเชื่อมั่นว่า หนังต้องดี อย่างที่เค้าพูดกันแน่ๆ
คนในโรงมีมากมาย เกิน 30 คน คาดคะเนจากสายตา แต่ที่ทำให้เราเสียความรู้สึกมากๆเลยตั้งแต่เข้ามาดูก็คือ คนที่รีบนั่งโดยไม่รอให้เพลงสรรเสริญจบลงก่อน แทบทุกคนเลย ไม่รู้จะรีบนั่งกันไปถึงไหน โดยเฉพาะ ผู้หญิงที่นั่งถัดจากเราทางซ้ายมือนี่ อาการหนักกว่าคนอื่น คือ คุยโทรศัพท์ไปด้วยครับท่าน อุแม่เจ้า เธอไม่รู้เลยหรือไร ว่าเป็นการเสียมารยาทสองชั้น มิวายที่ผู้ชมคนอื่นๆในโรงจะหันกลับมามองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอก็บ่ยั่น ไม่รู้ หน้าทำด้วยอะไร งง
หนังดำเนินไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นเรื่องก็กล่าวถึง นางเอกที่มีอันจะต้องไปเรียนต่อที่ปักกิ่ง ก่อนไปคืนนั้นก็ทำการสำเร็จโทษแฟนหนุ่ม หนึ่งครั้งที่กลางสนามหญ้านั่นเอง ถ่ายให้ห็นก้นดาราชายขยับไปมาเด็กไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นเด็ดขาด ภาพตัดกลับมาตอนที่นางเอกเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง นางเอกเป็นคนหน้าตาจัดว่าดีคนหนึ่ง เลยมีคนมาชอบเยอะ หนึ่งในนั้นก็มีพระเอกของเราอยู่ด้วย หนังทำให้รู้ว่าชีวิตนักศึกษาที่นี่อิสระเสรีมากๆ รู้จักกันไม่ทันไรก็ไปทำอะไรกันแล้ว หนังพยายามเน้นฉากอย่างว่าพร่ำเพรื่อมากๆ คือเราเข้าใจนะว่า ชีวิตวัยรุ่นเป็นวัยที่มีพลังงานมาก ในหนังนอกจากการร่วมหลับนอนสลับคู่กันอย่างไม่เกรงกลัวโรคเอดส์แล้ว ก็มีเรื่องการเดินขบวน ไม่ค่อยมีเรื่องเรียนให้เห็นเท่าไหร่เลย ถ้านึกไม่ออกว่ามีฉากอย่างว่า เยอะขนาดไหน เราขออธิบายให้เห็นภาพเลยว่า มีทุก 5 นาที ไม่คู่นี้ ก็คู่นั้น แต่ละคู่ก็โรมรันกันนานพอสมควร ดูแล้วสงสารนางเอก ( เออ แต่รู้สึกว่าเธอจะชอบนะ เพราะเผยเนื้อหนังเต็มที่ เห็นทุกอย่างยกเว้น Toyota ของเธอ ) นางเอกเหมือนคนขาดเซ็กซ์ไม่ได้ เจอหน้าใครปุ๊บเครื่องติดปั๊บ พระเอกก็ไม่น้อยหน้า แอบไปมีอะไรกับเพื่อนนางเอกอีก ดูแล้วเป็นหนังแนวอะไรก็ไม่รู้ ถ้าถ่ายให้ลึกซึ้งอีกซักนิดสามารถเป็นหนังเอ็กซ์ได้เลย
เราดูไปกระสับกระส่ายไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบเรื่องอย่างว่า แบบนี้เราไปซื้อ วีซีดี หนังอย่างว่า มาดู มันส์กว่า คือ จุดประสงค์ในการถ่อสังขารมาดูของเราไม่ได้ต้องการมาดูอย่างว่าไง คือมันผิดคาด มีนิดหน่อยพอยอมรับได้ แต่นี่มันเยอะไปหน่อย อยากรู้จังเลยว่า ที่นักวิจารณ์วิจารณ์กันนะ วิจารร์ว่ามันดี หรือมันห่วย มิน่า ทางการจีนถึงได้ระงับการฉาย สมแล้ว หนังไม่เห็นจะให้อะไรในแง่บวก ( ในมุมมองของเรา ) ซักเท่าไหร่เลย เราสรุปไม่ได้ว่า นอกจากจะบอกว่า นางเอกเซ็กซ์จัดแล้ว หนังพยายามจะบอกอะไรอีก สติปัญญาเรานึกออกแค่นี้จริงๆ
สรุป เราให้สอบตกนะ หนังยาว สองชั่วโมงกว่า เราภาวนาให้จบเร็วๆ ตอนจบก็จยแบบห้วนๆ ดูไม่รู้เรื่อง อ้าว ตกลงมันไม่ได้กัน งง เราให้คะแนนแบบเต็มที่เลยนะ 4/10 คนดูคนอื่นเราไม่รู้ว่าคิดยังไงนะ อันนี้ความคิดส่วนตัวจริงๆ ภาพก็ไม่สวยเท่าไหร่ ดูกระโดดๆยังไงก็ไม่รู้ ไม่อยากพูดถึง หนังเฮงซวย เกลียดมันว่ะ
เนื้อเรื่องย่อ Summer Palace จาก http://www.bkkonline.com/
เป็นหนังมหากาพย์ส่วนตัวของผู้กำกับโหลวเย่ คนทำหนังจีนรุ่นใหม่ที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก เรื่องราวของความรักที่ไม่สมหวัง ความปรารถนาที่ขาดห้วงและไม่มีวันได้รับการเติมเต็ม ความฝันถึงเสรีภาพและชีวิตที่ดีกว่าของหญิงสาวผู้อ่อนต่อโลกคนหนึ่ง
อวี้หง (เห่าเล่ย) เข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง ที่นี่ได้เปิดโลกทัศน์ของเธอให้กว้างออก เธอเริ่มสนใจการเมือง และเข้าใจการตกหลุมรัก เธอได้พบกับเจ้าเหว่ย (เกาเสี่ยวตง) ชายหนุ่มที่ผลักประตูแห่งความปรารถนาของเธอออกมา ความรักที่ร้อนแรง เผาผลาญและดับวูบอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับที่ชะตาชีวิตลากทั้งคู่ออกจากกัน
โหลวเย่ ให้สัมภาษณ์ว่าส่วนหนึ่งเขานำสิ่งที่ตนเองเคยพบ และบางส่วนก็เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง – มาเขียนเป็นพล็อตหนัง โดยเล่าขนานไปกับเหตุการณ์ทางการเมืองของจีน นั่นก็คือ การประท้วงของนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
Summer Palace ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อหนังเปิดตัวในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อทางการจีนระงับการฉายและการส่งฟิล์มออกนอกประเทศ เนื่องจากเนื้อหาอันหนักหน่วงทางการเมือง และฉากโป๊เปลือยที่อยู่ในระดับเกินพอดี
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ได้ชมแล้ว ก็ต้องยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นหนังจีนเรื่องสำคัญของศตวรรษที่ 21
เกร็ดภาพยนตร์
หลังจากเปิดตัวในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2006 ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น หนังก็ได้รับการจัดจำหน่ายฉายในฝรั่งเศส และไม่ได้ฉายที่ไหนอีกเลย เพราะทางการจีนยึดฟิล์มเอาไว้ จนกระทั่งต้นปี 2008 หนังก็ได้ฉายแบบจำกัดโรงที่อเมริกา และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ที่จะได้ฉายหนังเรื่องนี้
Summer Palace เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2006 โหลวเย่ถูกรวมอยู่ในกลุ่มคนทำหนังจีน รุ่นที่ 6 เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด แต่มาเรียนต่อด้านภาพยนตร์ที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง และได้รับการจับตามองจากหนังรักสุดแนวเรื่อง Suzhou River (2000) ด้วยเทคนิคด้านภาพที่ฉูดฉาด การตัดต่อที่กระชับฉับไว อีกทั้งเนื้อหาก็ห่างไกลจากคนทำหนังร่วมชาติที่มักทำหนังเพื่อสังคม ในปี 2003 เขากำกับ จางจื่ออี๋ ใน Purple Butterfly ก่อนจะมาทำ Summer Palace หนังที่ทำให้เขาถูกแบนจากรัฐบาลให้ห้ามทำหนังเป็นเวลา 5 ปี
ฉากหลังในเรื่องกินเวลาตั้งแต่ปี 1987 – 2001 เราจะได้เห็นการจำลองภาพเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมิน และเหตุการณ์ในกรุงเบอร์ลินที่ในขณะนั้น กำแพงเบอร์ลินยังคงอยู่
โหลวเย่บอกว่า สาเหตุที่ทำให้เขาเลือกเบอร์ลินเป็นฉากหลังหนึ่งในหนัง นอกจากมันจะเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแล้ว มันยังเป็นที่ที่มีความหมายพิเศษสำหรับเขา เพราะเขาได้เจอกับภรรยาครั้งแรกที่นั่น
โหลวเย่อยู่ในเหตุการณ์เทียนอันเหมิน เขาทราบดีกว่า กระแสเสรีภาพในหมู่นักศึกษาปักกิ่งตอนนั้นรุนแรงขนาดไหน “เราไม่ได้พูดกันแค่เรื่องในปักกิ่ง เราพูดกันถึงเรื่องรัสเซีย เรื่องเชคโกสโลวาเกีย หรือเยอรมัน”
โหลวเย่รำลึกถึงตอนที่เขาชุมนุมประท้วงที่เทียนอันเหมินว่า “พวกเราทำได้แค่โห่ร้องและปาขวดให้แตก เราไม่มีอาวุธหรืออำนาจอื่นอีก” ในตอนนั้นมีคนตายนับหมื่น และคนที่ถูกจับได้ ก็จะถูกส่งไปเป็นทหาร “การเอาพวกเราไปเข้ากองทัพก็เพื่อให้เราเห็นแง่ดีของรัฐบาล ส่วนพวกที่หนีไปได้ ก็เตลิดไปต่างประเทศ คนละทางสองคน”
จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เทียนอันเหมิน ยังคงเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่จีนอยากเปิดผ่าน และมีหนังน้อยเรื่องที่จะเล่าประเด็นนี้อย่างจริงจัง Summer Palace ถือได้ว่าเป็นครั้งที่กล้าหาญ
Synopsis : Summer Palace from http://www.houserama.com/
Chinese Title: Yihe yuan
Genre: Drama / Romance
Language: Mandarin / German
Subtitle: Thai and English
Runtime: 140 min
Country girl Yu Hong leaves her village, her family and her lover to study in Beijing. At university, she discovers an intense world of sexual freedom and forbidden pleasure. Enraptured, compulsive, she falls madly in love with fellow student Zhou Wei. Driven by obsessive passions they can neither understand or control, their relationship becomes one of dangerous games - betrayals, recriminations, provocations - as all around them, their fellow students begin to demonstrate, demanding democracy and freedom. Protests collapse, and Yu and Zhou lose each other amidst the social chaos and panicked crowds. Zhou Wei is sent to a summer military camp, and on his release moves to Berlin, fleeing both his country and memories of Yu. She finds a job, a lover, but can not forget Zhou. In Germany, social unrest is mounting: calls for freedom, demonstrations for democracy. A familiar story for Zhou. Weary, still haunted by Yu, he returns to China as the Berlin Wall crashes down. He finds her at last, in a small town. From evening to dawn, their future stretches before them, two changed souls in a changed world.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/18/2008 11:00:00 PM
Kungfu Panda :จอมยุทธ์พลิกล็อค ช็อคยุทธภพ
เรื่องนี้เสียเงินดู ด้วยความเต็มใจ แต่จริงๆแล้วอยากดูพากย์ภาษาอังกฤษมากกว่า บังเอิ๊ญรอบที่อยากดูมันดันไม่มี Sound Track แต่เชื่อมั๊ย ไม่เสียใจที่ดูแบบพากษ์ไทยเลย เพราะสนุกมากๆ ดูจบต้องลงมาดูป้ายข้างล่างว่าใครเป็นคนพากษ์เสียง แพนด้า ที่แท้ก็ดีเจเชาๆนี่เอง พากษ์เก่งมาก ขอชมด้ววความจริงใจ
ไปดูที่ เมเจอร์ บางกะปิ เพิ่งสังเกตว่า ตอนนี้ มีโปรโมชั่น ใหม่อีกแล้วเป็นการ์ดสะสมแต้ม แต่เราว่า โปรนี้ ไม่ work อ่ะ สู้โปรเก่าไม่ได้ ของเก่า ดูหนึ่งที่ได้แสตมป์หนึ่งดวง ครบ 5 ดวงได้ป๊อปคอร์น ครบ 8 ดวงได้ โบลิ่ง 1 เกมส์ ครบ 10 ดวงได้ ดูหนังฟรี หนึ่งเรื่อง ( เป็นหนังเก่าที่ฉายไปแล้วอาทิตย์นึง ) แต่แบบใหม่นี่ไม่ดีเลย ครบ 5 ดวงได้โบลิ่ง 1 เกมส์ ครบ 9 ดวงได้ ป๊อปคอร์นเล็ก ครบ 12 ดวงได้ ป๊อปคอร์นใหญ่ เราว่าคนอยากได้สิทธิ์ดูหนังฟรีแบบเดิมมากกว่านะ
นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่เราต้องซื้อ ดีวีดี เก็บไว้แน่ๆ เพราะว่า ดูสนุกมาก ภาพสวยจัด สีสวยจัด สมจริง เนื้อเรื่องถ้าไม่คิดมากเกินไป เราว่า หนึ่งในคนสร้าง ต้องเป็นคนเชื้อสายจีนด้วยแน่ๆ เพราะว่า ทั้งรูปแบบ การออกแบบ ฉากและตัวละครต่างๆ ดูจีนมากๆ ( ผสมอินเตอร์หน่อยๆ ) บทภาพยนตร์ก็มาจากจีนล้วนๆ ทั้งหมัด เสือ หมัดงู หมัดกระเรียน หมัดตั๊กแตน หมัดวานร ล้วนแต่เป็นหนังจีนที่เคยสร้างมาแล้วทั้งนั้น เราได้ดูทุกหมัดเลย 555
แน่นอนว่า เปิดเรื่องมา ก็ต้องพูดถึงแพนด้า ที่ไม่เอาไหนเลย แต่บ้ากังฟูมาก อยากเก่งกังฟู จนในที่สุด ด้วยชะตาฟ้าลิขิตหรือ ความเฮง (หรือ ซวย )ก็แล้วแต่ ดันไปชนะการคัดเลือก นักรบมังกร ด้วยความบังเอิญ ไปๆมาๆเลยต้องฝึกกังฟูจนเก่ง และปราบผู้ร้ายได้ในที่สุด ถ้าวิเคราะห์เนื้อเรื่องแค่นี้ ก็คงไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้ว ที่เด่น น่าจะอยู่ที่วิธีการนำเสนอข้อคิดดีดี ผ่านตัวละครมากกว่า ชอบตอนที่ตัวอาจารย์เต่า คุยกับอาจารย์อะไรนะที่ตัวเล็กๆอีกตัวจำชื่อไม่ได้แล้ว เป็นปรัชญาดีทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องของ กฎแห่งกรรม ก่อนที่อาจารย์เต่าจะหายลับไป เราดูฉากนี้จบเราก็บอกกับตัวเองว่า สงสัยต้องหาเวลามานั่งสมาธิ ซะแล้ว 5555
สรุปแล้ว เราประทับใจ เส้นสาย สีสัน ที่เค้าบรรจงวาดมาให้ดู ถึงแม้จะเป็น CG ก็เหอะ ดูแล้วสบายใจดี เนื้อเรื่องสอดแทรกธรรมมะ เป็นพักๆ แต่ไม่เครียดเลย ดูง่าย เสียดาย ที่ไม่มีเพลงเลยซักกะเพลง ( เพราะปกติหนังการ์ตูน มักจะมีเพลงเพราะๆ เพลง กังฟูไฟติ้ง ที่ประกอบนั่น เราถือว่าเป็นเพลงเก่า เลยไม่นับ 5555) ตัวละคร วาดได้น่านักมากๆ ชอบตัวอาจารย์หนูตัวเล็กๆ กับ แพนด้า มาก ทำหน้าทำตา กวนๆ น่ารักสุดๆ เราให้ 9.1/10 สำหรับเรื่องนี้

เนื้อเรื่องย่อ จาก http://music.ohozaa.com
โพ หมีแพนด้า ที่ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟหางแถวในร้านขายก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง เขาคลั่งกังฟูสุดใจแต่หุ่นไม่อำนวยให้ฝึกวิทยายุทธกังฟูสักเท่าไหร่ ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าแพนด้าน่ะขี้เกียจขนาดไหน ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ขี้เกียจที่สุดในโลกจีนโบราณเลยก็ว่าได้ ซึ่งนั่นก็กลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อศัตรูบุกประชิดตัว แล้วความหวังหนึ่งเดียวที่จะรับมือกับศัตรูได้ดันชื่อ โพ เหล่าปรมาจารย์ชั้นเซียนจึงจำใจต้องปากเปียกปากแฉะฝึกสอนกระบวนท่าทำให้กลายเป็นสุดยอดนักสู้กังฟูผู้เลิศล้ำวรยุทธ ก่อนจะสายเกินการณ์

Official Site : http://www.kungfupanda.com/

Synopsis from http://www.fandango.com
A clumsy panda bear becomes an unlikely kung fu hero when a treacherous enemy spreads chaos throughout the countryside in this animated martial arts adventure featuring the voices of Jack Black, Dustin Hoffman, Angelina Jolie, and Jackie Chan. On the surface, Po (voice of Black) may look like just another portly panda bear, but beneath his fur he bears the mark of the chosen one. By day, Po works faithfully in his family's noodle shop, but by night he dreams of becoming a true master of the martial arts. Now an ancient prophecy has come to pass, and Po realizes that he is the only one who can save his people from certain destruction. With time running short and malevolent snow leopard Tai Lung (Ian McShane ) closing in, Furious Five legends Tigress (Jolie), Crane (David Cross ), Mantis (Seth Rogen), Viper (Lucy Liu), Monkey (Chan), and their wise sensei, Master Shifu (Hoffman), all draw on their vast knowledge of fighting skills in order to transform a lumbering panda bear into a lethal fighting machine. Now, if the noble Po can master the martial arts and somehow transform his greatest weaknesses into his greatest strengths, he will fulfill his destiny as the hero who saved his people during their darkest hour. ~ Jason Buchanan, All Movie Guide

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/18/2008 10:39:00 PM
Good morning Luang Pabang : สะบายดี หลวงพระบาง
เพิ่งออกจากโรงมาก็มานั่งเล่าเลย ดูฟรีอีกเช่นเคย ช่วงนี้ มีตั๋วฟรีเยอะ ต้องใช้สิทธิให้หมดก่อนจะไม่มีให้ใช้ 5555 หนังน่ารักนะ ดูเรื่องนี้จบแล้ว อยากแนะนำให้อนันดา ไปเป็นพิธีกรนำเที่ยวตามรายการทิวิได้เลยนะ เพราะเนื้อเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือ การพาทัวร์ลาวนั่นเอง ไม่มีอะไรเลย เล่าสั้นๆ คือ พระเอกเป็นช่างภาพ ได้รับมอบหมายให้ไปเก็บภาพที่ลาว ดันไปเจอไกด์สาวสวยที่นั่น อยู่ด้วยกัน 7 วัน เลยกลายเป็นรักกันซะเลย ก็น่ารักอยู่หรอกนะ นางเอก สวยใส มารยาทเรียบร้อยออกจะขนาดนั้น เป็นเราเราก็เอา
พูดถึงนางเอกคนนี้ บุคคลิกดีมากๆ ดูเป็นผู้ดีสุดๆ พูดก็เพราะ รูปร่างก็ดี หน้าสวย ไม่ใช่สวยแบบเฉี่ยวเหมือนคนกรุงเทพ แต่เป็นสวยหวาน น่ารัก ดูได้นานๆ ดูหน้าทั้งวันได้ไม่มีเบื่อ จะเดิน จะยิ้ม จะพูด ดูดี ไปหมดซะทุกอย่างเลย
ส่วนพ่อ อนันดาเอง เรื่องนี้ ก้เข้าอีหรอบเดิมกับ The Leaping Year อีกแล้ว กล่าวคือ มีการสัญญากันตอนจบว่า ให้มาเจอกันปีหน้า เพื่อแสดงว่า ยังรักกันอยู่ สุดท้าย ก็สมหวังในที่สุด
หนังไม่มีเนื้อเรื่องอะไรมากมาย แต่ดูแล้วชอบ ได้เห็น ประเพณีวัฒนธรรมของลาวหลายๆอย่าง ได้เห็นงานแต่งงานของคนลาวด้วย น่ารักมากๆเลย โดยเฉพาะท่าเต้นรำหมู่ ที่เรียกกันว่า บัดสลบ เก๋กู๊ดจริงๆ
อ้อ แล้วก็เพิ่งรู้นะ ว่า คำว่าเจ้าชู้ของคนลาว หมายถึง รูปหล่อ ตลกดีว่ะ
อนันดา เรื่องนี้ ได้พูด ภาษาอังกฤษ อีกแล้ว เราว่า สงสัยที่อนันดา กำกับหนังเรื่องนี้ ก็คงเพราะต้องการสร้าง The Leaping Year เวอร์ชั่น ไทยละมั๊ง 5555 สถานที่ส่วนใหญ่ที่ไป ก็เป็นที่ๆเราเคยไปมาก่อนแล้ว ดูไปก็คิดถึงลาว ทุกที โดยเฉพาะที่ปากเซ และ ที่หลวงพระบาง เราเคยคิดเล่นๆนะว่า อยากไปอยู่ที่นั่น ก็ มันดูสงบออกขนาดนั้น น่าอยู่จะตาย คนก็พูดเพราะจริงๆ เหมือนคนเหนือของเราอ่ะ
สรุป เราชอบนะ แต่ถ้าเนื้อเรื่องมีอะไรมากกว่านี้อีกนิด นี่มันดูเหมือนสารคดี ท่องเที่ยวลาวมากไปนิดนึง แต่ก็ดูสนุกนะ ไม่เบื่อเลย อาจเป้นเพราะมีนางเอกหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก มาให้เห้นหน้าตลอดมั๊ง 5555 ฝีมือก็ปานกลาง ยังไม่มีบทที่ต้องแสดงอารมณ์อะไรมากมาย ส่วนอนันดา ช่วงนี้ หนังเยอะมาก แต่ก็บทคล้ายๆกันไปหมดเลย เพราะฉะนั้น เอาไปเลย 8.5/10 สำหรับเรื่องนี้


Official Site : http://www.sabaideemovie.com/


เรื่องย่อ จาก http://www.thaicinema.org
สอน (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) ช่างภาพหนุ่มลูกครึ่ง ถูก บก. ส่งไปถ่ายรูปที่ประเทศลาว โดยที่ไม่เต็มใจนัก เพราะถึงแม้ตัวเขาจะมีเชื้อสายลาวอยู่ แต่ก็ไม่มีข้อมูลหรือเคยไปเมืองลาวเลยสักครั้ง
สอนมาถึงเมืองปากเซ เขาว่าจ้างไกด์ชื่อน้อย (คำลี่ พิลาวง) พาเดินทางถ่ายรูปในแถบลาวใต้ ไปน้ำตกหลี่ผี คอนพะเพ็ง เลยไปถึงสี่พันดอนที่เป็นเกาะแก่งในแม่น้ำโขง แต่ว่าไกด์สาวเพิ่งทำงานเป็นครั้งแรก จึงพาหลงทางตลอด จนสอนได้ไปบ้านเก่าของพ่อตามที่สั่งไว้
แต่สอนกลับพบว่า ญาติพี่น้องที่ห่างกันเป็นสิบปีต่างจำเขาได้ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จนสอนเริ่มมองภาพเมืองลาวว่าเป็นบ้านอีกที่หนึ่งของตน
สอนรู้สึกชอบพอกับน้อย แต่ทว่าเมื่อมีความสนิทสนมกัน น้อยกลับเป็นฝ่ายถอยห่าง และหลบหน้าเขาไป สอนค้นหารากเหง้าความเป็นคนลาวในตัวเอง และต้องหาทางพิสูจน์ให้น้อยเชื่อว่า เขาไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่มาสร้างความรักเพียงชั่วคราว แล้วทิ้งเธอไปที่อื่น
Synopsis : Good Morning Luang Pabang


I can’t find any synopsis in the net , so I have to make it by myself !

The story happens in Bangkok when Sorn (Ananda Everingham) is assigned to do a special photo shoot in Laos. He meets Noi (Khamlee), his Laotian tour guide, who takes him to many interesting places in Laos to complete his project. The story follows the love between different nationalities as it gradually develops through several incidents of amusement and tears.

At the end of the story, Noi tries to tell the truth of what is hidden in the bottom of her heart, but must make sure that Sorn has the same feelings. They promised to meet again at the same place, on the same day of the coming year. If they meet again, it would confirm their true love for each other. Can you guess what happens next?





Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Saturday, June 14, 2008,6/14/2008 02:45:00 PM
21 : เกมเดิมพันอัจฉริยะ
จริงๆแล้ววันนี้ตั้งใจไปดุหนังสองเรื่อง ที่ เมเจอร์รัชโยธิน คือเรื่อง Pathology กับ เรื่อง 21 ตอนแรกตั้งใจว่า จะดูเรื่อง Pathology ก่อน แล้วต่อด้วย 21 จะได้ต่อเนื่องกัน ไหนๆก็มาแล้ว มาไกลด้วย ลำบากมากๆ
เริ่มจากพอเลิกจากฟิตเนสตอน 9.30 น. วางแผนไว้ว่า เดินทางประมาณ สองชั่วโมงน่าจะพอ คงไปถึง รัชโยธิน ซัก 11 โมงครึ่ง หาอะไรกินซักหน่อย ก็พอดีทันดูรอบเที่ยง
เรามีสองวิธีที่จะไปโรงหนังได้ หนึ่งคือ ขึ้นรถตู้ที่ข้าง เซ็นทรัล 15 บาท ไปลงที่ หน้าเสรี แล้วต่อสาย 206 ไปลงหน้ารัชโยธินพอดี วิธีนี้ เสียเงินทั้งหมด 15 + 7 = 22 บาท อีกวิธีหนึ่งคือ ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม นั่งรถเมล์สาย 38 ไปลงที่อโศก แล้วต่อ 206 เหมือนกัน ไปลงที่รัชโยธินได้เหมือนกัน แต่วิธีนี้ น่าจะใช้เวลามากกว่าเพราะว่า ค่อนข้างอ้อมไกลหน่อย แต่ในเมื่อเรามีเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงครึ่ง เราเลยเลือกวิธีหลัง เพราะเสียค่ารถถูกกว่า แค่ 8.50 + 7 = 15.50 บาท แค่นั้นเอง เอาน่ะ เศรษฐกิจแบบนี้ ประหยัดได้นิดหน่อยก็เอาแล้ว
เรานั่งรถเมล์สาย 38 รอไม่นานเลย รถเยอะมาก ๆ แต่โห พอมาถึงอุดมสุขเท่านั้นแหละ รถไม่ขยับเขยื้อนเลย จอดสนิท นานๆจะขยับซักนิดนึง มองนาฬิกาแล้วนึกในใจ ยังมีเวลาน่า จวน 10 โมงครึ่งแล้ว เฮ้ย อะไรวะ เพิงจะผ่านโลตัสพระโขนงมาเอง วันนี้ผิดฟอร์มมากๆ คิดในใจว่า หรือเราจะเปลี่ยนแผนไปดู พารากอนดีวะเนี่ย ไม่เอาน่า ไหนๆก็ตั้งใจแล้ว อีกอย่าง ที่ พารากอน ฉายแต่เรื่อง Pathology เรื่องเดียว แบบนี้ก็อดดู 21 อ่ะดิ ไม่เอาหรอก ไปดู รัชโยธินอ่ะดีแล้ว บอกตัวเองว่างั้น
เรามาถึงแยกอโศกตอน 11.15 ถือว่าเร็วแล้ว แต่เราจะไปรัชโยธินต้องนั่ง 206 จากตรงนี้ไปซึ่งต้องเดินไกลมากๆเลยกว่าจะถึงป้ายรถเมล์ ในที่สุดเราก็เดินถึงจนได้ เฮ้ย ป้ายรถเมล์ไม่มีที่นั่งเลย แดดเปรี้ยงมากๆ เอาไงดีวะเนี่ย ตรงนี้ มีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอโศกพอดีเลยเว้ย ลงไปหลบร้อนดีกว่า เออค่อยยังชั่ว ถึงตรงนี้ชักกลุ้มใจตัวเองแล้ว ตอนแรกตั้งใจจะประหยัดตังค์แท้ๆ ไปไปมามาต้องเสียค่ารถไฟฟ้าไปลง สถานี พระราม9 อีก 15 บาท แพงกว่าเดิมอีก แต่ก็ยังดีน่ะ ไม่ต้องตากแดด เราออกจากสถานีพระราม9 ก็เจอสาย 206 พอดีเลย ( น่าจะเป็นคันเดียวกับที่เรากำลังจะขึ้นที่ อโศกนะ เราว่า ) เราขึ้นไปทันที โชคดีอีกแล้ว มีคนลงพอดี เราก็มีที่นั่งปุ๊บเลย
คนขับคะเนอายุจากใบหน้าน่าจะซัก 50 ปี แต่ขอโทษ หัวใจวัยรุ่นสุดฤทธิ์ เพราะขับรถซิ่งมากๆ ไอ้ที่นั่งเราก็ริมหน้าต่างเดี่ยวซะด้วย ลมงี้ไม่รู้มาจากไหน ทีอีตอนร้อนๆไม่รู้จักพัด ทีตอนนี้พัดอย่างกับพายุ หัวหูเราปลิวลู่ไปลู่มาตามลม จนยุ่งไปหมด ยิ่งจับก็ยิ่งยุ่ง เลยปล่อยเลยตามเลย ลงจากรถมา หน้าตาเหมือนไอ้บ้าหอบฟาง ดูไม่ได้เลย ( ปกติก็ดูไม่ได้อยู่แล้ว ) ช่างมันเหอะกลุ้มไปทำไมมี ไปดูหนังดีกว่า
เรารีบไปดูที่บอร์ดรอบฉาย กวาดตามองไปที่ Pathology อ้าวเฮ้ย ทำไมมันขียนว่า ฉายเวลา 11.10 เล่า ก็ในเมื่อตอนเช้าดูไทยรัฐ ยังบอกไว้เลยว่าฉายตอน 12.05 ไม่ได้เรารีบแจ้นขึ้นไปโวยวายทันที
จริงๆแล้ว เรานึกในใจ ปกติโรงเครือนี้ ถ้าเวลาฉายมันเขียนไว้เท่าไหร่ บวกไปเลย 25 นาที ตอนนี้ก็เพิ่งจะ 11.35 เป๊ะ ก็หมายความว่า ไม่ต้องกินข้าวแล้ว เข้าไปดูได้พอดี เราคิดงั้น
ถึงที่ขายตั๋วก็บอกน้องไปเลยว่า น้อง Pathology โรง 4 ที่นึง ตาเราก็จ้องไปที่เครื่องคอมของน้องเค้าด้วย ปรากฏว่า ไม่ยักจะมีรอบ 11.10 หรือ แม้แต่ 12.05 ก็ไม่มี มีแต่รอบอะไรดึกๆซักรอบนึงประมาณ สามทุ่ม น้องเค้าตอบมาว่า อ๋อ โรงสี่ เครื่องมีปัญหาค่ะ งดฉายนะคะ
วันนี้ต้องเป็นวันโลกาวินาศ แน่ๆ ขึ้นรถก็รถติด จะประหยัดค่ารถก็ต้องเสีย สามต่อ อากาศก็ร้อนโคตรๆ หัวหูเราก็ยุ่งซะ หนอยจะดูหนังซะหน่อย โรงก็เสียอีก ฯลฯ เชื่อมั๊ย ตอนนี้เราปวดหัวมากๆ เหมือนหัวจะระเบิด แต่เราไม่กินยาหรอก เพราะเรียนมา อาจารย์สั่งว่า ให้กินยาน้อยๆ (รู้มากกก็งี้แหละ )
ช่างมัน อะไรที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ เราเตือนตัวเอง จากชื่อหนังสือเล่มนึงที่เราชอบมากๆ วันนี้เราเดินไปกินข้าวแกงร้านเดิม แต่ตอนเดินไป เกือบถึงร้านประจำเราแล้ว เราก็สะดุดกับข้าวแกงร้านติดกัน ซึ่งเราคิดไว้นานแล้วว่า น่าจะลองเปลี่ยนร้านดูซักครั้ง วันนี้ได้โอกาสดี แวะหน่อยดีกว่า เผื่ออการปวดหัวจะดีขึ้นถ้าได้กินข้าวอร่อยๆ
เราสั่งข้าวราด ปลาดุกผัดพริกขิง กับ ไข่ยัดไส้ สั่งเสร็จนั่งเรียบร้อยตาเราก็เหลือบมองไปรอบๆร้าน มีราคาอาหารบอกไว้ว่า กับข้าวหนึ่งอย่าง 25 ไข่พะโล้ 15 ไข่ยัดไส้ 25 เฮ้ย แล้วนี่มิปาเข้าไป 50 บาท เหรอเนี่ย ในความคิดเราไข่ยัดไส้ 25 บาทนี่แพงไปหน่อยนะ น่าจะซัก 15-20 ก็พอ ล่อไป 25 เลยนี่ กะวันเดียวรวยเลยมั๊งเนี่ย
ยังดีนะ มีน้ำแข็งเปล่าให้ฟรีหนึ่งแก้ว ข้าวก็น้อย บ่นในใจตั้งแต่เค้ายกจานมาเสิร์ฟ พอตักเข้าปาก ความคิดเราก็เปลี่ยนทันที ทำไมเรามากินเจ้านี้ช้าอย่างนี้วะ รู้งี้เปลี่ยนมากินเจ้านี้ตั้งนานแล้ว อร่อยมั่กๆ เราชอบข้าวเค้านะ เป็นข้าวเสาไห้เก่า ไม่มียางเลย ร่วนดีจัง ปลาดุกก็อร่อย แต่ไอ้เจ้าไข่ยัดไส้นี่สิ เค็มไปหน่อย แล้วความรู้สึกเราที่ว่าแพงก็ยังไม่เปลี่ยนนะ ขอยืนยันอีกครั้งว่า แพง แต่ยังไงซะ วันหลังเราจะมากินอีก แต่ไม่สั่งไข่ยัดไส้แล้ว 55555
อาการปวดหัวยังไม่หาย แต่ดีขึ้นหน่อย เราว่า ต้องเกิดจากการที่เราเดินตากแดดจัดๆ ที่อโศกแหงๆเลย เพราะทุกทีเลย ถ้าเราตากแดดเมื่อไหร่ จะไม่สบายทันที อย่างนี้ไม่รู้เรียกว่า กระหม่อมบางหรือเปล่า 5555
ถึงเวลาฉายแล้ว เราได้มาดูโรงนี้อีกแล้ว ก็โรง 15 ไง โรงที่เคยเป็น Imax มาก่อนน่ะ คนไม่เยอะเท่าไหร่ นับได้ซัก 20 คน แต่โรงเบ้อเร่อเลย ดูโหรงเหรง ตั๋วฟรีของเรา ก็ดีเหลือเกิน ได้นั่งแถวสูงปรี๊ดเชียว เค้าบอกว่า ที่นั่งด๊ที่สุดเลยนะเนี่ย ไม่อยากเชื่อ
หนังเป็นหนังแนวไหนดีล่ะ บอกไม่ถูก ดาราที่แสดงที่เราชอบก็ เควิน สเปซี่ คนนี้แสดงดีมากๆ เสียอย่างเดียว หน้าตาไม่ถูกชะตาเราเลย บอกไม่ถูก ( แต่ยังไงพี่แกก็เล่นดีอ่ะนะ ไม่เกี่ยวกับเราชอบไม่ชอบหรอก ) ดาราอีกสองคนที่เป็นพระเอกกะนางเอก เราไม่แน่ใจว่าเคยเห็นแสดงเรื่องอะไรหรือเปล่า รู้แต่ว่า นางเอก สวยมากๆ พระเอกก็หน้าตาดี ( เหมือนน้ำ รพีพัฒน์ บวก แซม ยุรนันท์ ตอนหนุ่มๆ ) ก็หล่ออ่ะนะ แต่แพ้เรานิดหน่อย ( อ๊วก 5555 ) หนังมันพูดถึงกลุ่มเด็กอัจฉริยะ ที่ดันมาเจอกับอาจารย์เจ้าเล่ห์ เลยรวมตัวกันไปโกงไพ่เจ้ามือที่ลาสเวกัส จนรวยเละ สุดท้ายถูกจับได้ เจ้าพระเอก เลยหมดอนาคตเลย แต่สุดท้ายด้วยความอัจฉริยะ เลยสามารถแก้เกมส์ชีวิตที่เกิดขึ้นจนกลับมามีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง
หนังให้ความบันเทิงอย่างที่เราต้องการ เราดูแล้ว เราอยากไปฝึกเล่นไพ่แบบนี้มั่ง เราฟังที่เค้าพูดไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่า มันมีเทคนิกการโกงยังไง เค้าก็พูดนะ แต่เราไม่อัจฉริยะพอไง เลยงง 5555
เราว่า พระเอกคนนี้ ฝีมือยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่องแรก เราก็ให้สอบผ่านนะ เพราะไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรมากมาย นางเอกสิ เล่นเก่งกว่านิดนึง ตัวประกอบคนอื่นๆ ก็เล่นปานกลาง เพราะอย่างที่บอกว่า เรื่องนี้ ไม่มีฉากแสดงอารมณ์อะไรซักเท่าไหร่ มีแต่ตอนเล่นไพ่ซะเยอะ แต่ตัวประกอบอื่นๆ ที่เราไม่ได้พูดถึง อย่างเจ้ามืดที่คุมบ่อนนี่อ่ะเล่นดีตัวจริง รองจาก เควิน สเปซี่เลยแหละ ถ้าไม่มีตัวนี้ เรื่องก็จะไม่หนุกเลยเด็ดขาด
สรุป เราว่าเค้าเอาพล็อตเรื่องนี้มาสร้างอ่ะ โอเค เพราะเราเคยดูมาแล้วจาก UBC เอามาสร้างใหม่ให้มันมีที่มาที่ไปแบบนี้ ก็หนุกดี หนังยาว สองชั่วโมงครึ่ง ก็ดูเพลินดี เรื่องคำสอนใจไม่ต้องพูดถึง กมีนิดหน่อย อาจจะเป็นว่า ทำงานกลุ่ม อย่าให้อารมณ์หรือ กิเลส มาทำให้เสียงานใหญ่ ซึ่งจะทำให้คนอื่นๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย สนุกดี แต่ให้ดูอีก คงต้องพักไว้ก่อน ไว้รอจนลืมไปซักพักค่อยว่ากันใหม่ แบบนี้อ่ะพอไหว รวมๆ เราว่าน่าจะได้ซัก 8/10 นะ ถ้าเรื่องทำให้หักมุมมากกว่านี้ ตอนจบ เราว่า จะดีกว่านี้ แบบนี้เดาตอนจบง่ายไปนิดนึง

เนื้อเรื่องย่อ 21 เกมเดิมพันอัจฉริยะ
จาก http://www.showded.com/movie/detailmovie.php?id=233
แสดง จิม สเตอเกซ ...เบน แคมป์เบล, เคท บอสเวิร์ธ ...จิล เทย์เลอร์, ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น ...โคล วิลเลียมส์, เควิน สเปซี่ย์ ...มิคกี้ โรซา, แอรอน ยู ...ชอย , ลิซา ลาพิรา ...เคียนนา, จาค็อบ พิตส์ ...ฟิชเชอร์
ทีมงาน ผู้กำกับ : โรเบิร์ต ลูเคติค ผู้แต่ง : ปีเตอร์ สไตน์เฟลด์, อัลแลน โล้บ
เข้าฉาย 15-05-2008
เบน แคมป์เบล (จิม สเตอร์เกส) เป็นนักศึกษา M.I.T. ขี้อายแต่ฉลาด เขาพบทางแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนค่าเทอมของเขาในการเล่นไพ่ เขาได้รับการว่าจ้างให้ร่วมกลุ่มนักศึกษาพรสวรรค์ของสถาบันที่มุ่งหน้าไปเวกัสทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ภายใต้ชื่อปลอม โดยพวกเขารู้วิธีที่จะพลิกผันสถานการณ์ในการเล่นแบล็คแจ็คให้เข้าทางพวกเขา พวกเขาถอดรหัสไพ่ได้ภายใต้การนำของอาจารย์คณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ มิคกี้ โรซา (เควิน สเปซีย์) ด้วยการนับไพ่และใช้ระบบการส่งสัญญาณที่ซับซ้อน พวกเขาสามารถกอบโกยเงินจากคาสิโนได้อื้อซ่า ด้วยแรงยั่วยวนจากเงิน วิถีชีวิตแบบเวกัสและจิล เทย์เลอร์ (เคท บอสเวิร์ธ) เพื่อนร่วมทีมที่ฉลาดและเซ็กซีของเขา เบนก็เริ่มจะเดินก้าวข้ามขอบเขต แม้ว่าการนับไพ่จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่มันก็มีความเสี่ยงสูงและความท้าทายก็ไม่ใช่เพียงแค่การนับไพ่ให้ถูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการเอาชนะโคล วิลเลียมส์ (ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น) ผู้คุมบ่อนที่น่าสะพรึงกลัว ในเกมชิงไหวชิงพริบด้วย

Official Site http://www.sonypictures.com/movies/21/
21 Movie Synopsis From http://www.tribute.ca/movies/21/15510
Columbia Pictures' action/adventure 21 is inspired by the true story of the very brightest young minds in the country -- and how they took Vegas for millions.
Ben Campbell (Jim Sturgess) is a shy, brilliant M.I.T. student who -- needing to pay school tuition -- finds the answers in the cards. He is recruited to join a group of the school's most gifted students that heads to Vegas every weekend armed with fake identities and the know-how to turn the odds at blackjack in their favor. With unorthodox math professor and stats genius Micky Rosa (Kevin Spacey) leading the way, they've cracked the code. By counting cards and employing an intricate system of signals, the team can beat the casinos big time. Seduced by the money, the Vegas lifestyle, and by his smart and sexy teammate, Jill Taylor (Kate Bosworth), Ben begins to push the limits. Though counting cards isn't illegal, the stakes are high, and the challenge becomes not only keeping the numbers straight, but staying one step ahead of the casinos' menacing enforcer: Cole Williams (Laurence Fishburne).

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Friday, June 13, 2008,6/13/2008 05:48:00 PM
The Happening :วิบัติการณ์สยองโลก
ต้องบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นการเขียนบันทึกรอบสองของเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไรหรอก คือ เซฟไว้แล้วมันหายไปน่ะ เอาเหอะ ช่างมัน เราไปดูเรื่องนี้ ที่ Majoe Hollywood หลังจากที่ไม่ได้ไปที่โรงนี้มานานแสนนาน แต่ด้วยความงก และ ความสามารถในการบริหารตั๋วฟรีของเรา ถ้าเราไม่รีบไปใช้สิทธิ์ภายในเดือนนี้ มีหวังตั๋วฟรี จะกลายเป็นฟรีไปจริงๆ
เราชอบที่นี่นะ เบาะใหญ่ โรงกว้าง นั่งสบาย ขยันจัดรายการส่งเสริมการขาย อะไรก็ดีไปหมด แต่เสียอย่างเดียว วิธีการเดินทางจากบ้านเราไปยังโรงหนังค่อนข้างลำบาก จะขับรถไปก็ต้องกลับรถไกลเชียว แถมที่จอดรถก็เล็ก ชันอีกต่างหาก ครั้นนจะนั่งรถเมลล์ก็อ้อมไกลมาก ( บ้านเราอยู่บางกะปิ เลยต้องดูสาขา รามคำแหง ) ถึงแม้จะนั่งได้หลายสายก็เหอะ ส่วนใหญ่เราเลยต้องนั่งรถสองแถวซึ่งใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ต้องเดินไกลจากหน้าวัดเทพลีลา ข้ามสะพานลลอยอีก เพราะฉะนั้น กว่าจะได้ดู เลยพาลเหงื่อแตกซะก่อน แต่ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรหรอก
เราดูวันแรกเลยนะ จริงๆช่วงนี้เค้ามีโปรโมชั่นหลายอย่างที่เราชอบนะ อย่างเช่น สมัครบัตรสมาชิกแล้วซื้อตั๋วหนังในครั้งแรก เค้าลดให้เหลือ 59 บาทเป็นต้น นี่แหละที่เราชอบ Holywood ก็ตรงเนี้ย สาขาน้อย แต่ใจใหญ่ ได้ใจเราไปเลยเต็มๆ
กลับมาเรื่องหนัง ดีกว่า เรื่องนี้ มีพี่ Mark เล่น โดยส่วนตัวก็เห็เค้าเล่นหนังมาเยอะแล้ว แต่แนวนี้ คิดว่ายังนะ ก็ไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบพี่แกซักเท่าไหร่ ( ไม่ชอบเวลาแกทำคิ้วขมวดตลอดเวลา ) ก้ไม่ค่อยสมหวังกับเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ หลังๆนี้ เวลาหนัง ของ M Night มักจะเกิดอาการงงๆ เนื้อเรื่องหลุดโลก ไม่ใช่ว่า ไม่เข้าใจคำว่า จิตนาการ แต่มันเลยไปนิดนึง ตั้งแต่เรื่องที่แล้วละ อะไรนะ Lady in the water หรือเปล่า จำชื่อไม่ได้ นั่นก็นิทานปรำปราจ๋าเลย มาเรื่องนี้ ต้นไม้ฆ่าคน เฮ้อ ดูไปก้ นะ
หนังก็สร้างได้ชวนดูแหละนะไม่ได้มีอะไรเลวร้าย ฉากต่างๆทำได้สมจริง เราติดตรงจินตาการเรื่องเดียวจริงๆ แต่ถ้ามองในแง่ดี คือเราจะได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เปิดใจให้ยอมรับความเป็น M Night ให้ได้ แล้วเราจะมีความสุขอ่ะ ตัวแสดงจะว่าไปก็แสดงได้ดีแทบทุกตัว ยกเว้นนางเอก เราไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ ไม่รู้มือใหม่หรือเปล่า ตอนเปิดตัวในจอแรกเล่นแข็งนิดหน่อย จากนั้นก็เล่นดีขึ้นเรื่อยๆ ตัวอื่นๆก็ตีบทแตกแทบทุกตัว
เรื่องไปต่อที่ ปารีส หวังว่า M night คงไม่ทรมาณคนดูด้วยการต่อภาคสองนะ 5555 เพราะว่า เราสัญญาเลยว่า คงไม่ตามไปดูภาคสอง แหงๆ

สรุป เราให้ 8/10 นะ เราให้คะแนนจากความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ไร้ไปเอามาจากไหน แต่ก็นะ พี่แกเป็นแขกอินเดีย คนแขกดังเรื่องจินตนาการอยู่แล้ว ดูอย่างรามเกีนรติ์ดิ นิทานเวตาล อีก ฯลฯ วันนี้เราคอมเม้นสั้นไปหน่อย เพราะว่า พิมพ์ซ้ำเรื่องนี้ สองรอบแล้ว ขี้เกียจอ่ะ 555


เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.majorcineplex.com/

วิทยาศาสตร์มักอ้างเหตุผลเพื่อบันทึกไว้เป็นตำราแต่ในที่สุดมันก็เป็นได้เพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้นพวกเราก็คงไม่มีทางรู้สำนึกกันเสียทีว่ายังมีพลังอำนาจอีกแยะที่พวกเราไม่อาจเข้าใจถึงแสนยานุภาพของพวกมันได้”จาก THE HAPPENING เดอะแฮปเพนนิ่ง วิบัติการณ์สยองโลกเรื่องราวของครอบครัวที่ต้องดิ้นรนหนีเอาชีวิตให้รอดจากวิบัติการณ์สยอง โลกที่ไม่อาจหาคำอธิบายใด ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งได้ ซึ่งไม่เพียงรุกฆาตหวังทำลายมวลมนุษยชาติเท่านั้น หากยังถึงขั้นมุ่งทำลายสัญชาตญาณพื้นฐานสุด ๆ ของมนุษย์ นั่นคือ การรู้จักเอาชีวิตรอด ไปด้วยวิบัติการณ์สยองโลกครั้งนี้เริ่มจากสัญญาณเตือนที่ไม่แน่ชัดนัก แต่ดูเหมือนจะดังระงมไปทั่วทุกแห่งหน เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นหัวเมืองใหญ่ ๆ ในอเมริกาก็เกิดเหตุร้ายตายสุดสยองและแปลกประหลาดชนิดไม่อาจหาเหตุผลใด ๆ มาบ่งชี้ได้ และทำให้ผู้คนจิตตกเพราะช็อคกับผลของการทำลายล้างที่ร้ายแรงเกินจะรับมือไหว มันคืออะไรกันแน่ถึงสามารถทำลายสันดานของมนุษย์ได้อย่างสิ้นซากและเฉียบ พลันขนาดนี้ หรือนี่คือการจู่โจมแนวใหม่ของผู้ ก่อการร้าย หรือว่าเป็นการทดลองที่ผิดพลาดจนหยุดยั้งไม่ได้ หรือเป็นอาวุธเคมีสุดร้ายกาจ หรือว่าเป็นการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสที่ควบคุมไม่อยู่ แล้วมันแพร่กระจายได้อย่างไรล่ะ พัดปลิวไปตามสายลมได้หรือเปล่า หรือว่าละลายลอยล่องไปตามสายน้ำได้ไหม ยังไงกันแน่สำหรับครูสอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในฟิลาเดลเฟีย อย่าง เอลเลียต มัวร์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) แล้ว ก็ทำได้เพียงต้องหาทางหนีรอดจากปรากฏการณ์ลึกลับและร้ายแรงถึงชีวิตนี้ไปให้ได้ แม้ว่าอัลม่า (ซูอี้ เดสชาเนล ) ผู้เป็นภรรยาและเขากำลังอยู่ในช่วงชีวิตสมรสลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ทั้งคู่ก็ร่วมลงเรือลำเดียวกันอย่างเหนียวแน่น เริ่มจากหนีหัวซุกหัวซุนกันทางรถไฟก่อนแล้วขับรถลุยกันต่อ โดยมีจูเลี่ยน (จอห์น ลากิซาโม่) ครูวิชาคณิตศาสตร์ที่สอนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับเอลเลียต และเจส (แอชลิน ซานเชส) ลูกสาววัย 8 ขวบของจูเลี่ยน ทั้งคณะมุ่งหน้าไปยังดินแดนปศุสัตว์ในเพนซิลเวเนีย ด้วยความหวังว่า คงรอดพ้นจากการจู่โจมที่น่าขนพองสยองเกล้า และแผ่กระจายเป็นวงกว้างออกไปไม่หยุดยั้ง แต่แล้วมันก็ปรากฏชัดเลยว่า ไม่มีใครหรือที่แห่งใด จะอยู่รอดปลอดภัยได้ ฆาตกรสยองและมองไม่เห็นตัวนี่ช่างร้ายกาจชนิดไม่อาจมีใครโค้นลงได้ จนกระทั่งเอลเลียตเริ่มเข้าใจสันดานดิบอันเป็นแก่นแท้ของอันตรายที่กำลังจะ เข้ามาถึงตัว แล้วก็ยังล่วงรู้ไปถึงสิ่งที่ปลดปล่อยให้พลังอำนาจที่คุกคามอนาคตของ มนุษยชาติ และก็ยังค้นพบความหวังอันริบหรี่ที่อาจจะช่วยให้ ครอบครัวที่ใกล้จะบ้านแตกสาแหรกขาดของเขา รอดจากวิบัติการณ์สยองโลกครั้งนี้ไปได้
Synopsis From http://www.imdb.com/
The film opens in New York. People start to get confused in Central Park, repeating their words, standing still and sometimes walking backwards. We hear a few screams. A cop on the road shoots himself in the head. A driver gets out of his car, takes the gun, and also shoots himself in the head. We see a pair of high heels walk over and a hand starts to pick up the gun.Meanwhile on a building site, workers start to walk calmly off the top of the building, crunching down to earth.A science teacher named Elliot Moore (Mark Wahlberg) is called out of class to a staff meeting warning about this "terrorist attack" in New York, and advising that school is canceled. Elliot and his wife Alma (Zooey Deschanel) flee Philadelphia on a train, with a friend and his daughter Jess. On the train people start to get reports by cellphone that the attacks are in lots of places.The train ends up leaving them in a small rural town, as the conductors have lost radio contact with everyone else. At a diner they see a newscast that suggests the suicides are not caused by a terrorist attack, but by a natural phenomena. The friend leaves Jess with Elliot and Alma to go and look for his wife in Princeton (when he gets there it is infected, and, after the driver of the car he is in crashes deliberately into a tree the friend slashes his wrists with glass and dies).Elliot and Alma decide, along with everybody else, to flee for the state line, as the attacks seem only to be affecting the northeast of the US. A nice couple who run a plant nursery offer to take them in their car. The man suggests to Elliot and Alma that the toxin is produced by plants. He explains the way plants can communicate with other plants, and the way they can release chemicals to get rid of specific pests.While trying to reach the state line they see bodies ahead in the road. Turning back they meet many other cars, all converging on a country road junction; all report bodies back the way they have each come. They abandon the cars and strike out on foot, heading for a small remote housing development one man knows about. It's new and not on any maps, so they hope it will be safe from the terrorists.While walking across the fields they form into two groups. The smaller group (10-12 people), with Elliot, Alma and Jess is in front . The larger(20-25 people), including a soldier, is behind them by 3 or 4 minutes. This larger group gets affected, and Elliot's group hears the gunshots as one by one they use the soldier's gun to kill themselves. Elliot starts to believe that it is indeed the plants, and that the toxin is triggered by large groups of people. He yells at everyone to split up.Elliot, Alma, Jess and two teenagers find a showhome for a new development. As they leave they look back, and see two small groups of people arrive at the showhome, forming one larger group (12-15 people approx). That many people trigger the toxin, who stand around confusedly, except for one man who lies down in front of a large commercial lawnmower (we assumed the camera would cut away, but it doesn't!).Our five people all end up on the front porch of a boarded-up house, asking for food. The inhabitants of the house refuse and shoot the two teenagers dead.Elliot, Alma and Jess move on till they find an old house with no power which they think is abandoned. A spooky old lady lives there, who chooses to remain out of contact with the whole world. She doesn't want to know about the event in the outside world, however she gives them supper and a bed for the night. In the morning she tells Elliot they have to go (she seems completely bonkers). She then goes outside and is affected by the toxin. Elliot runs through the house trying to find Alma and Jess. They are outside in a spring house; he is stuck in the main house; however he can talk to them through a speaking tube. He explains that the toxin now seems to be set off by even one person alone.Elliot decides that if he is going to die he doesn't want to die alone. They all leave their safe hiding places and walk into the middle of the garden and hold hands. The wind blows. Nothing happens. Woot.Three months later and they are all living back in Philly. Jess is off to school by bus. Alma is doing a pregnancy test; it's positive. On the TV is a scientist warning that the event was like a red tide; the first sign that the planet is rejecting humans as pests. The host says that if that were true it would be happening in other places.Cut to a park in Paris. Two guys are walking discussing plans for after work that evening. Cue distant scream; one guy starts to repeat his words; other guy says (in French) "Oh my God".

Labels: , , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/13/2008 05:29:00 PM
Death Sentence : คนคลั่ง...ฆ่า สั่ง ตาย
ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยความบังเอิญ ตั้งใจแค่จะไป update ว่า โรง SF บางกะปิ มีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้าชั้นดีอย่างเราบ้าง ปรากฎว่า เราไปเจอ บัตรสวยมาก กำลัง Promotion อยู่พอดี ซื้อได้ในราคา 199 บาทจาก 360 บาท เราก็เอาดิ ตามประสาคนงก แต่เงื่อนไขคือว่า ต้องใช้ฝาโค๊ก แฟนต้า สไปรท์ รวมกัน 9 ฝา มาแลกซื้อนะ ขั้นตอนนี้ เราขอไม่บอกว่าเราไปเอาฝามาได้ไง อาย 5555 สรุปคือ เราก็แลกซื้อได้ แล้วก็ยังได้ ตุ๊กตาหมีมาให้แฟนเรา 1 ตัว น่ารักเชียว มีคูปองดูหนังฟรี และ ชุดป๊อปคอร์น แถมอีกต่างหาก เอาเหอะ นั่นไม่ใช่ประเด็นเล่าหนังในวันนี้
ตอนที่เราดูตัวอย่างหนัง ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเข้า เราก็มีความอยากดูเป็นทุนเดิมเพราะมี เควิน เบคอน ไม่ได้ดูหนังพี่แกมานานแล้ว จริงๆดูหนังที่พี่แกเล่นมาเยอะแล้วตั้งแต่เด็ก หน้าพี่แกไม่เปลี่ยนเท่าไหร่นะ นิ่งๆ ไม่หล่อหรอก แต่ดูเท่ดี แกเล่นทั้งบทคนดี และคนเลว ดีก็ดีสุดแสน เลวก็เลวสุดซึ้ง แกตีบทแตกกระจุยขนาดนั้น แล้วเรื่องนี้ ทำไมเราจะไม่มาดูเล่า
หนังเดินเรื่องได้ กระชับ ฉับไว รวดเร็วดีมากๆ เปิดเรื่องมาฉึบฉับๆ แป๊บเดียวลูกพี่แกก็ตายแล้ว พี่แกก็ออกตามล่าคนฆ่าลูกจนสุดท้าย ผู้ร้ายก็ตายเกลี้ยง เนื้อเรื่องทั้งเรื่องมีแค่นี้ งง ล่ะสิ อ้าว ก็เราไม่ได้มาดูเนื้อเรื่อง หนังแนวนี้ ใครจะมาดูเนื้อเรื่อง เค้าก็มาดู คนยิงปืนกัน โป้งป้างๆ ก็เท่านั้น ก็มันส์ มีลุ้นตลอดเวลา มันส์โคตรๆ ไม่ค่อยได้ดูพี่แกเล่น action ซักเท่าไหร่ หรือดูแล้วจำไม่ได้ก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า ใครที่ชอบดูแนวยิงกระหน่ำ ต้องเรื่องนี้เลย ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังเรื่อง shoot’m up เรื่องนั้นก็โคตรมันส์ ชอบมากๆ ผู้ร้ายที่เล่น ก็ช่างไปสรรหามา หน้าตากวนทีน ( อีกแล้ว รู้สึกหาผู้ร้ายมาแต่ละคน หน้าตาน่าหมั่นไส้ได้ใจเหลือเกินนะพี่ ) เห็นหน้ามันแล้วอยากวิ่งเข้าไปในจอแล้วยิงด้วยตัวเองเลย พับผ่า 5555 ไม่รู้ว่าใครจะยิงใคร 5555
สรุป อย่าไปซีเรียสกับเนื้อเรื่องมาก หนังเรื่องนี้เค้าดูเอามันส์ สะใจดี ดูแล้วสงสารพระเอก บางฉากแอบน้ำตาไหลนิดๆ สงสารพี่แก ลูกก็ตายหมด เมียก็ตาย ตัวแกเองก็ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะเก็บผู้ร้ายได้หมด คนดูก็ลุ้นเกือบตายเหมือนกัน ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง ล่า ของไทย เนื้อเรื่องใกล้เคียงกันมาก แค่สลับจากพ่อเป็นแม่ที่คอยตามล่าผู้ร้ายเท่านั้น เราเองให้ 9 / 10 นะ สำหรับเรื่องนี้

เนื้อเรื่องย่อ : จาก http://justjear.exteen.com
นิค ฮูม (เควิน เบค่อน) เป็นผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีชีวิตแสนสบายและมั่นคง เขาก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทุกเช้าก็ตื่นไปทำงานตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง ของบริษัทประกัน พอเลิกงานก็ตรงดิ่งกลับบ้านเพราะมีภรรยาสาวสวยชื่อเฮเลน (เคลลี่ เพรสตัน) รออยู่พร้อมลูกชายวัยรุ่น 2 คนคือ เบรนแดน (สจ๊วต ลาฟเฟอร์ตี้) กับ ลูคัส (จอร์แดน การ์เร็ตต์)
ครอบครัวของฮูมเป็นครอบครัวคนชั้นกลางที่ไม่ต่างไปจากบ้านอื่น ๆ ในย่านชุมชนชานเมือง ซึ่งนิคก็พอใจกับวิถีชีวิตแบบนี้ เขา มักเดินฮัมเพลงไปรอบบ้านอย่างมีความสุข ดื่มด่ำความใกล้ชิดกับเฮเลน เธอคือคนที่เขาไว้ใจและเคารพการใช้ชีวิตคู่อย่างเท่าเทียม นิคยังให้เวลากับลูกชาย ทั้งเบรนแดนลูกชายคนโตที่มีความเชื่อมั่นและดันทุรัง เขาเป็นคนดังของโรงเรียน เป็นนักกีฬา และตั้งใจจะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบทเริ่มต้นสำหรับอนาคตของเขา ลูคัส ผู้เป็นน้องก็ยึดแบบอย่างตามพี่ชาย แต่ก็พยายามดิ้นรนให้พ้นจากความโด่งดังของพี่ชาย ลูคัสยังค้นหาแนวทางของตัวเองไม่เจอ และรู้สึกเสมอว่าใคร ๆ ก็ไม่ค่อยใส่ใจเขามากนัก เพราะมัวแต่หลงใหลได้ปลื้มไปกับพี่ชายคนดังนั่นเอง แต่โดยรวมแล้วครอบครัวของฮูมก็เหมือนกับครอบครัวอเมริกันทั่วไปที่ยึดมั่นใน ศีลธรรมและอ่อนน้อมถ่อมตน
แล้ววันหนึ่งชีวิตอันแสนสุขของครอบครัวฮูมก็มีอันต้องสะดุด มันเป็นคืนที่นิคขับรถพาเบรนแดนลูกชายคนโตกลับจากการแข่งขันฮ็อกกี้ ระหว่างทางก็แวะเติมน้ำมัน ในขณะที่นิคกำลังเติมน้ำมันอยู่นั้น เบรนแดนก็เข้าซื้อเครื่องดื่ม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนร้ายสวมหน้ากากสกีพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าปล้น ร้านค้าแห่งนั้น แต่มันไม่ใช่การปล้นร้านสะดวกรายอื่น ๆ หากเป็นขั้นตอนสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นใหญ่ของโจ ดาร์ลีย์ (แม็ทธิว โอเลียรี) น้องชายของบิลลี่ ดาร์ลีย์ (การ์เร็ตต์ เฮ็ดลันด์) หัวหน้าแก๊งอันธพาลจอมโหด หลังจากข่มขู่และฆ่าพนักงานของร้านแล้ว พวกมันก็หันมาเล่นงานเบรนแดน
ตอนนั้นเองที่นิคหันหน้าจากหัวจ่ายน้ำมันไปยังร้านค้า เพียงเพื่อจะได้เห็นภาพสะเทือนใจตอนโจจะพรากอนาคตอันเรืองรองไปพร้อมกับลม หายใจของเบรนแดน ก่อนทิ้งเขาให้นอนจมกองเลือดก่อนที่จะเริ่มหนี นิควิ่งเข้าไปหวังช่วยเบรนแดนเป็นเหตุให้เขาชนกับโจจนล้มลง หน้ากากสกีของโจหลุดออกแล้วอนาคตของโจก็พลิกผันไปด้วยเช่นกัน
ถึงโจจะถูกจับกุม และวอลลิส (ไอชา ไทเลอร์) ตำรวจหญิงเจ้าของคดีรับปากว่า เธอจะหาทางเอาผิดโจให้จนได้ แต่โจก็กลับไปใช้ชีวิตอิสระบนท้องถนนอีกครั้ง ด้วยความเศร้าและความต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกชายคนโต นิคจึงบันดาลโทสะออกตามล่าโจ และลงมือปิดบัญชีแค้นด้วยตัวเอง ในขณะที่สับสนทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น นิคก็ตัดสินใจกลับมายังบ้านอันแสนสุขที่มีภรรยาสุดที่รัก และลูกชายคนเล็ก พร้อมด้วยการงานที่มั่นคงรออยู่นั่นเอง
นิคคิดไปเองว่าทุกอย่าง จบลงแล้ว ทางออกแม้ไม่ค่อยสวยนักสำหรับความสูญเสียสุดสยอง แต่ก็ดูจะสาสมกันดีแล้วนี่ เพียงแต่ตอนนี้นิคก็มือเปื้อนเลือด และไม่มีทางล้างมลทินนี้ออกไปได้ บิลลี่ ดาร์ลีย์ แค้นสุดคลั่งออกตามล่านิคหวังแก้แค้นชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ความแค้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นิคจะยอม สูญเสียอะไรเพื่อป้องกันครอบครัวของเขาบ้าง แล้วบิลลี่ล่ะจะยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาให้สมกับที่เป็นหัว หน้าใหญ่หรือไม่
Synopsis From http://www.fandango.com/

Part vigilante drama and part psychological thriller, the James Wan-directed Death Sentence stars Kevin Bacon as Nick Hume, a deceptively passive exec whose wife and children are attacked in a sadistic, gang-related hazing rite, and his oldest son killed. Hell-bent on cold-blooded vengeance, Hume pulls a Bronson by tagging each of the perpetrators, then tracking down and rubbing out each one, with the help of formidable, blue-steel artillery. Aisha Tyler co-stars as the homicide detective who first agrees to assist Hume in his mission, then begins to edge up to the conclusion that the unstable father himself might be responsible for the nasty crimes against his family. Kelly Preston co-stars as Bacon's wife, Helen Hume; the cast also features John Goodman (The Big Lebowski), Leigh Whannell (Saw), and Matt O'Leary. Ian Jeffers loosely adapted Brian Garfield's popular 1975 novel. ~ Nathan Southern, All Movie Guide

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/13/2008 05:00:00 PM
The Other Boleyn Girl : บัลลังก์ รักฉาวโลก
ตอนที่ได้รับตั๋วฟรีมา เห็นรูปเล็กๆที่อยู่บนบัตร มองไม่ออกว่าเป็นรูปใครบ้าง รู้แต่ว่ามีดาราในรูปสามคน เพราะรูปเล็กมากๆ มารู้อีกทีตอนที่มีโฆษณาในโรง ทำให้รู้ตัวทันทีเลยว่า มี นาตาลี พอร์ทแมน สการ์เล็ต โจฮันสัน และ อีริค บานา แถมยังแต่งตัวแบบโบราณย้อนยุคอีก บอกตัวเองตอนนั้นว่า เฮ้ย นี่มัน แอนโบลีน ที่เราเคยอ่านมาตอนเด็กๆนี่ เป็นเรื่องจริงแนวอิงประวัติศาสตร์ ตอนนั้น จำได้ว่า คนที่เขียน เขียนไปพูดไปว่า สนุกอย่างโน้นอย่างนี้ เราตอนอ่านเราก็ว่า สนุก รู้สึกว่าเคยมีคนเอามาสร้างเป็นหนังแล้วนะ ไม่รู้ว่า เรื่องนี้ ผู้กำกับจะพยายามนำเสนออะไร แบบนี้ น่าดูว่ะ ไม่ดูไม่ได้แล้ว
วันที่หนังเข้าโรงวันแรก เป็นวันที่เราไม่ว่างพอดี เลยอดดูรอบแรกเลย 5555 แต่ปลอบใจตัวเองว่า เอาไว้ไปดูโรง พารากอนดีกว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปดูที่นั่น สงสัยก้นไม่มีบุญได้นั่งเก้าอี้ที่นั่น 5555
เราเลือกไปดูที่ ซีคอน เพราะว่า วันนี้ ตั้งใจไว้แล้วว่า อยากกิน บาบีคิวพลาซ่า พอดีมีตั๋วกินฟรีอีกแล้ว ( ชีวิต มีแต่ของฟรี 5555 พูดเล่น กว่าจะได้อะไรฟรีที่ว่า แทบจะต้องเอาชีวิตเข้าแลก 5555 ) ฟรี 300 บาท เราจะต้องคำนวณให้พอดีๆ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เราสั่งไปเต็มโต๊ะเลยแหละ พอดี โชคดี เป็นคนบวกเลขเร็ว พอกวาดสายตาไปที่เมนู สมองเราก็คำนวณตัวเลขทั้งหมด เบ็ดเสร็จได้ 299 พอดี แหมเสียดาย ไม่มีอะไรที่ราคา 1 บาท ไม่งั้นนะ เราสั่งไปแล้ว 55555
ถ้าจะให้พูดตรงๆ เราไม่ค่อยชอบโรง EGV ( ทั้งหมดทุกโรงเลย ไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ ) สาเหตุก็เพราะ เรารู้สึกว่า ไม่ใช่รู้สึกหรอก จริงๆเลย เราว่า มันเหม็นอ่ะ อับๆ ยังไงก็ไม่รู้ เบาะบางตัวมีกลิ่นเหงื่อของคนก่อนหน้าที่เคยนั่ง เหม็นสาบมาก ( ที่พูดนี่ ไม่ใช่จะบอกว่าเราตัวหอมนะ ต้องไปนั่งเองแล้วจะรู้ว่าเหม็นจริงๆ อ้อ บางตัวนะ ไม่ใช่ทุกตัว) ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ทั้งๆที่เป็นพี่น้องกับเครือเมเจอร์แท้ๆ กลิ่นก็ยังแรง ไม่รู้บริหารแตกต่างกันยังไง งง
มาเข้าเรื่องดีกว่า อย่างที่บอกว่า เรื่องนี้เป็นแนวอิงประวัติศาสตร์ ที่เรารู้ตอนจบอยู่แล้วว่า แอน โบลีนต้องโดนตัดหัว แต่ที่เราอยากดู คือ อยากรู้ว่า เค้าจะเดินเรื่องยังไง ถ้าเรื่องที่เค้าสร้างนี้ ไม่ได้แต่งเติมเนื้อเรื่อง เราว่า ชีวิตของพี่น้องตระกูลนี้ น่าสงสารนะ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย โดนครอบครัวใช้เป็นเครื่องมือไต่เต้าไปสู่ความร่ำรวย สุดท้าย ก็ตายหมด ทุกคน นี่แหละน้า ความโลภ แท้ๆ
นาตาลี หน้าตาสวยดูดีมากๆ เหมือนกับเป็นเจ้าหญิงจริงๆ ยิ่งตอนที่ได้เป็นราชินี เราว่าดูแล้วอินมากๆ เสียอย่างเดียว เธอเตี้ยไปนิด ดูแล้วเหมือนเอาเด็กแก่นๆมาแสดง เพราะหน้าตาก็อ่อนอยู่แล้ว แต่ต้องมารับบทผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ ถ้าเปรียบกับยุคนี้ เรียกได้ว่า เปรี้ยวสุดๆ ฝีมือการแสดง ดีวันดีคืน เต็มที่มากๆ จริงๆแล้วเราชอบมาตั้งนานแล้ว ยกเว้นตอนเล่น สตาร์วอร์ ที่เรารู้จักเธอเรื่องแรก เรารับไม่ได้เลย แต่งตัวเหมือนคนบ้า ถึงแม้จะบอกว่า แต่งตัวแนวอวกาศก็เหอะ เหมือนนุ่งกิโมโนแล้วใส่ชฎา ไม่บ้าแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ แต่จากนั้นมาก็ตามดูไปเรื่อยๆ ที่ชอบสุดๆดูเหมือนจะเรื่อง Alfe รึเปล่า ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่า ที่เล่นเป็นนางระบำเปลื้องผ้า โอ้โฮ เล่นดีจริงๆ นึกว่า เป็นอาชีพเสริมซะอีก 5555 แสดงว่า ต้องมีการไปฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ถึงเต้นได้ขนาดนั้น
ส่วน สกาเล็ต ไม่นึกว่า เล่นเรื่องนี้ แล้ว จะไม่สวยได้ขนาดนี้ จริงๆแล้ว สกาเล็ตเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้เรามาดูเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะปกติ เวลาที่เธอแสดงบทที่แต่งตัวสมัยใหม่ หน้าสวยมากๆ หุ่นก็ดีพอๆกับ เจสสิก้า อัลบ้า เลยสงสัยเรื่องนี้ เนื่องจากต้องใส่ ชุดสุ่มตลอดเวลา เลยเหมือนคนตัวอ้วนๆ พองๆ ความสวยเลยหายไปเกือบหมด แถมไม่แต่งหน้าอีก เลยดูเหมือนคนอมโรค แต่ฝีมือการแสดงก็จัดได้ว่า โอเค เราว่าที่เธอไม่ได้ปล่อยอารมณ์มากเท่าไหร่เพราะบทที่เธอได้รับ แสดงเป็นผู้หญิงเรียบร้อย เก็บกด มากกว่า พอมาเปรียบกับ นาตาลี ที่บทส่งให้ปล่อยเต็มที่เลยดูเหมือนกับว่า นาตาลีเด่นกว่าเยอะเลย
อีริค บานา เล่นเป็นพระราชาที่บ้าผู้หญิง แสดงดีมาก ดูเหมือนคนขาดผู้หญิงไม่ได้ตลอดเวลา หน้าตาหื่นได้ใจ 5555 มีเมียเยอะแยะ ไม่นึกเลยว่า ฝรั่งจะมีเมียได้เยอะขนาดนี้ สุดท้าย บรรดาเมียๆก็ซวยกันไปตามๆกัน โดนเนรเทศมั่ง ตายมั่ง เฮ้อ น่าสงสาร
เราแปลกใจว่า ทำไม ฝรั่งเค้าถึงกล้าเอาเรื่องเจ้าๆนายๆ มาสร้างหนังตีแผ่ขนาดนี้ เราดูไปก็สงสัยไป ค่านิยมคงต่างกันแหละ จริงๆ เรื่องนี้ แค่ดูเสื้อผ้า ก็โคตรคุ้มแล้ว เพราะหรูหราสุดๆ โดยเฉพาะชุดของอีริค แต่ละชุด ดูฟูฟ่องใหญ่โตอลังการ เหมือนกับนักรักบี้ หรือ อเมริกันฟุตบอลก็ไม่ปาน ไหล่กว้างขนาดวางทีวี 29 นิ้วได้ข้างละเครื่องโดยไม่หล่น ประดับด้วยขนสัตว์ และอัญมณี เว่อสุดๆ แต่เราเชื่อนะว่า สมัยก่อนเค้าแต่งอย่างนี้จริงๆ ยกเว้นเรื่องเสริมไหล่ ที่เราว่า เกินเหตุ 5555
ส่วยชุดของนางเอกทั้งสองคน ก็สวยอยู่แล้ว แหม ก็เล่นเป็นถึงราชินี เสื้อผ้าดูดีทุกชุด แต่งตัวเหมือนกับในไพ่ตัวแหม่มเลย ตอนแรกที่เราเล่นไพ่ เราเห็นชุดของควีนในไพ่เราก็แอบงงเล็กๆนะ นึกว่า คนวาดเอารูปแม่ชีมาวาด ที่ไหนได้ อ๋อ สมัยก่อนราชินีอังกฤษเค้าแต่งตัวกันแบบนี้เองน่อ อั๊วเพิ่งรู้ ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ไปดูรูปในไพ่รูปตัวแหม่มได้เลย เหมือนเปี๊ยบ
สรุป เราว่าเป็นหนังที่ดูสนุกเรื่องนึง นึกไม่ถึงว่าประวัติศาสตร์ของอังกฤษ จะมีเรื่องมันส์ๆแนว ศึกสองนางพญาที่มันส์สูสีกับหนังจีนได้ขนาดนี้ เสียแต่ว่า ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องกู้ชาติกู้แผ่นดิน แบบหนังจีน กลายเป็นเรื่องความงกของครอบครัวไปซะนี่ แต่เอาเหอะ คงไม่ได้เป็นเรื่องจริง 100% หรอกน่า คงเสริมแต่งอะไรให้มันดูหนุกๆบ้าง ไม่งั้นคงเซ็งแย่ เครืองแต่งกายฉากเฉิกก็มีความพยายามทำให้มันสมจริง แบบนี้แหละ ทำให้เราอยากซื้อ ดีวีดี เก็บไว้ เราว่า ถ้าไม่คิดอะไรมากดูเอามันส์ ก็น่าจะให้เค้าได้ซัก 9/10 นะ
เรื่องย่อหนัง The Other Boleyn Girl : บัลลังก์ รักฉาวโลก
จาก http://movie.sanook.com/movie/movie_14152.php
แอน (นาตาลี พอร์ตแมน) บุตรสาวคนโตของตระกูลโบลีน ถูกนำตัวกลับจากฝรั่งเศสเพื่อมาประจำในราชสำนักทิวดอร์ที่ซึ่ง แมรี่ (สกาเล็ต โจฮานสัน) น้องสาวกำลังก้าวขึ้นเป็นพระสนมคนโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 โชคชะตาผันผวนทำให้สองพี่น้องต้องร่วมมือกันสร้างเส้นทางสู่อำนาจในราชสำนัก ทั้งที่นิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แมรี่นั้นอ่อนหวานและอดทน ส่วนแอนสวยสง่าทะเยอทะยาน ทั้งสองเหมือนภาพสะท้อนของกระจกเงาซึ่งไม่อาจพรากจากกันได้ ไม่ว่าจะรักหรือชัง ทุกข์หรือสุข เป็นหรือตาย ในที่สุดทั้งคู่ก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดในการครองบังลังก์อังกฤษเมื่อแมรี่ให้กำเนิดบุตรชายนอกสมรสแก่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ส่วนแอนเข้าพิธีอภิเษกกับพระองค์…แต่อำนาจ วาสนา ที่ได้มาเหมือนต้องคำสาป สาปให้จุดเริ่มต้นอันสดใสของหญิงสาวตระกูล“โบลีน” ต้องกลายเป็นจุดจบที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก
Synopsis : The Other Boleyn Girls
From http://www.fandango.com/theotherboleyngirl_v353424/summary
Adapted from author Philippa Gregory's historical novel of the same name, director Justin Chadwick's atmospheric period drama follows the fierce competition between sisters Mary (Scarlett Johansson) and Anne Boleyn (Natalie Portman) to win the affections of Tudor king Henry VIII (Eric Bana). Anne and Mary Boleyn are under pressure from their father and uncle to help maintain the family's rich legacy and ensure their further prosperity by winning the affections of none other than the king of England (Eric Bana). But life in the royal court is far different than it was in the countryside where these two sisters were raised, and before long their bid to earn the love of the king has transformed two once-happy sisters into bitter rivals. At first, it appears that Mary has triumphed in winning the king's favor by becoming his mistress and bearing him an illegitimate child. Despite her early success, however, Mary has underestimated just how clever and cunning her sibling can truly be. Not only does the relentless Anne manage to edge aside her sister in the eyes of King Henry, but she also succeeds in averting his gaze from his wife, Queen Catherine of Aragon, as well. Mary is driven by genuine affection for King Henry, while her sister Anne has only kept up the charade in a desperate bid to become the queen of England. Now, the growing chasm between two sisters is mirrored on a larger scale as England becomes divided more than ever before. As the consequences of their actions threaten to alter the course of an entire nation, these two sisters will ultimately discover that the only place they will find true strength and loyalty is in family, and that no matter what the consequences they will forever be bound by blood. ~ Jason Buchanan, All Movie Guide

Labels: , , , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/13/2008 04:20:00 PM
Sex and the city The Movie
ด้วยความกลัวว่าตั๋วฟรีจะหมดอายุ เลยต้องถ่อสังขารไปดูหนังเรื่องนี้ ที่ SF เดอะมอลล์บางกะปิ จะว่าไป เรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ในความรู้สึกอยากดูของเราเลยแม้แต่น้อย เพราะเราเป็นโรคจิตอย่างนึง ชอบขวางโลก อะไรที่คนชอบมากๆเราจะหันหลังให้ อะไรที่คนชอบน้อยๆเราจะชอบมากๆเลย 555 ( ล้อเล่น )
เปล่าหรอก เรื่องของเรื่อง ก็คือ เราเคยดูซีรี่เรื่องนี้ทาง UBC มาแล้วบ้าง ก็ดูสนุกนะ เผลอๆจะสนุกกว่า หนังเกาหลี หรือ หนังจีนบางเรื่องซะอีก แต่เราไม่ค่อยชอบตัวนางเอกเท่าไหร่ สารภาพเลยนะ เราว่า ซาร่า ขี้เหร่อ่ะ ซึ่งบทนี้ น่าจะให้คนที่สวยกว่านี้มาแสดง ( เราพูดตรงๆนะ เราอาจไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ ที่เค้าอาจกำหนดให้คนบุคลิกแบบนี้เป็นนางเอกก็ได้ ) แล้วอีกอย่าง เธอมีไฝที่ปากแถวๆคางด้วย เลยดูน่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกต่างหากเลย ทีนี้ ส่วนตัวละครตัวอื่น เราไม่ขัดสายตาเลยซักตัว โอเคหมด
ถึงแม้จะใช้ชื่อ sex and the city แต่เนื้อเรื่องไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้อย่างโจ๋งครึ่มเหมือนที่หลายคนเข้าใจ ตรงกันข้าม เรื่องนี้ ให้แง่มุมและ คำจำกัดความ ของคำว่าความรักได้หลากหลายมิติมากกว่าการตีความจากชื่อเรื่อง ทั้งเรื่องความเข้าใจกันของคนในครอบครัว ความสมหวังในความรัก ความคิดที่แตกต่างกันของชายหญิง และที่เราประทับใจสุดๆกับสิ่งที่เรื่องนี้นำเสนอคือ เรื่องของ มิตรภาพ โดยผ่านตัวละครหลักหญิง 4 ตัว เป็นตัวแทนของปัญหาที่แตกต่างกัน
ถ้าใครที่ชอบดูแฟชั่น มาดูเรื่องนี้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ เพราะ แครี่ ตัวเอกของเรื่อง เธอช่างกล้าหาญชาญชัยในการแต่งกาย คิดว่า ในโลกนี้ คงไม่มีใครในชีวิตจริงเอาเสื้อผ้าแบบนี้มาใส่เดินกลางถนนเด็ดขาด นอกจากเธอคนเดียว บางชุด เรานึกไม่ออกว่า คนดีไซน์ ใช้สมองส่วนไหนสร้างสรรค์ออกมา ไม่แน่ หนึ่งในบรรดาดีไซเนอร์ อาจ มีคุณ ดารุณี กฤตบุญญาลัย ด้วยก็ได้ 5555 เพราะในเมืองไทย ถ้าจะมีกล้าขนาดนี้ ก็น่าจะมีคุณคนนี้แหละ ที่น่าจะกล้าพอ
ชุดแต่ละชุด แม่เจ้าโว้ย ถ้าเอามาใส่มาเดินกลางถนนในกรุงเทพ รับรองว่า คนต้องมองกันคอเคล็ด ค่าที่ว่า ทั้งสี และ แบบ มันแสนจะสะดุดตา บาชุด มีดอกไม้ขนาดยักษ์ ขนาด ลาล่า ลูลู่ ยังต้องอาย ประดับหน้า ประดับหลัง หัวหูก็ดูเหมือนเพิ่งตื่นนอน เฮ้ย พูดมากไปแล้ว สงสียเรามีอคติกับ ซาร่าเป็นทุนเดิม เลยติมากไปหน่อย งั้นพอแค่นี้ก็ได้ 55555 เอาเป็นว่า คนสร้าง เค้าคงอยากคืนกำไรให้คนดู เลยเอาซะหน่อย มั๊งหนังเริ่มต้นมาก็พูดถึงเรื่องของเพื่อนรัก 4 คน เรื่องดำเนินไปจนเกิดปมของความไม่เข้าใจกันในตอนกลางเรื่อง และ ปมต่างๆถูกคลี่คลายจนหมด ทิ้งไว้ให้คนดูเข้าใจกันเองว่า ไม่ว่า คุณจะสมหวังหรือผิดหวังในเรื่องของความรัก มิตรภาพที่แท้จริงจะช่วยให้คุณยืนหยัดอยู่ได้
สรุป เราชอบนะ ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบหน้าตาของนางเอกเท่าไหร่ แต่ก็เอาเหอะพอดูได้ ก็ไปดูหน้าเพื่อนนางเอกแทน 555 เนื้อเรื่องก็ดูสนุกดี ถึงแม้เสื้อผ้าจะเว่อร์ไปนิด แต่ก็ นะ ดีกว่า ใส่ผ้าถุงมาแสดง 555 รวมๆแล้ว เราว่า ถ้าดูเอาเพลิน ก็พอไปไหว แต่เรื่องนี้ อาจไม่เหมาะกับเด็กเท่าไหร่ เพราะว่า มันมีฉาก อีโรติก วับๆแวมๆ ประปราย ต้องระวัง คอยปิดตาเด็กให้ดีดี รวมๆ เราให้ 8.8 / 10
เนื้อเรื่องย่อ จาก http://www.majorcineplex.com/
จากซีรีส์ทางโทรทัศน์อันโด่งดังทางช่อง HBOเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีสาวๆคนไหน ไม่รู้จักพวกเธอทั้ง 4 คนเรื่องราวชีวิตและความรัก ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่ไม่เคยหลับอย่างนิวยอร์ก จะกลับมาอีกครั้ง บนจอใหญ่...พร้อมกับนักแสดงคนเดิม ครบชุด!user posted imageSex and the City กำลังมาสู่บนจอใหญ่ จากซีรีส์ทางทีวีอันโด่งดังทางช่อง HBO ในฉบับภาพยนตร์นี้ จะดำเนินเรื่องราวต่อจากตอนที่ซีรีส์จบไป 4 ปีต่อมาของ แครี่, ซาแมนต้า, ชาร์ล็อตต์ และมิแรนด้า 4 เพื่อนสาว ที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างแมนฮัดตัน โดยบทบาทของ 4 เพื่อนสาว ยังคงได้ 4 นักแสดงนำจากซีรีส์ดัง กลับมารับบทครบชุด คือ ซาร่าห์ เจสสิก้า พาร์คเกอร์, คิม แคทโทรล, คริสติน เดวิส และซินย์เธีย นิกซัน และได้ ไมเคิล แพททริค คิงส์ มากำกับการแสดงและเขียนบทภาพยนตร์ให้ นอกจากนั้นยังได้ คริส นอร์ท, เดวิด อีเดนเบิร์ก, อีวาน แฮนด์เลอร์ และเจสัน เลวิส กลับมาร่วมทีมแสดงบทบาทที่สาวๆหลงใหลอีกครั้งด้วย แถมยังได้นักแสดงคุณภาพรางวัลออสการ์หมาดๆ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน มาร่วมแสดงเป็นตัวละครใหม่ในบทของเลขาของแครี่ อีกด้วย ในเรื่องของเรื่องย่อและบทภาพยนตร์ ซึ่งตอนนี้ยังคงเป็นความลับสุดยอด แต่เร็วๆนี้ น่าจะได้ทราบพล็อตเรื่องเต็มๆ แน่นอน

Synopsis from : http://www.flickwit.net/
Film begins with snippets from the series running over the opening credits, giving an overview of each character and what they are up to. Miranda (Cynthia Nixon) is still living in Brooklyn with Steve (David Eigenberg) and Brady (Joseph Pupo); Charlotte (Kristin Davis) and Harry (Evan Handler) form a happy family with their adopted daughter Lily; Samantha (Kim Cattrall) is managing Smith’s (Jason Lewis) television career in LA.* Carrie (Sarah Jessica Parker) and Big (Chris Noth) are still together, and searching for a place of their own in Manhattan. After viewing thirty-three apartments which are immediately vetoed, they are shown, by chance, the penthouse in the building they are particularly interested in. Carrie falls in love with it immediately, except for the small in-built wardrobe. Big decides to buy it for them on the spot, promising Carrie he will build a better closet.* Samantha returns from LA, and the foursome attend a Christie’s auction, selling the fortune of jewellery given to a socialite by her wealthy boyfriend, who has broken up with her, kicked her out, and left her with nothing but her baubles. Samantha bids for a ring, encrusted with gems in the shape of a flower, but loses to a secret bidder on the phone, whom she later finds out is Smith. In the bathroom, the girls run into a friend of the jilted socialite, who recounts the story of how she was left with nothing after ten years because she wasn’t married and had no financial rights.
Carrie tells Big she wants to sell her apartment to contribute to the cost of the penthouse. He tells her it’s not necessary, and she explains that she wants to have a legal right to their home, since they are not married. He suggests that they then get married. Carrie agrees.* At lunch, Carrie tells Charlotte and Miranda that she and Big discussed the details of moving in together, and decided that it made sense to get married. Charlotte screams and announces the engagement to the other diners, who applaud when she informs them that this comes after ten years of dating.* Carrie calls Samantha and tells her the news. Samantha is less than thrilled, and ends the call quite abruptly. Carrie stands at the counter in a boutique and wryly waits for Samantha to call back, which she does. Samantha makes several comparisons between Botox and marriage, including when Carrie asks her to be maid of honour. * In LA, Samantha is becoming resentful of the time she spends focusing on Smith and his career. She is also lusting after their next door neighbour, Dante.* Miranda is concerned about her marriage, and wonders about the lack of intimacy and fun between her and Steve. She asks the other girls how often they have sex. Miranda tells them she and Steve had sex recently which ended in a fight, after Miranda told Steve to just get it over with. She admits that before that night they hadn’t had sex for six months. Soon after, Steve confesses to Miranda that he slept with another woman, just once. Miranda separates from Steve immediately.
Carrie and Big’s wedding plans start to gain their own momentum, as an announcement appears in the social pages, the guest list grows, and Carrie is gifted with a gown from Vivienne Westwood after modelling it for a shoot in Vogue. Carrie reads to Big from a book of famous love letters she has borrowed from the library. They joke at Big’s lack of romance and the fact that he has never sent her a love letter. In the end, Carrie tells him that she will be happy even if his ceremonial vow is simply a pledge to love her forever. On returning her book to the library, Carrie learns that a wedding is being held there and decides to have it for her own venue. Big, or John James Preston as he is now known, tries to express his desire to keep the event low-key. Carrie dismisses his worries, instead focussing on preparing for the big day.* The eve of the wedding arrives, and the couple’s nearest and dearest attend their rehearsal dinner. Things turn sour when, after a fight with Steve, Miranda makes a flippant remark to Big that he and Carrie are crazy to get married. Big, who is already experiencing doubts, tries to talk to Carrie about his deep reservations. Carrie, determined that everything go ahead as planned, tries to convince him that there is nothing to worry about.
On the day of the wedding, Carrie gets dressed in her Westwood, ruining it with an aging shade of lipstick and a large bird on her head. Little Lily takes Carrie’s phone, leaving the bride unaware that her groom is trying to reach her. At the New York Public Library, Big waits in the car as Carrie and her bridesmaids arrive. He has a Days of Our Lives moment as he wills her to turn around and look at him so he will know it’s just about them. When she doesn’t, he leaves. * Upon entering the library, Carrie learns from Stanford (Willie Garson) and Anthony (Mario Cantone) that Big hasn’t arrived. She calls him and he tells her he can’t go through with the wedding. She leaves, distraught. Moments later, Big changes his mind and returns. He stops his car after it passes Carrie’s. He tries to apologise but Carrie lashes out, furious, battering him with her bouquet before being bundled back in the car.* The girls accompany Carrie on her honeymoon to Mexico, where Carrie remains in bed for days on end. When she finally emerges, she wonders if she will ever laugh again. She starts to listen to her messages from Big, but ends up throwing her pink phone into the sea. Beside the pool, Sam is aghast at Miranda’s unwaxed bikini line. Miranda is upset, thinking that Samantha is suggesting Steve cheated because Miranda let the sex go out of their marriage. Charlotte refuses to eat anything served at the resort, instead subsisting on packaged puddings. She forgets herself momentarily in the shower however, and accidentally swallows some water. She shortly becomes sick, and quickly returns to the villa to find the girls by the pool and the door locked while the maids clean. Too late to make it to the toilet, Charlotte loses control of her bowels. Carrie finally finds her sense of humour again, and laughs hysterically.
On her return to New York, Carrie employs an assistant to help her move back into her old apartment and manage her admin as she endeavours to write her fourth book. Her assistant is called Louise (Jennifer Hudson), and she has moved from St Louis to Manhattan on a quest to fall in love. She has a fondness for labels but rents them since she can’t afford to buy them. The first thing Carrie has Louise do is block all of Big’s emails.* Carrie looks after Lily while Charlotte goes to the doctor, where she finds she has fallen pregnant. At first she worries that something terrible will happen, since her life is so happy, but Carrie reminds her that she has already had her dose of bad luck, outside the locked door of their villa in Mexico.* Miranda and Carrie support each other as they deal with the break-down of their relationships, but when Miranda finally tells Carrie about the remark she made to Big on the night before the wedding-that-wasn’t, Carrie places the blame on Miranda and walks out of the restaurant where they were having dinner together.* When Carrie won’t return Miranda’s calls, and refuses to forgive her, Miranda considers her own refusal to forgive Steve or discuss what happened. She relents and attends counselling with him. Miranda and Carrie make up and Miranda tells Carrie about the counsellor’s plan: Miranda and Steve don’t see each other for two weeks, and at the end of that time, decide whether they want to try to make their marriage work. If they do, they meet on the Brooklyn Bridge, and if they both turn up, they resume their relationship and forget what happened in the past.
Samantha adopts a dog after seeing its libido in action. When the dog runs away next door, Samantha follows her and is propositioned by a naked Dante. Sam begins overeating to distract herself from the urge to cheat on Smith. She makes a trip back to New York where everyone is horrified by how ‘fat’ she is. She decides that although Smith supported her through chemo, when she is with him she is denying who she really is.* Carrie dyes her hair dark and refurnishes her apartment into a homogenised, ultra-modern residence, lacking in character and brown-stone charm. Miranda and Steve meet on the Brooklyn Bridge and reconcile. Samantha and Smith break up and Samantha returns to New York. Louise moves back to St Louis after getting engaged to her ex-boyfriend.* After a morning of shopping, Charlotte – uncharacteristically – goes to a restaurant to have lunch by herself, where she encounters Big. She waddles out in a hurry, but when Big catches up she delivers her rehearsed lecture, cursing the day he was born, before promptly going into labour. Big takes her to the hospital, where he waits until she gives birth to her daughter, Rose. When Carrie arrives at the hospital, Harry relates what happened, and tells Carrie that Big was hoping to see her, that he wants to talk to her, and that he has been sending her letters. Carrie scoffs at the notion of Big sending her a letter, but when she gets home, she recalls the emails she had Louise block.Carrie unblocks Big’s emails using Louise’s admin password, ‘love’. She finds a series of excerpts from the book she had shown Big, Love Letters of Great Men. At the end is a love letter from Big himself, telling her that he is sorry and he will always love her.* Just before the locks are to be changed on the penthouse Big bought, Carrie returns to collect the Manolo Blahnik shoes she had left, months ago, in the refurnished closet. She enters to find Big there, doing the same thing. She runs to him and they kiss, both explaining and apologising for all that happened. After spending time on the floor of the closet talking, Carrie gets up. Big rises to one knee and says they should have done it properly in the first place. He proposes, and when Carrie accepts, he holds out on of her Manolos for her to slip onto her foot in place of a ring. * Carrie and Big get married at New York City Hall, Carrie wearing the simple, non-designer suit she had initially thought to wear when they got married, accessorised by her ‘engagement’ Manolos. Big surprises her, having called her closest friends to meet them after the ceremony. They all go their local diner for a meal.* The film ends with the four women at a bar, celebrating Samantha’s fiftieth birthday. They toast to ‘the next fifty’ with a round of Cosmopolitans.

Labels: ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Tuesday, June 3, 2008,6/03/2008 05:03:00 PM
The Chronicles of Narnia: Prince Caspian อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย:เจ้าชายแคสเปี้ยน
วันนี้ เรามีนัดกับเพื่อนสาว( น้อย ) สองคน สมัย เรียนอยู่ที่ NIDA ไม่ได้เจอกันมาปีกว่า แต่ความน่ารักของทั้งสองคนก็ยังเหมือนเดิม พี่พรรณ ตอนนี้รวยไปแล้ว ทำงานแค่เดือนละไม่กี่วัน แถมยังมีเวลาไปท่องเที่ยวทั่วโลกอีกต่างหาก เป็นที่น่าอิจฉายิ่งนัก ส่วนน้องปุ๋ม นั้น เนื่องด้วยฐานะของที่บ้านดีเป็นทุนเดิม มีบ้านหลังโตในย่านสุขุมวิท จึงไม่ต้องทำงานให้เมื่อย สู้อยู่บ้านเล่น Sudoku เพื่อชิงแชมป์โลกในปีถัดไปดีกว่า 55555
เรานัดกันที่ J-Avenue ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตของเราที่จะได้ไปมีกิจกรรมที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นมากๆ แต่ยังไงซะ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะต้องไปฟิตเนสก่อน เพื่อสุขภาพที่ดี ให้สมกับคนที่เรียนมาทางด้านการแพทย์หน่อย 555 เราตื่นตีห้าเหมือนเดิม แล้วก็ทำธุระส่วนตัวนิดหน่อยก่อนที่จะรีบเดินทางไป Central บางนา เพื่อไปออกกำลังกายแต่เช้า เพราะวางแผนไว้ว่า ถ้าไปให้ทันนัดเราจะต้องออกจาก Central ประมาณ 9.30 ใช้เวลาเดินทาง หนึ่งชั่วโมงก็จะถึง ทองหล่อพอดีเป๊ะ เราไม่ชอบให้ใครมารอเราอ่ะ วันนี้ เรามาถึงฟิตเนสคนแรกเหมือนเดิม รีบวิ่ง รีบยกน้ำหนัก ให้เสร็จแล้ว อ่านหนังสือพิมพ์ อาบน้ำเสร็จก็ 9.30 ตามเวลาที่กำหนดไว้ตรงเผง แล้วเราก็รีบข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม เช็คสายรถเมล์ดูก็รู้ว่า น่าจะไปได้สายเดียวคือสาย 38 จอดหน้าทองหล่อพอดี
เราขึ้นรถเมล์ ได้นั่งด้วย เพราะคนน้อย ถนนก็โล่ง ดูท่าวันนี้ น่าจะเป็นวันที่ดี เพราะอะไรๆก็ดูราบรื่นไปหมด เราก็นั่งทบทวนแผนที่นัดกับเพื่อนๆไปว่าวันนี้ เราจะทำอะไรกันมั่ง อ้อ เรากะว่าจะไปเล่น โบว์ลื่งที่ J-Avenue ก่อน เพ่ะวันนี้ มี Promotion เล่น 4 เกมส์ 100 เดียว ในความรู้สึกเราเราว่าถูกมากๆๆๆ เพราะ ตกแค่เกมส์ละ 25 บาทเอง ปกติรู้สึกว่า จะ 60-80 บาท แล้วเห็นน้องปุ๋มบอกว่าอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวนั้น เสร็จแล้วก็ไปดูหนังกันต่อที่ เมเจอร์สุขุมวิท ส่วนพี่พรรณ นั้น เป็นพี่ที่โคตรน่ารัก ตามใจพวกเราทุกอย่าง อยากทำอะไรก็ทำ ตามใจน้องๆสุดฤทธิ์ นั่งนึกเพลินๆก็ถึงซอยทองหล่อแล้ว เราถึงปากซอยทองหล่อตอน 10.10 น.ถึงก่อนเวลาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง นึกถึงคำของเพื่อนๆเราบางคนได้ว่า ที่ทองหล่อ เป็นแหล่งของอร่อย เจออะไรก็ซื้อกินได้เลย อร่อยทุกอย่าง
เราเองเป็นคนชอบกินข้าวก่อนคนอื่น ( ขี้เกียจไปเบียดไปแย่งคนอื่น เลยต้องกินก่อน 5555 ) ใจจริงเราอยากชวน เพื่อนๆกินข้าวก่อนไปเล่นโบว์ลิ่งนะ เพราะจะได้มีแรงโยน อีกอย่าง เราเพิ่งออกกำลังมาด้วยเลยหิวมากเป็นพิเศษ ยิ่งมานึกถึงคำเพื่อนที่ว่า ให้หาอะไรแถวทองหล่อกินแล้ว เราก็เลย เดินเข้าซอยเพื่อไปดูซิว่า มีอะไรน่ากินมั่ง
เรายังไม่เห็นอะไรน่ากินเลยตั้งแต่เดินมาจากปากซอย เห็นร้านขายผลไม้ มีมังคุดของโปรดเราด้วย แต่ว่า มันแพง โลละ ตั้ง 30 ที่อื่นเค้าขายกัน โลละ 15 เอง เราเลยไม่เอา จนถึงป้ายรถเมล์ที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารในซอย แหม เก๋ มากๆ มีรถเมล์แล่นภายในซอยของตัวเองด้วย ค่าโดยสารก็แค่ 6 บาทเอง ถูกกว่ารถสองแถวในซอยแถวบ้านเราอีก นั่งมาสบายเลย รถเล็กมาก เก็บตั้ง 9 บาท เราขึ้นไปนั่ง คนแรกอีกแล้ว สายตาเราก็เหลือบไปมองเห็นของโปรดของเราพอดีเลย มันคือ กล้วยทับ นั่นเอง เรารีบลงจากรถเมล์ลงไปซื้อกล้วยทับ แม่ค้าก็คุยดีมากๆใจดีอีกต่างหากแถมให้เราอีก ราดน้ำอีกเพียบ เพราะเราบอกว่าเราชอบแบบน้ำเยอะๆ เราขอบคุณแม่ค้า แล้วสัญญาว่า ถ้าอร่อยนะ เราจะมาซื้อกินทุกครั้งเลย เราขึ้นมาบนรถเมล์อีกครั้ง เผลอแป๊บเดียว คนนั่งเกือบเต็มรถพร้อมออกแล้ว
เรานั่งกินกล้วยทับบนรถเมล์มาตลอดทาง นึกเสียดายที่ซื้อมาน้อยไปหน่อย ( ซื้อมาแค่ 20 บาท ถุงเบ้อเร่อ เราว่าถูกมากๆ ) น้ำจิ้มอร่อย หวาน หอมกลิ่นเนยสุดๆ เราจะจำไว้ว่า อยู่ตรงป้ายรถเมลล์พอดี ตรงข้ามกับร้านไส้กรอกเยอรมัน นั่งกินไปนั่งกินมา ใจก็นึกถึงคำพูดของน้องปุ๋มไปว่า ลงที่ปากซอย 13 นะคะ เพราะว่า J-Avenue อยู่ซอย 13 ด้วยความที่กะเหรี่ยงสุดๆ กลัวหลง เลยรีบลงมาตั้งแต่ซอย 9 ลงมาเดินซะหน่อยดีกว่า บนรถอากาศร้อนมากกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพื่อความมั่นใจเราเลยตัดสินใจถามวินมอไซ แถวนั้นดีกว่า เค้าบอกว่า เดินไปอีกเพ่อยู่ซอย 15 โหนี่เราต้อเดินไปอีกตั้ง หลายซอยนี่ หนอยแน่ เดี๋ยวเจอหน้าต้องต่อว่าซักหน่อย
เรามาถึง J-Avenue ตอน 10.25 น. ดีใจที่ไม่มาสาย อากาศก็ร้อนแสนร้อย กล้วยทับก็ยังไม่หมด เราเดินเข้าไปตากแอร์กินกล้วยทับต่อใน Villa Market ดีกว่า
ข้างใน Villa เหมือนมาอีกประเทศนึงไม่มีผิด ของที่ขาย หลายอย่างเราไม่เคยมาก่อนเลยใน ซุปเปอร์อื่นๆ เช่น มีการ วิปครีม แบบเป็นกล่องๆ แบบตีเสร็จแล้ว พร้อมเอาไปทำเค๊กด้วย เราเคยแต่แบบที่เป็นเสปรย์ ฉีดออกมาเป็นดอกๆเลย แบบนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน ตื่นเต้นมากๆ ซักพักน้องปุ๋มก็มาถึง ก่อน เราเลยชวนเดินตากแอร์ข้างใน ให้เย็นๆก่อน เราเดินออกไปข้างนอกเพื่อหาอย่างอื่นทำแล้วก็รอพี่พรรณไปด้วย ( ได้ยินมาว่า ขับรถหลงอยู่แถวนั้น โถ น่าสงสารน้ำมันก็แพงแสนแพง ต้องโทษน้องปุ๋มคนเดียว ที่บอกทางแบบผิดๆถูกๆ 5555 ) เรานั่งรอที่หน้าร้าน Boots เป็นเก้าอี้ไม้ยาวสีขาว สวยมากๆเลย บรรยากาศก็ดีโคตรๆ เพราะว่ามี ต้นลั่นทมปลูกอยู่เป็นระยะๆ เหมือนนั่งอยู่ที่บ้านเราเลย ทั้งร่ม ทั้งหอม เรานั่งเล่น Sudoku ที่อยู่ใน Daily Xpress ที่หยิบมาจากหน้า Villa แป๊บเดียว น้องปุ๋มก็ทำเสร็จ แถมถูกหมดอีกต่างหาก เก่งจริงๆ มารู้ทีหลังว่า น้องเค้าเล่นทุกวัน จนเป็นเซียนไปแล้ว วันหลังต้องนัดมาดวลกันใหม่ แพ้ใครแพ้ได้ แพ้น้องปุ๋มเรายอมไม่ได้ 5555
ยังไม่ถึงนาทีดี พี่พรรณก็มาถึง เราเลยชวนกันไปกินข้าวแถวนั้น เป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อวัว ซึ่งเราไม่กิน แต่ที่ร้านมีขายข้าวมันไก่ด้วย เราเลยเลี่ยงไปกินข้าวมันไก่ ขอบอกว่า ถ้าใครไม่กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว แล้วคิดว่ามากินข้าวมันไก่แทน ขอบอกเลยว่า คุณ คิดผิด เพราะไม่อร่อยเลย น้อยอีกต่างหาก จืดเหมือนกินข้าวเปล่า ไก่ก็เหนียว ข้าวก็เย็น สรุป ไม่มีอะไรดีเลย อย่ามากินเป็นอันขาด แต่เราไม่ได้ยินใครบ่นเรื่องก๋วยเตี๋ยวนะ แสดงว่า อาจอร่อยก็ได้ แต่เราไม่กล้าบอกใครว่ามันไม่อร่อยอ่ะ เพราะมมีใครถามเราเลย ( 5555 ต่างคนมัวแต่ต่างกินอย่างไม่ลืมหูลืมตา) เสียดายนะ เราจำชื่อร้านไม่ได้ โชคดีของร้านไป
พอหนังท้องตึงได้ที่แล้ว ( จริงๆ วันนี้เรากินน้อยนะเนี่ย อ๋อ แน่ละสิ ก็เราเล่นกินกล้วยทับเข้าไปถุงเบ้อเร่อ 555 ) เราก็ชวนกันไปเล่น โบว์ลิ่ง แหม ชีวิต นี้ มันช่างมีความสุขแบบไร้สาระซะนี่กะไร 555 เราขึ้นไปที่ชั้นสี่ ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของ Major Bowl ก้าวแรกที่เห็นเราว่าเราชอบนะ จะตินิดหน่อยตรงที่มันเล็กไปนิดนึง เราจินตนาการไว้ว่า จะมีซัก 20 เลน แต่นี่มันมีประมาณ 8 เลน ได้มั๊ง แต่ดูรวมๆก็สวยดีนะ เก้าอี้ที่จัดไว้ให้นั่งก็เป็น โซฟายาว นั่งสบายเชียว ตอนที่ไปถึงประมาณ เที่ยงๆ มีเลนเปิดอยู่แค่ 2 เลนเอง คือ เลนที่พวกเราเล่น กับเลนของฝรั่งอีก สองเลนถัดไป
พวกเราเล่นกันส่งเสียงดังแบบหลุดโลก เหมือนจะประกาศว่า เฮ้ย พกเราก็มีเงินมาเล่นโบลว์นะเว้ย ไม่รู้เลนฝรั่งเค้าจะนึกนินทาเราในใจมั่งหรือเปล่า ได้แต่นึกเข้าข้างตัวเองว่า น่ะ เค้าคงเข้าใจเรานะ นึกแล้วเราก็แหกปาก ตะโกน ตบมือ ส่งเสียงเชียร์กันเองต่อไปแบบไม่เกรงใจผีสาง
มาเจอกันครั้งนี้ ทำให้รู้ได้ว่า อันฝีมือโบลว์ลิ่งของเรานั้น ต้องกลับไปฝึกมาใหม่อีก 5 ปี ถึงจะสู้กับพี่พรรณ และ น้องปุ๋มได้ พี่พรรณนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะเล่นกับพี่เค้าทีไร ก็แพ้ตลอด แต่กับน้องปุ๋มนี่สิ ฝีมือเปลี่ยนไปอย่างกับหน้ามือเป็นหลังคาบ้านเลย เพราะเล่นดีขึ้นมากๆๆ ได้ Strike ตั้งหลายลูกในขณะที่เราไม่ได้เลย เก่งจริงๆ สรุป เราโยนได้ห่วยสุดๆ 555
เราโยนโบลว์กันคนละ 4 เกมส์ จ่ายไปคนละ 100 เดียว ก็หมอแรงข้าวมันไก่ กับกล้วยทับที่กินเข้าไปตอนเที่ยง น้องปุ๋มกับพี่พรรณบอกว่า อยากลงไปกินไอสะติม กันที่ ร้านข้างล่าง เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า ร้านไอสะติมที่ว่า หน้าตาร้านรวงมันเป็นไง เดินตามซักพักถึงได้รู้ว่า ร้านไฮโซที่อยู่ตรงทางออก ที่มีน้ำพุ สวยๆ นั่นน่ะหรือ คือ ร้านขายไอติม Iberry และ ร้านขายเค็ก ด้วย
ร้านบรรยากาศดีมากๆ ไม่นึกมาก่อนว่า จะมีร้านไอติมที่บรรยากาศดีขนาดนี้ เค้าทาสีครีม กับ ขาว ทำให้ร้านดูอบอุ่นน่านั่งมากๆ ทุกอย่าง ที่ใช้ออกโทนสีขาวหมดเลย ดูสว่าง สบายตาดี แต่เราไม่อยากกินเพราะว่า วันนี้เรากินของหวานไปเยอะมากแล้ว ทั้งน้ำ โอเลี้ยงตอนเที่ยง แล้วก็น้ำเชื่อมที่ราดกล้วยทับอีก ความหวานยังคาคอเราอยู่เลย แต่เราหิวน้ำมากกว่า
เรานั่งกินไป คุยไปจนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง แผนการเดิมที่เราจะกลับไปเล่น โบลว์ลิ่งรอบสอง เลยต้องพับไป เปลี่ยนไปเป็นดูหนังที่ เมเจอร์สุขุมวิทแทน เราไปถึงก็ตีตั๋ว ดูทันรอบ 4 โมงเย็น แต่เวลาเหลือ น้อมปุ๋มเลยออกไอเดีย ไปเล่นกเมส์ตู้หยอดเหรียญจับผิดกัน มันส์ดี ก็เลยถึงบางอ้อ ว่า ผู้เล่นอาวุโส ทั้งสามคน อายุรวมกันร้อยกว่าขวบ โดนเครื่องหลอกเอาตังค์ไป 40 บาท 555555
เราเข้าโรงหนังตรงเวลา ได้ดูโฆษณา หนังใหม่ด้วย ยังไม่มีเรื่องไหน โดนใจเราเลยว่า ต้องมาดูให้ได้นะ โฆษณาผ่านตาแล้วก็ผ่านไปงั้นๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ มาพูดถึงเรื่องหนังดีกว่า หนังเปิดตัวมา เดินเรื่องเร็วมาก แป๊บเดียว ตัวเอกของเราทั้ง 4 คน ก็กลับไปนาเนียแล้ว ตัวละครที่เป็นน้องสาวคนเล็ก ตัวสูงขึ้นมาก ตัวน้องชายคนรองที่ชื่อ เอ๊ดมัน ก็ตัวสูงขึ้นมากเช่นกัน ทั้งเรื่องมีแต่สู้รบกัน ระหว่าง คนกับตัวประหลาด ถ้าถามเราว่า ประทับใจอะไร กลับไม่ใช่เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องแนวนี้ เราดูมาไม่รู้กี่เรื่องแล้ว แนวแย่งราชสมบัติเนี่ย แต่เรามาดูเทคนิกมากกว่า เราชอบต้นไม้ที่เดินได้ สิงโตภาคนี้ก็ดูเป็นสิ่งมีชีวิตใกล้เคียงสิงโตจริงๆมากกว่าภาคที่แล้ว เราชอบฉากที่เค้าพยายามทำน้ำให้ก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคน สวยดี ดูน่าทึ่ง นอกนั้น เราไม่ค่อยมีอะไรอยู่ในความทรงจำของเราให้พูดถึงเท่าไหร่เลย ไม่รู้ทำไม หนังตั้งเกือบ สามชั่วโมง เราจำได้แค่นี้เอง แสดงว่า ไม่ค่อยน่าประทับใจ ?
สรุป เป็นการนัดเจอเพื่อนที่สนุก เพราะไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน แต่เรารู้สึกเหมือนไม่ได้เจอกันแค่อาทิตย์เดียวเอง เราชอบกิจกรรมทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ ถ้าจะให้แสดงความเห็นเรื่องหนัง เราอยากบอกว่า ไม่เท่าไหร่ นี่ถ้าไม่มีสิโต ไม่มีตัวละครอะไรๆที่มันพิลึกพิลั่น เราก็ไม่รู้ว่า จะมาดูอะไร ทุกอย่างดูเหมืนอผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนกินน้ำเต้าหู้ไม่ได้ใส่น้ำตาล จืดๆ ได้แต่กลิ่นเต้าหู้ แล้วยังไง ? บอกไม่ถูก ไม่ได้ดู ก็เฉยๆ ดูแล้วก็เฉยๆ สู้ดูหนังเอเชีย ที่เราเขียนถึงบ่อยๆ ก็ไม่ได้ มีอะไรให้พูดถึงเยอะแยะ ก็อย่างที่บอก ถ้าจะให้ชม ก็คงจะมีแต่เทคนิคต่างๆ นั่นแหละ ที่ทำดีหน่อย อย่างอื่น หาที่ชมไม่ค่อยเจอ เราว่าถ้าเราให้คะแนนน่าจะได้ซัก 7/10 อ่ะ
อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย:เจ้าชายแคสเปี้ยน(The Chronicles of Narnia: Prince Caspian) จาก www.movieseer.com
ตัวละครที่มีมนต์เสน่ห์ในนวนิยายแฟนตาซีอมตะของ ซี.เอส. ลูอีส ได้ส่องประกายอีกครั้งในเรื่องราวภาคต่อของหนังสือเล่มที่สองจากหนังสือทั้งหมดเจ็ดเล่ม พี่น้องตระกูลพีเวนซี่ทั้งสี่คนได้เดินทางจากยุคสงครามโลกครั้งที่สองสู่ดินแดนนาร์เนียอีกครั้งอย่างอัศจรรย์และลึกลับ ที่นาร์เนียการผจญภัยครั้งใหม่อันน่าระทึก เต็มไปด้วยอันตรายและแม้แต่การทดสอบชะตาและความกล้าหาญครั้งยิ่งใหญ่กำลังรอพวกเขาอยู่
หนึ่งปีหลังจากเรื่องราวอันเหลือเชื่อใน The Lion, The Witch and The Wardrobe
ปีเตอร์ ซูซาน เอ็ดมันด์และลูซี่ ได้กลับไปยังดินแดนนาร์เนียอีกครั้งตามความต้องการของ แคสเปี้ยน เจ้าชายหนุ่มผู้เป็นรัชทายาทแห่งบัลลังก์เทลมารีนซึ่งตอนนี้ชีวิตของพระองค์กำลังตกอยู่ในอันตราย เวลาในนาร์เนียใด้ล่วงเลยผ่านไปมากกว่า 1 พันปี ยุคทองของนาร์เนียก็ได้สูญสลายไปในช่วงเวลาที่เด็กๆทั้งสี่คนไม่ได้อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ณ เวลานี้นาร์เนียถูกปกครองโดย ราชามีราซ ผู้ไร้ความปราณีและมีแผนที่จะกำจัดเจ้าชายแคสเปี้ยนเพื่อให้ลูกชายที่เพิ่งเกิดของตนได้ครองบัลลังก์ ด้วยความช่วยเหลือจากเหล่าคนแคระปีเตอร์และแคสเปี้ยนร่วมกันออกเดินทางเพื่อตามหา อัสลาน สิงโตผู้เคยเป็นราชันแห่งนาร์เนียซึ่งตอนนี้ได้สาบสูญไปนานนับพันปี อัสลานจึงเป็นความหวังแห่งการกอบกู้นาร์เนียให้พ้นจากอำนาจเผด็จการของมีราซ

เรื่องย่อ อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน เจ้าชายแคสเปี้ยน จาก http://hilight.kapook.com
ตู้เสื้อผ้าไม่อยู่แล้ว…แม่มดขาวก็ตายไปแล้ว…อัสลานก็หายตัวไปเป็นเวลากว่าหนึ่งพันปีแล้ว และบัดนี้ ปีเตอร์, ซูซาน, เอ็ดมันด์และลูซี่ พีเวนซี่ก็ถูกเรียกตัวกลับมายังนาร์เนียอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพบโลกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ณ โลกแห่งนี้ ศัตรูตัวใหม่ได้ก้าวเหยียบสมรภูมิและสิ่งมีชีวิตที่แสนใจดีของแผ่นดินผืนนี้ก็กำลังใกล้สูญพันธุ์เข้าไปทุกที
วอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ และวอลเด้น มีเดีย ภูมิใจเสนอ The Chronicles of Narnia : Prince Caspian ภาพยนตร์เรื่องที่สองที่สร้างขึ้นจากซีรีส์วรรณกรรมคลาสสสิกจากปลายปากกาของซี.เอส. ลูอิส ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงสานต่อเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจที่เริ่มต้นขึ้นด้วย "The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe" ภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์ปี 2005 ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 745 ล้านเหรียญ ทำให้มันเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่เคยมีการสร้างขึ้นมา และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์อีกด้วย
แอนดรูว์ อดัมสัน ผู้กำกับชื่อดัง ("Shrek" ที่ได้รับรางวัลออสการ์, "Shrek 2") ได้สร้างภาพยนตร์นาร์เนียเรื่องที่สองของเขาจากบทภาพยนตร์ที่เขาร่วมเขียนกับสองคู่หูมือเขียนบทเจ้าของรางวัลเอ็มมี อวอร์ด คริสโตเฟอร์ มาร์คัสและสตีเฟน แม็คฟีลลี ( "The Life and Death of Peter Sellers" ทางเอชบีโอ) ที่ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ภาคแรกด้วยเช่นกัน อดัมสันยังได้กลับมาร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้างจาก Narnia ภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค จอห์นสัน เจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด (Rain Man, Bugsy, The Notebook) และฟิลิป สเตเออร์ (The Rookie, The Alamo) รวมไปถึงเพอร์รี มัวร์ อดีตผู้บริหารวอลเด้น มีเดีย ผู้รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร และผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ดักกลาส เกรแชม ลูกเลี้ยงของลูอิส
ผู้ที่กลับมารับบทพี่น้องตระกูลพีเวนซี่อีกครั้งหนึ่งคือสี่นักแสดงดาวรุ่งชาวอังกฤษที่อดัมสันค้นพบในภาคแรก โดยจอร์จี้ เฮนลีย์ อายุ 12 ขวบรับบทเป็นลูซี่ น้องสาวคนสุดท้อง ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้พบอัสลานในการผจญภัยในนาร์เนียของพวกเขา,สกันดาร์ คีย์เนส วัย 16 ปีรับบทเอ็ดมันด์ เด็กชายที่หักหลังพี่น้องของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในการผจญภัยครั้งแรก, แอนนา ป๊อปเปิ้ลเวล วัย 19 ปี รับบทซูซาน พี่สาวคนโตผู้รอบคอบและรอบรู้ และวิลเลี่ยม โมสลีย์ วัย 21 ปีรับบทปีเตอร์ พี่คนโต กษัตริย์สูงสุดแห่งนาร์เนียที่บัดนี้ต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อแย่งชิงดินแดนของเขากลับคืนมาจากการยึดครองของกษัตริย์มิราซผู้ชั่วร้าย
ตัวละครเอกของเรื่องรับบทโดย เบ็น บานส์ นักแสดงละครเวทีชาวอังกฤษวัย 26 ปีที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงของเขาในดรามาเรื่อง "The History Boys" ให้กับคณะเนชันแนล เธียเตอร์ คัมปะนีในลอนดอน ซึ่งเป็นละครเวสต์เอนด์ที่สร้างขึ้นจากบทละครที่ได้รับรางวัลของอลัน เบนเน็ตต์ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่อง "Easy Virtue" ของโนเอล โคเวิร์ด ที่เขาได้แสดงประกบเจสสิกา บีลและโคลิน เฟิร์ธ ได้นำแสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง "Bigga Than Ben" และได้แสดงในภาพยนตร์แฟนตาซีของแมทธิว วอห์นเรื่อง "Stardust"
ผู้ที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ได้แก่ปีเตอร์ ดิงลาจ (The Station Agent, Death at a Funeral, Elf) ในบททรัมพ์คิน คนแคระแดง ผู้ร่วมทางกับเด็กๆ ตระกูลพีเวนซี่ในการผจญภัยครั้งใหม่และวอร์วิค เดวิส (Willow, The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy, Return of the Jedi) ในบทนิเคบริค คนแคระดำผู้หวาดระแวง
เชน แรนจินักแสดงชาวนิวซีแลนด์ (ไตรภาค Lord of the Rings, The Lion, the Witch and the Wardrobe) รับบท แอสเทอเรียส มิโนทอร์ชรา และนักแสดงละครเวทีมิวสิคัลอังกฤษ คอร์เนล เอส. จอห์น (ละครของเซอร์เทรเวอร์ นันน์เรื่อง Gershwin’s Porgy and Bess, ละครของจูลี เทย์เมอร์เรื่อง The Lion King) รับบทเกลสตอร์ม ผู้นำเหล่าเซนทอร์
นักแสดงหลากหลายเชื้อชาติของเรื่องได้แก่ นักแสดง/ผู้กำกับชื่อดังชาวอิตาเลียน เซอร์จิโอ คาสเตลลิตโต (The Big Blue, Mostly Martha, Don’t Move) ในบทกษัตริย์มิราซผู้ชั่วช้า, เปียร์ฟรานเชสโก ฟาวิโน นักแสดงชาวอิตาเลียน (Night at the Museum, Romanzo Criminale)รับบทผู้นำกองทัพเทลมารีน นายพล โกลเซลล์, นักแสดงชาวเม็กซิกันเดเมียน อัลคาซาร์ (Men with Guns, And Starring Pancho Villa As Himself) รับบทลอร์ดโซเพสเพียน ทหารยศสูงอีกคนหนึ่งในกองทัพของมิราซ, นักแสดงหญิงชาวสเปน อาลิเซีย บอร์รัชเชโร (Periodistas, ซีรีส์ Hospital Central, Love in the Time of Cholera) รับบทราชินีพรูนิพริสเมีย ผู้จงรักภักดีต่อมิราซ ผู้สวามี และนักแสดงชาวฝรั่งเศส วินเซนต์ กราส (Vatel, Ma Vie En Rose) รับบทด็อกเตอร์คอร์เนเลียส ผู้ชาญฉลาด
นักแสดงชาวสก็อต เคน สก็อตต์ (Casanova, King Arthur, The Boxer) ให้เสียงพากย์ตัวละคร CGI ทรัฟเฟิลฮันเตอร์ แบดเจอร์ผู้ภักดี เลียม นีสัน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงอคาเดมี อวอร์ด (Schindler’s List) กลับมาให้เสียงราชสีห์อัสลานอีกครั้งหนึ่ง และนักแสดงตลกชาวอังกฤษ เอ็ดดี อิซซาร์ด (ซีรีส์ The Riches) ให้เสียงรีพิชี้พ หนูนักดาบ
ภายใต้แรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตที่รังสรรค์จากจินตนาการของลูอิส นักแสดงมนุษย์จะได้แสดงร่วมกับสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์มากมายที่เป็นส่วนผสมระหว่างไลฟ์แอ็กชันและอนิเมชัน CGI ภายใต้การควบคุมงานของดีน ไรท์ (The Lord of the Rings: The Return of the King, Titanic) ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์มาแล้ว และในครั้งนี้ เขาก็จะได้ร่วมงานกับเวนดี โรเจอร์ส มือเก๋าด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ ผู้เคยร่วมงานกับอดัมสันมาหลายครั้งแล้ว (Shrek, Flushed Away)
ทั้งคู่ ที่ทำการควบคุมงานสร้างช็อต CGI 1,600 ช็อตสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ร่วมงานกับนักร่ายเวทมนตร์ประจำมูฟวิง พิคเจอร์ คัมปะนีที่ลอนดอน (Harry Potter ทั้งห้าภาค, Wallace and Gromit: Curse of the Were-Rabbit), เฟรมสโตร์ ซีเอฟซี เจ้าของรางวัลออสการ์ (Superman Returns, Children of Men, ทั้งห้าภาคของ Harry Potter) และเวตา ดิจิตอล ในนิวซีแลนด์ ริชาร์ด เทย์เลอร์ เจ้าของห้ารางวัลอคาเดมี อวอร์ด (ไตรภาค Lord of the Rings, King Kong) และทีมงานจากเวตา เวิร์คช็อปของเขาเป็นผู้ออกแบบอาวุธยุทโธปกรณ์และเสื้อเกราะให้กับพวกเทลมารีน ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหม่ในดินแดนนาร์เนีย
โฮเวิร์ด เบอร์เกอร์, เกรกอรี นิโคเทโรและทามี เลน เจ้าของรางวัลออสการ์ ยังได้กลับมาออกแบบและช่วยเสริมแต่งสเปเชียล เมคอัพ เอฟเฟ็กต์ของเรื่อง ด้วยการสร้างอวัยวะปลอมให้กับสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ในเรื่อง เคเอ็นบี อีเอฟเอ็กซ์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทดีไซน์ที่ได้รับรางวัลของเบอร์เกอร์ในลอสแองเจลิส ได้สร้างชุดอนิเมโทรนิคเต็มรูปแบบหลายชุดให้กับสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดของนาร์เนีย ซึ่งได้แก่มิโนทอร์, เซเทอร์ และเซนทอร์
โรเจอร์ ฟอร์ด ผู้ออกแบบงานสร้าง ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ (Babe, Peter Pan, The Quiet American), ไอซิส มุสเซนเดน ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายเจ้าของรางวัล (Shrek, Shrek 2, 10 Items or Less), ซิม อีวาน-โจนส์ มือลำดับภาพ (Shrek, Shrek 2) และแฮร์รี เกร็กสัน-วิลเลียมส์ คอมโพสเซอร์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงแกรมมี (Shrek, Shrek 2, Flushed Away) ต่างก็กลับมารับหน้าที่เดิมจาก "The Lion, the Witch and the Wardrobe" อีกครั้งหนึ่ง คาร์ล วอลเตอร์ ลินเดนล็อบ, เอ.เอส.ซี. บีวีเค (Independence Day, Stargate) เข้าร่วมทีมเทคนิคของอดัมสันในตำแหน่งผู้กำกับภาพ
นอกเหนือไปจากความสำเร็จด้านรายได้แล้ว "The Lion, the Witch and the Wardrobe" ยังกวาดรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลออสการ์สาขาเมคอัพยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ในสาขาวิชวล เอฟเฟ็กต์และซาวน์ รางวัลบาฟตาสาขาเมคอัพยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงบาฟตาสาขาวิชวล เอฟเฟ็กต์และเครื่องแต่งกาย รางวัลลูกโลกทองคำสาขาสกอร์ประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและเพลง “Wunderkind” ของอลานิส มอริสเซ็ตต์ และยังได้รับการเสนอชื่อชิงแกรมมี จากสกอร์ประกอบภาพยนตร์และการเรียบเรียบเพลง “Can’t Take It In” ของอิโมเกน ฮีพ
The Chronicles of Narnia : Prince Caspian เริ่มต้นการถ่ายทำในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 2007 โดยใช้เวลาหกสัปดาห์ถ่ายทำที่ทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ ที่ซึ่งโลเกชันรวมทั้งซาวน์สเตจของเฮนเดอร์สัน สตูดิโอส์และสถานที่แห่งใหม่ในเขตโคโรแมนเดล เพนนินซูลาที่เกาะเหนือ โลเกชันที่เกาะใต้ได้แก่ฮาสต์ ริเวอร์ วัลลีย์ที่ติดกับทะเลทัสมันทางชายฝั่งเซาธ์ เวสต์แลนด์และป่าใกล้กับพาราไดส์ วัลลีย์และเกลนอร์ชี นอกเมืองควีนส์ทาวน์
หลังจากถ่ายทำในนิวซีแลนด์เสร็จในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทีมงานก็ย้ายกองไปยุโรปตะวันออกและซาวน์สเตจในบาร์รันดอฟสตูดิโอส์และโมเดรนี สตูดิโอในกรุงปราก โลเกชันภายนอกในสาธารณรัฐเช็กได้แก่เมืองอูสติทางตอนเหนือของโบฮีเมีย ซึ่งเป็นโลเกชันสำคัญสำหรับฉากสงครามไคลแมกซ์ รวมไปถึงโลเกชันในโปแลนด์และสโลเวเนีย
ถึงเวลาแห่งการเดินทางกลับสู่อาณาจักรแห่งมนตราดินแดนแห่งนาร์เนีย 1 ปีสำหรับพวกเขา คือ 1300 ปีของนาร์เนีย ทุกอย่างที่คุณรู้กำลังจะเปลี่ยนไป ชะตาของทุกคนถูกกำหนดด้วยคนเพียงคนเดียว 29 พฤษภาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

Synopsis :The Chronicles of Narnia(The Prince Caspian) From http://www.postergeek.com/
The characters of C.S. Lewis’s timeless fantasy come to life once again in this newest installment of the “Chronicles of Narnia” series, in which the Pevensie siblings are magically transported back from England to the world of Narnia, where a thrilling, perilous new adventure and an even greater test of their faith and courage awaits them.
One year after the incredible events of “The Lion, the Witch and the Wardrobe,” the Kings and Queens of Narnia find themselves back in that faraway wondrous realm, only to discover that more than 1300 years have passed in Narnian time. During their absence, the Golden Age of Narnia has become extinct, Narnia has been conquered by the Telmarines and is now under the control of the evil King Miraz, who rules the land without mercy.
The four children will soon meet an intriguing new character: Narnia’s rightful heir to the throne, the young Prince Caspian, who has been forced into hiding as his uncle Miraz plots to kill him in order to place his own newborn son on the throne. With the help of the kindly dwarf, a courageous talking mouse named Reepicheep, a badger named Trufflehunter and a Black Dwarf, Nikabrik, the Narnians, led by the mighty knights Peter and Caspian, embark on a remarkable journey to find Aslan, rescue Narnia from Miraz’s tyrannical hold, and restore magic and glory to the land.
Directed once again by veteran director Andrew Adamson, screenplay by Andrew Adamson and Christopher Markus & Stephen McFeely and produced by Mark Johnson, Andrew Adamson and Philip Steuer, the film reunites the original cast and creative team behind the blockbuster first film in the series.

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
,6/03/2008 03:49:00 PM
The Leap Year : หยุดหัวใจไว้รอเธอ
ก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ นึกไว้ในใจว่า สงสัยต้องเป็นหนังไทยน้ำเน่าแหงๆเลย โรงฉายก็น้อย ฉายที่ SFW ที่ ZEN แล้วก็ที่ Paragon กับที่ Major รัชโยธิน กับที่ไหนอีกสักแห่ง จำไม่ได้แล้ว
เลือกไปดูที่เมเจอร์รัชโยธิน ถึงแม้จะอยู่ไกลบ้าน แต่เป็นโรงที่ใกล้ที่สุดแล้ว เดินทางก็สะดวก แค่นั่งรถเมล์สาย 126 หรือ 178 ก็ถึงแล้ว ส.บ.ม. ค่ารถเมล์ก็แค่ 7 บาทเอง ( สาธุ อย่าเพิ่งขึ้นค่ารถเมล์ช่วงนี้เลย เห็นราคาสินค้าขึ้นเอาๆแล้วใจหาย )
ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพราะเช็คจากอินเตอร์เน็ตแล้ว เจอว่า รอบแรกเลย คือ รอบ 10.45 น. ดังนั้น ถ้าออกจากบ้านซัก 9.30 จะไปถึงรงหนังตอน 10.30 โดยประมาณ ตีตั๋วเสร็จก็เดินไปซื้อขนม แล้วก็หาอะไรกินที่ Tops เกษตร ก็ได้ เดินไป 5 นาทีก็ถึง เห็นมั๊ยล่ะ ว่า ขนาดดูหนังแค่เรื่องเดีญว วางแผนอย่างกับจะไปออกรบ 5555
วันนี้ รถไม่ติดเลย ที่จริงก็ไม่ติดมาหลายวันแล้วล่ะ ก็น้ำมันแพง 5 ลิตร 200 แบบนี้ ใครเล่า จะอยากขับรถอกจากบ้าน ขนาดเราซึ่งเป็นไฮโซ ยังหนีมาแย่งคนจนขึ้นรถเมล์เลยนะเนี่ย 5555 แต่ยังไงก็ตามก็มาถึงโรงหนังเกือบ 10.30 อยู่ดี ขนาดไม่ค่อยมีรถนะ ช่างมันเหอะ ถึงโรงหนังโดยปลอดภัยก็โอเคแล้ว เรารีบจ้ำพรวดเดียวก็ถึงเคาเตอร์ตีตั๋ว คงจะเดาละสิว่า วันนี้ เราจะใช้ตั๋วฟรีหรือเปล่า นี่ ใครมันจะมีตั๋วฟรีได้ทุกเรื่อง เรื่องนี้ เรายอมเสียตังค์ซื้อตั๋วเลยนะ ใจจริงตอนแรกเราว่าจะตีตั๋วทีเดียว 2 เรื่องเลย อ้าว ก็วันนี้ มีอีกเรื่องเข้า เป็นแนวเขย่าขวัญ ชื่อเรื่อง Pathology แต่คิดไปคิดมาอย่าเพิ่งเลย ซื้อตั๋วทีละเรื่องดีกว่า เผื่อดูเรื่องนี้แล้วเซ็ง จะได้กลับบ้านเลย ไม่ต้องเสียตังค์ดูอีกเรื่อง ตีตั๋วเสร็จ พนักงานสุดสวย ก็ให้บัตรสะสมแต้มเรามาอีกใบนึง นึกในใจว่า เฮ้ย ใบเก่า ยังสะสมม่เต็มเลย นี่ให้มาอีกใบแล้วเหรอเนี่ย แถมยังเปลี่ยน สติกเกอร์ เป็นแบบใหม่อีก แล้ว มันจะสะสมรวมกับของเก่าได้มั๊ยเนี่ย เรานึกในใจ แต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะว่า คงไม่มีปัญญาสะสมเยอะแยะขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง ตอนนี้ เรามีตั๋วฟรี โรง SF ตรึมเลย เรากะว่า เราจะเปลี่ยนไปดู SF ชั่วคราวก่อนล่ะ ต้องบริหารตั๋วให้ดีๆ เราจะได้มีตังค์กินข้าวอร่อยๆ หลายๆมื้อหน่อย 5555
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนหมดเลย กินข้าวแกงก็แล้ว เดินซื้อขนมฝอยทองที่ Tops 2 แพ็ค 30 บาทเอง ตกชิ้นละ บาทเดียว เป็นฝอยทองกรอบ ของโปรดของเรา เราแอบเอาเข้าโรงหนังไปกินด้วย เผื่อตอนกลางเรื่องหิว จะได้มีอะไรกินระหว่างดู 55555
อ้อ กลับมาจากซื้อขนม เราแอบเดินแวะเข้า Mc แป๊บนึง ไปเอา Daily Express มาอ่าน สายตาเราไปเจอกับ M-Cine เล่มใหม่ด้วย แอบมองไปที่วันที่ เขียนไว้ว่า เดือน พฤษภาคม อ้าว แต่ตอนนี้มันเป็นเดือน มิถุนายน แล้วนะ อย่างนี้ ตกลงมันออกช้าเป็นเดือนเลยหรอวะ ( เรานึกในใจ หน้าปก เป็นรูป อินเดียน่า โจนส์ จริงๆ มันไม่น่าออกช้าขนาดนี้นี่นา) เออ เออ ช่างมันเหอะ เอาติดมาเล่มนึงด้วย มองถัดไปอีกนิด เราก็เจอ BK อีก เราก็เอาติดมาด้วยอีก 5 เล่ม ( เค้าแจกฟรีอยู่แล้ว เราจะเอาไปฝากเพื่อนๆน่ะ ไม่ได้เอาไปใช้แทนกระดาษหนังสือพิมพ์หรอกน่า ไม่ต้องห่วง ) เบ็ดเสร็จ เราเลยได้หนังสือเต็มกระเป๋าเลย มีทั้ง Daily Express , M-cine , BK อีก 55555 สมใจเราเลย ของโปรดเราทั้งน้าน ใกล้เวลาฉายแล้ว เรารีบเข้าโรงก่อนดีกว่า วันนี้คึกอยากดู โฆษณา
ได้ดูโฆษณาสมใจเลย เห็นหนังน่าดู หลายเรื่องเลยแหละ มีเรื่องนึง ที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่พูดถึง พระนาง แอนโบลีน จริงๆแล้วเราเคยอ่านประวัติมาก่อนแล้ว เมื่อซัก นานมาแล้วล่ะ นานจริงๆ ตอนเราเด็กๆเลย อ่านต่วยตูนพิเศษ ( ตอนนั้น เราบ้าต่วยตูนพิเศษมากๆ อ่านแล้วอ่านอีก ทุกตัวอักษรเลย ตั้ง จินตวีร์ วิวัฒน์ ยังเขียนอยู่ จนเธอ ตายไปแล้ว เราก็ยังอ่าน เราถึงได้ บ๊องส์ๆ มาจนทุกวันนี้ไง 55555 )
หนังเปิดฉากขึ้นมา เราก็งงแล้ว ทำไม บริษัทที่สร้างหนังเรื่องนี้ เราไม่คุ้นชื่อเลย ดุไปซักพัก ถึงได้รู้ว่า เป็นหนังสิงคโปร์ มิน่า พูดภาษาอังกฤษ ปนจีนทั้งเรื่อง เราฟังได้ไม่ขัดเขิน เพราะเราพอฟังออกทั้งสองภาษา ฟังง่าย สำเนียงเอเชียแบบนี้ ถ้าคนที่อยากฝึกภาษาอังกฤษ อาจจะชอบ เพราะใช้คำศัพท์ไม่ยากเลย
อยากบอกว่า ถ้าใครชอบหนังรักโรแมนติก ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื้อเรื่องพูดถึง หญิงสาวคนนึงที่บังเอิญได้ไปเจอกับชายต่างถิ่นคนนึง ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ( ปี อธิกสุรทิน ซึ่งเป็นความหมายของชื่อหนังเรื่องนี้ ) แล้วก็เป็นวันเกิดของเธอด้วย ทั้งคู่ต่างสัญญาว่า จะกลับมาเจอกันที่เก่าเวลาเดิมทุกวันที่ 29 กพ. ฟังดูน้ำเน่าดีมั๊ยล่ะ อย่างไงก็ช่าง เอาเป็นว่า อย่าคิดมาก ดูเอาเพลินๆก็แล้วกัน ก็นะ หนังก็แสดงให้เห็นพัฒนาการของความรักของคนทั้งสอง ซึ่งทั้งคู่เล่นได้ดีมากๆ ดาราผู้หญิงที่เล่น ไม่สวยเลย แต่ดูเก๋ มีเสน่ห์มากๆ ส่วนอนันดา ก็เล่นดีอยู่แล้ว นึกไม่ถึงนะว่า อนันดา จะพูด ภาษาอังกฤษเก่งขนาดนี้ ทั้งเรื่องไม่มีภาษาไทยแพลมออกมาซักกะแอะเลย
เรามีฉากที่ประทับใจหลายฉากนะ ฉากแรกก็ตอนที่ อนันดา ตอบรับนัดนางเอก โดยการเขียนคำว่า OK ที่ฝ่ามือแล้วออกมาเดินกลางถนน ฉากนี้ โดนมากๆ ว่าจะจำเอาไปใช้กับกิ๊ก ซักหน่อยย 555 อีกฉากก็ตอนที่ อนันดาขึ้นไปบนตึก แล้วโปรยจดหมายที่เขียนถึงนางเอกลงมาจากตึก ลงมา ฉากนี้ก็โดน แต่ไม่เท่า ฉากแรก แต่เราสงสัยอย่างนึง คือหนังเรื่องนี้ ถ่ายทำในสิงคโปร์ แต่ฉากที่ถ่ายมาประเทศเค้าดูน่าอยู่มากเลย คนน้อย ( แต่ที่เราเคยไปนี่ เราว่า คนเค้าเยอะนะ เลยสงสัยว่า เวลาถ่ายทำเค้าต้องกันคนออกแน่ๆ แล้วทำไมต้องกันคนออก จะหลอกคนดูหรือยังไง ว่า ประเทศตัวเองสวยน่าเที่ยว งั้นสิ ของจริงไม่เห็นเป็นแบบนั้นซักหน่อยเลย งง มีบริเวณที่คนน้อยด้วยหรือเนี่ย )
สรุป เราว่า ถ้าใครชอบหนังโรแมนกะติก น่าจะชอบเรื่องนี้ เราเองไม่ได้เป็นคนโรแมนกะติกเท่าไหร่ เรายังชอบเลย มีฉากซึ้งหลายฉากมากๆ ฉากนางเอกใส่ชุดเจ้าสาวนั่งตากฝนรอพระเอก ก็ซึ้ง ปีนี้ ถือได้ว่า เป็นปีทองของหนังเอเชียในบ้านเราเลยนะเนี่ย ดูกี่เรื่องกี่เรื่องก็โดนไปหมดเลย เราให้ 9/10 ไปเลย นึกแล้วก็อยากซื้อ ดีวีดี เก็บไว้เหมือนกันแหละ

หยุดหัวใจไว้รอเธอ(The Leap Years) จาก www.movieseer.com
สร้างจากเรื่องสั้นของนักเขียนชื่อดัง แคทเธอรีน ลิม เรื่องราวของ ลิแอน สาวชาวสิงคโปร์ ผู้ได้พบคนพิเศษในวันที่ 29 เดือนกุมภาพันธ์ เธอตัดสินใจเอาสัญชาตญาณไปยึดไว้กับ ปีก้าวกระโดดจากประเพณีไอริสที่ว่า ไม่มีผู้ชายคนไหนปฎิเสธการขอร้องจากหญิงสาว และเธอได้ชวนเขาออกเดท ทั้งสองได้เริ่มต้นการเดินทางที่หวานซึ้งด้วยกันที่ยาวนานถึง 12 ปี แต่ได้พบกันแค่ 3 ครั้งใน 12 ปี

ลิงค์หนังตัวอย่าง : http://www.mediacorpraintree.com/tly/
นักแสดงนำ : อนันดา เอเวอริ่งแฮม,หว่องหลี่หลิน,โจน เชน,เจสัน
เรื่องย่อ จาก www.bkkonline.com/
“The Leap Years” สร้างจากนิยายรักเรื่อง “Leap of Love” ของนักเขียนชาวสิงคโปร์ชื่อดัง แคทเธอรีน ลิม ที่เล่าเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ในปีอธิกสุรทิน ของคู่รักคู่หนึ่งที่ต้องผ่านเรื่องราวมากมายตลอดช่วงเวลา 24 ปี
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นวันเกิดครบรอบ 48 ปีของ ลีแอน จาง (โจน เชน) นักเขียนนิยายรักสาวใหญ่ผู้เชื่อมั่นในรักแท้ เธอไปเยี่ยม เจเรมี่ สามีที่นอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาลมานานกว่า 6 เดือน ขณะที่ ดีแลน ลูกสาววัยรุ่นของเธอก็ห่างเหินออกไปทุกที จากความไม่เข้าใจกัน

ลีแอนสวดมนต์อ้อนวอนขอปาฏิหาริย์ให้สามีหายป่วย เพราะเธอยังเชื่อมั่นในคำสัญญาที่เจเรมี่ให้ไว้เมื่อ 24 ปีก่อนว่าเขาจะกลับมาหาเธอทุกๆวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ขณะมองดูเจเรมี่ในสภาพโคม่า ความทรงจำแสนหวานในวันเก่าก็กลับมา
ในวันเกิดครบรอบ 12 ปีของลีแอน เพื่อนรัก 3 คนของเธอยุให้ไปดูดวงเรื่องความรักว่าคู่แท้ของเธอคือใคร คำทำนายอันลึกลับทำให้สาวน้อยลีแอนเริ่มตามหาชายหนุ่มผู้เป็นคู่แท้ตั้งแต่นั้นมา
ลีแอนเติบโตมาเป็นครูสอนวรรณคดีผู้โรแมนติคและเพ้อฝัน เธอเชื่อมั่นว่า “ผู้ชายในชุดสีฟ้า” ที่เห็นรางๆในความฝันนั้นคือคู่แท้ที่จะมาเติมเต็มวิญญาณอีกครึ่งหนึ่ง และในวันเกิดครบรอบ 24 ปี ลีแอนก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตที่เหลือของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือ เธอได้พบกับ เจเรมี่ (อนันดา เอเวอริ่งแฮม)
ลีแอนสะดุดตาเจเรมี่ที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟในชุดเสื้อสีฟ้า เธอถือโอกาสปฏิบัติตามความเชื่อไอริชที่อนุญาตให้ผู้หญิงขอผู้ชายออกเดทในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ โดยเขียนกลอนชวนเจเรมี่ออกเดทและบอกให้เขาส่งสัญญาณให้รู้ถ้าเชาตกลง ซึ่งลีแอนแทบจะตัวปลิวเมื่อเจเรมี่ใช้ลิปสติกเขียนคำว่า “โอเค” บนฝ่ามือ แล้วโบกให้สัญญาณกับเธอ
เดทแรกของพวกเขาที่ไชน่าทาวน์งดงามและตราตรึง ด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างคนแปลกหน้าและคู่แท้ ทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์อันแปลกประหลาดและแน่นแฟ้น ที่วนเวียนอยู่ในใจพวกเขาตลอดระยะเวลาหลายปี
อย่างไรก็ตาม เส้นทางแห่งรักแท้ย่อมไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เจเรมี่คือหนุ่มสัญชาติจีนที่อาศัยอยู่ในแคนาดา และต้องบินกลับบ้านในคืนนั้น เขาให้คำมั่นสัญญากับลีแอนว่าจะมาพบเธอทุกๆวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่เก่า เวลาเดิม ซึ่งหมายความว่าแต่นี้ไปพวกเขาจะได้พบกันเพียง 4 ปีต่อ 1 ครั้งเท่านั้น
หลายปีผ่านไป เจเรมี่ยึดมั่นในคำสัญญาราวกับหมกมุ่น แต่โชคชะตาก็เล่นตลกให้ทั้งคู่ไม่ได้พบกัน เมื่อถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ หัวใจของลีแอนจะพองโตด้วยความหวัง แต่เธอก็ต้องกลับมาพร้อมความผิดหวังทุกครั้งไป หลังจากผิดหวังหลายครั้งจนท้อ ลีแอนก็ตัดสินใจฝังอดีตแสนหวานและตกลงแต่งงานกับ เรย์มอนด์ (เจสัน ชาน) ชายหนุ่มที่เข้ามาในชีวิตเธอช่วง 4 ปีหลังสุด
สุดท้าย ในงานแต่งงานของลีแอนที่จัดขึ้นวันที่ 29 กุมภาพันธ์ โชคชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เมื่อลีแอนได้รับจดหมายรักจากเจเรมี่ ฉบับเดียวที่ถึงมือเธอในรอบหลายปี หรือจดหมายฉบับนี้จะเป็นกุญไขความรักอันทรมานของพวกเขา? อดีตจะเยียวยาปัจจุบันของแม่ลูกคู่นี้ได้หรือไม่? เจเรมี่จะฟื้นขึ้นมาพบลีแอนตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับลีแอนหรือเปล่า? หาคำตอบได้ในภาพยนตร์รักสุดซึ้ง “The Leap Years

Synopsis from : http://filmasia.blogspot.com/
Based on a novella by acclaimed writer Catherine Lim, the story is about Li Ann (Wong Li Lin/ Joan Chen), a young Singaporean girl who meets her 'special someone' on 29 February. She decides to base her intuition on an Irish leap year tradition that no man will refuse any request of a lady and invites him out for a date. Together, they embark on a romantic journey that spans over 12 years, meeting only thrice in 12 years, on the leap year.

Labels: , ,

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments
Monday, June 2, 2008,6/02/2008 03:31:00 PM
French Cultural Festival 2008 : เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส 2551

ถ้าใครเคยดูหนัง ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือความตั้งใจไปดูก็แล้วแต่ อาจจะมีความรู้สึกเหมือนเราว่าหนังภาพสวย เนื้อเรื่องสนุก ดาราแสดงดี ดนตรีไพเราะ ฯลฯ (แหมเชียร์ออกนอกหน้า อ้าวก็มันเป็นความรูสึกของเราจริงๆนี่นา 555) มีเรื่องหนึ่งชอบมากๆ จริงๆไม่ใช่เรื่องนึงหรอก แทบทุกเรื่องตะหาก ที่อยากซื้อเก็บไว้ แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน เลยต้องรอไปก่อน เอาเป็นว่า เราจะตามดูหนังฝรั่งเศสไปเรื่อยๆจนกว่า ชีวิตจะหาไม่ สำหรับปีนี้ บังเอิญเราไปเจอมาว่า จะมีการจัดงานเทศกาลภาพยนต์ฝรังเศสขึ้นที่กรุงเทพ เนื้อหาในข่าวสดมีดังนี้คร๊าบ

หลากอรรถรสใน"ลาแฟ็ต2008"!
เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสหวนกลับมาอีกครั้ง จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพฯ และได้รับการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 2-27 มิ.ย. 2551 แนวนำเสนอกิจกรรมของปีนี้คือ ความหลากหลายที่ตอบสนองทุกอรรถรส และทุกรสนิยมที่แตกต่างกันเริ่มที่ศิลปะการแสดงบนเวที เปิดเทศกาลวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 20.00 น. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ด้วยวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ อำนวยเพลงโดย มิชาเอล กุสโต วาทยากร พร้อมด้วยนักร้องเสียงโซปราโน โซฟี มาแร็ง-เดกอร์ตามด้วยการแสดงเต้นแบบฮิปฮอปที่เคยสร้างความประทับใจให้ผู้ชมเป็นอย่างยิ่งเมื่อปีที่แล้ว และในปีนี้จะสร้างอิทธิพลในรูปแบบแปลกใหม่กับเหล่าบรรดาศิลปินอย่าง คณะ Etha-Dam คณะ A"Corps คณะ Free Soul และ คณะ Lao Bang Fai ที่ภัทราวดี เธียเตอร์ วันที่ 4-7 มิ.ย. เวลา 08.00 น.ด้านวงดนตรี มีเหล่าศิลปินสมัครเล่นและบรรดานักดนตรีมืออาชีพ เช่น Didier Sinclair และ The Micronauts ที่จะมาสร้างความครื้นเครงให้กับแฟนเพลงที่คลั่งไคล้แนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ที่เบด ซัปเปอร์คลับ ใกล้สถานีรถไฟฟ้านานา วันที่ 6 และ 13 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ส่วนวันแห่งดนตรี รวบรวมวงดนตรีเยาวชน รวมถึงกง-กง (Gong Gong) และวงทีโบน (T-Bone) จะสรรค์สร้างลานเซ็นทรัลเวิลด์ให้เปี่ยมไปด้วยความมหัศจรรย์แห่งเสียงเพลง วันที่ 21 มิ.ย.
ตามมาด้วย การแสดงกายกรรมสมัยใหม่ โดยคณะ O Ultimo Momento และสุดท้ายของการแสดงบนเวทีของ Montalvo-Hervieu กับการแสดงชุด "La bossa fataka de Rameau" การผสมผสานที่มีเอกลักษณ์เปี่ยมล้นไปด้วยความอัศจรรย์ด้วยท่วงทำนองแห่งกาพย์กลอน วันที่ 14-15 มิ.ย. โรงละครอักษรา เวลา 20.00 น.ในส่วนของทัศนศิลป์ ปีนี้นับว่าเป็นรายการที่พิเศษสุดสำหรับมือสมัครเล่นและผู้ที่ชื่นชอบงานภาพถ่าย โดยเฉพาะงานปฐมบทของการแสดงภาพถ่ายที่กรุงเทพฯ เช่น งาน "Earth from Above" ที่เคยผ่านสายตาชาวโลกมาแล้วกว่า 120 ล้านคนซึ่งเป็นผลงานของ Yann Arhus-Bertrand ที่จะมามอบให้กับผู้ชมแห่งเมืองเทพ หรือกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3 มิ.ย.ถึง 9 ก.ย. ที่ห้างสรรพสินค้าเซน
เดือนแห่งภาพถ่ายจะหวนกลับมาพร้อมนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ 2 งานด้วยกัน เริ่มจากงานแรกจะนำเสนอแนวทางประวัติศาสตร์กับนิทรรศการ "100xฝรั่งเศส จากประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการถ่ายภาพของประเทศฝรั่งเศสจนถึงวันนี้..." ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ชั้น 4 วันที่ 8 มิ.ย.-8 ก.ค. เวลา 10.00-19.00 น. ประกอบไปด้วยรูปภาพจำนวน 100 รูปที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลป์ในขณะที่นิทรรศการภาพถ่ายร่วมสมัย จัดที่สีลม แกลเลอเรีย ซอยสีลม 19 วันที่ 10-30 มิ.ย. เวลา 10.00-22.00 น. รวบรวมผลงานช่างภาพชื่อดังจากยุโรป อาทิ Goldin Opalka Orlan Ramette และช่างภาพชื่อดังของไทย ไมเคิล เชาวนาศัย, อิศเรศ สุทธิสิริ, อนุสรณ์ เจริญสุข ที่จะมาแสดงงานร่วมกันภายใต้โจทย์เดียวกันคือรูปถ่ายเหมือนตนเองและผู้อื่น ภาพถ่ายพอร์เทรต ในกรอบความคิด "หนึ่งหน้าต่อหน้าหลากหลาย" เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส ปีนี้นำเสนอจำนวน 10 เรื่องที่ดีที่สุดและใหม่ล่าสุด พบกับศิลปินบนแผ่นฟิล์ม อย่าง Catherine Deneuve, Sophie Marceau และ Guillaume Canet! บันเทิงเริงลิ้นกับอาหารอันโอชะ วันที่ 14-24 มิ.ย. ที่เอสเอฟ เวิล์ด ซีนีม่า เซ็นทรัลเวิลด์ ลาแฟ็ตจะไม่สมบูรณ์ครบถ้วนหากขาดรสชาติไป ทางโรงแรมอันเลื่องชื่อ อย่างโรงแรมโอเรียนเต็ล และทีมจากร้านอาหารฝรั่งเศส La Tour d"Argent จะมาสร้างสรรค์ปรุงอาหารหลากหลายรายการตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวย ณ กรุงปารีส เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป มาแล้วกว่า 100 ปี ในส่วนของผู้ประกอบการด้านอาหารและโภชนาการของฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ร่วมกันจัดตั้งสมาคมทูตานุทูตแห่งราชาอาหารฝรั่งเศส และจะมาร่วมกันปรุงอาหารอันเลิศรสให้ทุกท่านลิ้มลองเฉพาะในงานเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสเท่านั้นปิดท้ายด้วยการท่องเที่ยว เทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศส ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวฝรั่งเศส จะจับสลากเพื่อชิงโชคไปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศส! ผู้สนใจสมัครชิงโชคได้ที่เว็บไซต์ www.franceguide.com/sg และเข้าชมรายละเอียดของโปรแกรมในงานลาแฟ็ตได้ที่ http://www.lafete-bangkok.com/

เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส 10 ภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องใหม่ (English Subtitles)

วันจัดแสดง: 14 - 24 มิถุนายน

สถานที่: โรงภาพยนตร์ SF World, Central World Plazaราคาบัตรปกติ: 100 บาท 400 บาทสำหรับแพ็คเกจตั๋ว 5 ใบ (มีจำนวนจำกัดเพียง 200 แพ็คเกจเท่านั้น)
สำรองบัตร: SFCinemaCity.com (หรือซื้อบัตรที่หน้างาน)Movieline: 02-268-8888


ภาพยนตร์ฝรั่งเศสได้รับความนิยมในหมู่คอหนังในเมืองไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จึงทำให้ภาพยนตร์ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาฉายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองผู้ชม ดังนั้นทางทีมงานเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสกรุงเทพฯ จึงได้คัดสรรภาพยนตร์ที่สะท้อนความหลากหลาย และรุ่มรวยของภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่มีการสร้างระดับคุณภาพ ทั้งให้ความบันเทิง และเสนอแก่นสารที่แหลมคมและลึกซึ้งของสังคมไว้ได้อย่างครบถ้วน


ผู้หญิงในเงา

กับภาพยนตร์โดย: Jean-Paul Salomé2008 / Drama / 1h 58min

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 18:30 น.Screened with English and Thai subtitles.

Louise เข้าร่วมขบวนการต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส เธอหนีไปลอนดอนภายหลังสามีถูกฆาตกรรมและได้รับการบรรจุให้เข้าทำงานในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Special Operation Executive) ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับและก่อวินาศกรรมภายใต้การดูแลของ Cherchill เธอได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการภารกิจแรกอย่างเร่งด่วน คือการไปหาสายสืบอังกฤษที่โดนจับกลับมา ซึ่งเขาโดนพวกเยอรมันจับได้ขณะเตรียมการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอรมังดี ชายสายสืบคนนั้นยังมิได้ปริปากเปิดเผยสิ่งใด ทว่าเวลามีจำกัด ดังนั้น Louis ต้องรีบจัดตั้งหน่วยคอมมันโดหญิงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษให้ปฏิบัติภารกิจไปช่วยเหลือชายดังกล่าว ผู้หญิงแสนธรรมดา 5 คน กำลังจะกลายเป็นวีรสตรีนักแสดง: Sophie Marceau, Julie Depardieu, Marie Gillain, Déborah François, Maya Sansa and Julien Boisselier


กำเนิดปลาหมึกยักษ์

กำกับภาพยนตร์โดย: Céline Sciamma2007 / Drama / 1h 25min


วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน เวลา 20:00 น. วันอังคารที่ 24 มิถุนายน เวลา 20:00 น.

ในช่วงฤดูร้อนหนึ่ง สำหรับเด็กวัยสาวอายุ 15 นอกจากจะจ้องเพดานแล้วก็ไม่อยากที่จะทำอะไรทั้งสิ้น พวกเธอมีกันสามคน: Marie, Anne และ Floriane ชะตากรรมของพวกเธอได้มาบรรจบกันภายห้องเปลี่ยนเสื้อที่เต็มไปด้วยความเร้นลับ และเริ่มเกิดความสอดรู้สอดเห็น การกระทำครั้งนี้ทำให้ถูกตรึงในความทรงจำเพราะเป็นครั้งแรกของพวกหล่อนที่จะแหกกฎนักแสดง: Adèle Haenel, Pauline Acquart, Louise Blachère, and Warren Jacquin.Cannes Film Festival « Un Certain Regard », Rotterdam Film Festival 2008, Nominated for the César 2008 : Best First Film and Most Promising Actress



ต่อจากเขา

กำกับภาพยนตร์โดย: Gaël Morel2007 / Drama / 1h 40minวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน เวลา 16:20 น. (In the presence of the Director)

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน เวลา 18:30 น. (In the presence of the Director)
Camille มองเห็นชีวิตของตนถูกทำลายด้วยการจากไปของลูกชายในอุบัติเหตุบนท้องถนน เธอไม่สามารถไว้ทุกข์ให้เขาได้ และได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ Franck เพื่อนสนิทที่สุดของลูกชาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม ผู้ที่ใกล้ชิด Camilleต่างไม่เข้าใจพฤติกรรมของเธอ ความโดดเดี่ยวเริ่มเกิดขึ้นรอบตัวเธอ ไม่ว่าจะอื้อฉาวเพียงใด Franck ยังคงเป็นเป้าแห่งความรักของเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มค้นพบว่า ความคุ้มคลั่งของ Camilleจะนำเขาไปสู่อันตราย นักแสดง: Catherine Deneuve, Thomas Dumerchez, Guy Marchand and Élodie BouchezCannes Film Festival « Directors’fortnight » 2007, Pusan Film Festival 2007


ชุดนักประดาน้ำและผีเสื้อ

กำกับภาพยนตร์โดย: Julian Schnabel2007 / Drama / 1h 52min

วันพุธที่ 18 มิถุนายน เวลา 20:00 น.วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน เวลา 16:15 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 อาการเส้นเลือดแตกอย่างฉับพลันได้ทำให้ Jean-Dominique Bauby นักหนังสือพิมพ์และพ่อลูกสอง ตกอยู่ในอาการโคม่าขั้นรุนแรง เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา อวัยวะทุกส่วนที่ใช้เพื่อการเคลื่อนไหวถูกทำลาย เขากลายเป็นโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ล็อค-อิน-ซินโดรม” ไม่สามารถเคลื่อนไหว พูด และแม้แต่หายใจโดยไม่มีเครื่องช่วย ภายในร่างที่แน่นิ่งนั้น มีเพียงดวงตาข้างหนึ่งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้ ดวงตาข้างนั้นได้กลายมาเป็นสิ่งที่เชื่อมเขากับโลก กับผู้คนทั้งหลาย และกับชีวิต เขาขยับตาหนึ่งครั้งเพื่อบอกว่า “ใช่” สองครั้งเพื่อบอกว่า “ไม่” เขาหยุดความสนใจของคนที่มาเยี่ยมด้วยการให้คนมาเยี่ยมเขียนตัวอักษรให้ โดยเขาจะใช้ตาบอกตัวสะกดและประกอบเป็นคำ เป็นประโยค และเป็นถ้อยคำเป็นหน้าๆ ในที่สุดเขาได้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อว่า “ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ” ทุกเช้า เป็นเวลาหลายอาทิตย์ เขาได้ท่องจำประโยคต่างๆ ก่อนจะบอกให้คนบันทึกตาม... นักแสดง: Mathieu Amalric, Emmanuelle Seigner, Anne Consigny, Marina Hands, Emma de Caunes, Jean-Pierre Cassel, Marie-Josée Croze, Jean-Philippe Ecoffey, Niels Arestrup and Patrick ChesnaisPusan International Film Festival 2007, Cannes 2007 Official Competition, Golden Globes 2008 : Best Foreign Language Film, Best Director, César 2008 Best Achievement in editing and Best Actor


ต้องให้ได้เต้น

กำกับภาพยนตร์โดย: Noémie Lvovsky2007 / Comedy / 1h 40min

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน เวลา 16:15 น. วันอังคารที่ 17 มิถุนายน เวลา 20:00 น.


ครอบครัว Bellinsky มี Salomon ผู้เป็นพ่อวัยอายุ 80 เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา เขาต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกฝังเร็วจนเกินไป ด้วยการไปเข้ากิจกรรมเต้นแท็ปซึ่งอยู่ในความดูแลและอุปถัมภ์ของ Fred Astaire และ มองหาคู่... Geneviève ผู้เป็นแม่ ใฝ่ฝันเพียงเรื่องเดียวคือทำตัวเป็นเด็กตลอดเวลา กับบุคคลที่เป็นผู้ช่วยงานบ้าน เป็นผู้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาและเป็นเทวดาอารักขาเธอและบุคคลนั้นเขามีชื่อว่า M. Mootoousamy... ส่วน Sarah ลูกสาวที่อยู่กับ Françoise มีความยากลำบากใจที่จะจัดวางตนเองระหว่างพ่อที่เธอเทิดทูนบูชาแต่น่ารำคาญ กับแม่ที่เธอไม่เข้าใจพฤติกรรม และต่อมาเธอพึ่งทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ และต้องรับผิดชอบที่จะสร้างครอบครัว... นักแสดง: Jean Pierre Marielle, Valeria Bruni-Tedeschi, Sabine Azéma, Bulle Ogier and Bakary SangaréNominated for the César 2008 : Nominated for Best Actor, Best Actress in a supporting role, Best Music written for a film


หมู่นักแสดงหญิง

กำกับภาพยนตร์โดย: Valeria Bruni-Tedeschi2007 / Comedy / 1h 47min
วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน เวลา 14:00 น. วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน เวลา 18:30 น.

Marcelline นักแสดงที่ถูกหลอนจากบทที่ต้องรับเป็น Nathalia นางเอกในละครของ Tourguéniev ที่ชื่อว่า “หนึ่งเดือนในชนบท” เธอมีความยากลำบากในการซ้อมบทเป็นอันมาก และพยายามว่ายน้ำเพื่อช่วยตัดความกังวลทั้งหมด ท่ามกลางเสียงเพลงของ Glenn Meller แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดมาหยุดเวลาหมุน และมาห้ามไม่ให้เธอเข้าสู่อายุสี่สิบและยังไม่มีลูก รู้สึกแปลกใจอยู่เสมอกับโลกที่เธอเฝ้ามอง ราวกับหากุญแจไขปัญหาไม่พบ แต่อย่างไรเธอก็พยายามอย่างไม่ลดละที่จะสื่อสารกับทุกคนที่อยู่ล้อมรอบเธอนักแสดง: Valeria Bruni-Tedeschi, Noémie Lvovsky, Mathieu Amalric, Louis Garrel and Valeria GolinoSpecial Jury Prize Festival de Cannes 2007, Pusan International Film Festival 2007, Nominated for the César 2008: Best Actress in a supporting role, World Film Festival Montréal 2007
สายโลหิต
กำกับภาพยนตร์โดย: Jacques Maillot2008 / Thriller / 1h 43min

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน เวลา 14:00 น. วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน เวลา 20:00 น.
ณ เมืองลิยง ช่วงปลายทศวรรษที่ 70 François สารวัตรตำรวจ ได้ทราบข่าวการพ้นโทษของน้องชาย Gabriel ที่ต้องคดีติดคุก 10 ปี เพราะฆ่าคน ระหว่างสถานะที่ตนเป็นตำรวจและความเป็นพี่ ทำให้การพบกันระหว่างพี่น้องไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย แต่ทั้งสองก็ต้องการขีดเส้นกับอดีต Gabriel พยายามที่จะจัดชีวิตให้ลงตัว และ François ก็พยายามเต็มที่ที่จะช่วยน้อง แต่ความถูกต้องและมารเก่าไล่ตามพวกเขาจนได้ ในที่สุดทางออกสำหรับสองพี่น้องคือการห่างหายจากกัน แต่ด้วยความผูกพันและสายโลหิต ทำให้เส้นทางที่ต่างเลือกเดินต้องมาบรรจบ ณ ทางตันเดียวกันอย่างน่าประหลาดนักแสดง: Guillaume Canet, François Cluzet, Clotilde Hesme and Marie Denarnaud


โรงงานอารมณ์
กำกับภาพยนตร์โดย: Jean-Marc Moutout2008 / Drama / 1h 44min
วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 16:15 น. วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน เวลา 20:00 น.
Eloïse อายุ 36 นิติกร ใช้ชีวิตอยู่ ณ กรุงปารีส เธอเป็นหญิงสาวสวย ฉลาด แต่ยังเป็นโสดอยู่ แต่ลึกๆแล้ว เธอยังโหยหาชีวิตรัก และเชื่อว่าเธอสามารถกำหนดและจัดการกับความรักได้ เฉกเช่น ทุกเรื่องในชีวิตการทำงานที่เธอจัดการได้ทุกสิ่งอัน ดังนั้นเพื่อทำลายความโดดเดี่ยวนี้ เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมชมรมจัดหาคู่แบบเร่งด่วน นักแสดง: Elsa Zylberstein, Jacques Bonnaffé and Bruno PutzuluBerlin International Film Festival 2008 (Panorama Section)

ผมคิดว่าผมรักเธอ
กำกับภาพยนตร์โดย: Pierre Jolivet2007 / Comedy / 1h 33min
วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 14:00 น. วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน เวลา 20:00 น.

Lucas หนุ่มใหญ่วัย 43 ปี นักอุตสาหกรรมที่รำรวย และเพิ่งหย่าร้าง มีความสนใจ Elsa วัย 38 ปี อย่างหักห้ามใจไม่อยู่ เธอเป็นนักปั้นเซรามิกที่มีชื่อเสียง เขาได้ว่าจ้างให้เธอมาสร้างงานศิลปะประดับผนังห้องโถงบริษัทของเขา เนื่องจากเขาฝังใจกับการผิดหวังจากประสบการณ์รักครั้งล่าสุด ทำให้เขาได้ขอให้นักสืบเอกชนของบริษัท Roland Cristin ช่วยหาสาเหตุที่ทำให้สาวสวยคนนี้ยังครองโสดมาถึงจนทุกวันนี้ ตัวนักสืบเองก็ไม่มีสำนึกยับยั้งใดๆ ที่จะใช้เทคนิคการสืบสวนที่ทันสมัยที่สุด นักแสดง: Vincent Lindon, François Berléand, Sandrine Bonnaire, Kad Merad, Liane Foly, Guilaine Londez and Albert DrayMontréal World Film Festival 2007


The Maiden and the Wolves
กำกับภาพยนตร์โดย: Gilles Legrand2008 / Drama & Adventure / 1h 50min
วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน เวลา 18:30 น. วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน เวลา 14:00 น.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง Angèle อายุ 20 ปี ตัดสินใจที่เป็นสัตวแพทย์หญิงคนแรก ขณะที่ต้องใช้ชะตากรรมท่ามกลางการผจญภัย เธอได้กลายมาเป็นเป้าแห่งการแข่งขันอย่างไม่ปราณี ระหว่างคู่หมั้นนักอุตสาหกรรม มีวิสัยทัศน์อันก้าวไกล แต่ไร้ยางอายและความละอายต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กับชายที่เรียบง่าย ที่หลบไปอยู่ตามเทือกเขาเพื่อใกล้ชิดกับหมาป่า และให้ไกลจากความบ้าของมนุษย์ Angèle จะใช้การแข่งขัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงของเธอ นั่นก็คือการช่วยเหลือหมาป่านักแสดง: Laetitia Casta, Jean-Paul Rouve, Stefano Accorsi, Michel Galabru, Patrick Chesnais and Lorant Deutsch


บทความต่อไปนี้ จาก http://www.movieseer.com/ นะครับ

เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส ปี 2551 (La Fête Bangkok 2008)เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส กรุงเทพ กลับมาอีกครั้ง เทศกาศจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 14-24 มิถุนายน 2551 เริ่มจัดจำหน่ายบัตรวันที่ 6 มิถุนายน ที่ฝ่ายจัดจำหน่ายของ SF World Cinema หรือสั่งซื้อทางโทรศัพท์ที่ 02-268-8888 หรือทางอินเตอร์เน็ทที่ http://www.sfcinemacity.com/ ภาพยนตร์ที่ได้รับความสนใจในเทศกาล เช่น Le scaphandre et papillon (ชุดนักประดาน้ำและผีเสื้อ) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 อาการเส้นเลือดแตกอย่างฉับพลันได้ทำให้ Jean-Dominique Bauby นักหนังสือพิมพ์และพ่อลูกสอง ตกอยู่ในอาการโคม่าขั้นรุนแรง เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา อวัยวะทุกส่วนที่ใช้เพื่อการเคลื่อนไหวถูกทำลาย เขากลายเป็นโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ล็อค-อิน-ซินโดรม” ไม่สามารถเคลื่อนไหว พูด และแม้แต่หายใจโดยไม่มีเครื่องช่วย ภายในร่างที่แน่นิ่งนั้น มีเพียงดวงตาข้างหนึ่งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวได้ เขาหยุดความสนใจของคนที่มาเยี่ยมด้วยการให้คนมาเยี่ยมเขียนตัวอักษรให้ โดยเขาจะใช้ตาบอกตัวสะกดและประกอบเป็นคำ เป็นประโยค และเป็นถ้อยคำเป็นหน้าๆ ในที่สุดเขาได้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่มีชื่อว่า ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ- ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเมืองปูซาน ปี 2550 - เข้าร่วมการประกวดอย่างเป็นทางการ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเมืองคานส์ ปี 2550- รางวัล “ลูกโลกทองคำ” ปี 2550: ผู้กำกับยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม- รางวัล César ปี 2550 สำหรับนักแสดงยอดเยี่ยม และการตัดต่อยอดเยี่ยม ดูข้อมูลและตารางภาพยนตร์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.lafete-bangkok.com/

Labels:

 
posted by Apica Rungsiuthai
Permalink0 comments